"ชูวิทย์"ถามตรง"ธนาธร"ขอโอกาสมากไป!! หวั่นเลือกแล้วเสียของ ชี้สส.พรรคประชาชนมีแสงแต่บริหารพลาด

การเมือง2 ม.ค. 2569 • 17:19 น.
"ชูวิทย์"ถามตรง"ธนาธร"ขอโอกาสมากไป!! หวั่นเลือกแล้วเสียของ ชี้สส.พรรคประชาชนมีแสงแต่บริหารพลาด

วันที่ 2 มกราคม 2569 ชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ อดีตนักการเมือง ที่วิพากษ์วิจารณ์การเมืองอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด โพสต์บทความเรื่อง ""คลื่นลูกใหม่และผู้บริหารพรรค" มีเนื้อหาระบุว่า

บรรดา ส.ส. รุ่นใหม่ตัวเอกของพรรคประชาชนเป็นความหวังของการเมืองใหม่ที่ไม่ได้ทำให้คนเลือกผิดหวัง

ทั้งวิโรจน์ โรม ไอติม ลิซ่า ณัฐชา และไอซ์


โดยสวนดุสิตโพลสำรวจประชาชนกว่า 10,000 คน ระบุว่า “นักการเมืองที่สุดของปี” โดดเด่น เป็นข่าวที่น่าสนใจ เป็นตัวแทนของประชาชน มีบทบาทน่าจับตา

ทำงานสภาตรวจสอบรัฐบาล มีการเตรียมข้อมูลจริง เป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่โปร่งใส สดใหม่ แตกต่างจากการเมืองเก่า

ถือเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ที่ประชาชนฝากความหวังไว้

แต่ผลโพลหมายถึงบทบาทของ “ไอซ์” เฉพาะส่วนตัวเท่านั้น

เช่นเดียวกันกับ ส.ส. คนอื่นๆ ของพรรคประชาชนที่ผมกล่าวถึงข้างต้น

ในโพลระบุเป็นรายบุคคลแต่ไม่ได้สะท้อนถึงตัวพรรคประชาชน

หากประชาชนทั่วไปไม่เข้าใจ ผมขอขยายความในฐานะนักการเมืองสักนิด

การทำงานที่โดดเด่นของนักการเมืองมีอยู่ทุกพรรค แต่นักการเมืองต่างๆ เหล่านั้นอาจถูกมองแยกออกจากตัวพรรค

พูดง่ายๆ หากเป็นการเลือกตั้งระดับเขต ผู้สมัครอาจได้รับการยอมรับ

แต่หากเป็นพรรคในระดับปาร์ตี้ลิสต์อาจแตกต่างออกไป

เพราะประชาชนมองเน้นไปที่ตัวบุคคลมากกว่าพรรค

ส.ส. รุ่นใหม่ต่างทำงานภายใต้พรรคแต่ไม่ใช่ “ผู้บริหารพรรค”

หากจะเปรียบไปก็เหมือนพนักงานที่ทำงานดีแต่อยู่ในบริษัทมหาชน

ผู้บริหารเป็นคนกำหนดนโยบาย การนำกำไรไปขยายหรือจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้น

เมื่อไม่ได้เป็นกรรมการบริหารย่อมไม่ได้มีสิทธิตัดสินใจ

แต่มีส่วนอย่างมากในการสร้างกำไร หรือในทางการเมืองคือความนิยมส่วนบุคคลที่มี “แสง” ในตัวเอง

แม้พรรคเป็นผู้เปิดโอกาสให้ในครั้งแรกแต่ที่เหลือต้องสร้างเอาเอง บางคนหาตัวตนเจอ มีฝีมือ การพูดจาทำให้โดดเด่นขึ้นมาได้

ในขณะที่ปัจจุบันพรรคประชาชนมี ส.ส. มากกว่า 140 คน แต่ไม่ใช่ทุกคนจะทำได้

มีที่ไปไม่ไหว มีที่ไม่รู้จัก และห่างหายไป เพราะงาน ส.ส. ไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่ง ส.ส. เขตต้องทำทั้งงานในสภา พื้นที่ และอื่นๆ อีกมากมาย

ทีนี้มาถึงตัวพรรคและทิศทางการหาเสียงของพรรคถูกกำหนดโดยผู้บริหารหรือเจ้าของพรรคที่มีที่ปรึกษาพรรคเป็นบุคคลต่างๆ

กรณีพรรคประชาชนที่คุณธนาธรบอกว่า “ลองให้โอกาสพรรคประชาชนอีกครั้ง แล้วจะทำให้ดู”

ผมเคยพบประชาชนจำนวนมากทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ทราบดีถึงวิธีการหาเสียงแบบเดิมที่ไปตามตลาด แจกใบแนะนำตัว หัวหน้าไปช่วยลูกพรรคเขตโน้นเขตนี้

คนไทยยิ้มแย้มรับใบแนะนำตัวไว้แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเลือก ชาวบ้านรับหมดทุกพรรคแต่ในใจมีคำถามคำโตๆ ที่ไม่ได้ถามได้แต่เก็บไว้ในใจ

ผมจึงขอเป็นตัวแทนถามถึงคุณธนาธรว่า คนไทยให้โอกาสพรรคประชาชนไปแล้วในคราวที่แล้ว ได้คะแนน 14 ล้านกว่าเสียง

ได้รับ ส.ส. มากเป็นอันดับ 1 ถึง 151 ที่นั่ง ในนามพรรคก้าวไกล โอกาสที่ประชาชนได้มอบให้พรรคของคุณธนาธรตั้งแต่อนาคตใหม่มาถึงก้าวไกลในคราวที่แล้วมีมากมายเหลือล้น

แต่เป็นคุณธนาธรและผู้บริหารพรรคต่างหากที่ไม่สามารถแปรคะแนนที่ประชาชนมอบโอกาสให้เป็นอันดับ 1 ไปเป็นรัฐบาลได้

จะโทษประชาชนไม่ได้เพราะเขาทำได้แค่กาบัตรครั้งเดียวในวันเลือกตั้ง

พรรคก้าวไกลพลาดในการจัดตั้งรัฐบาลครั้งแรกจากเรื่อง ม.112 เพราะไม่มีพรรคอื่นกล้าไปร่วม

อันนี้ก็เพราะนโยบายพรรคเองที่บรรดาอาจารย์หัวก้าวหน้าคิด แต่ไม่เป็นไรประชาชนที่เลือกยังเห็นใจและให้โอกาส หลังจากนั้นกลายเป็น ”พรรคประชาชน“ เพราะโดนยุบเองไม่ได้เกี่ยวกับประชาชนอีก

ส่วนรอบสองที่ตัดสินใจเอาคะแนน 14 ล้านที่ประชาชนมอบให้ไปเลือกคุณอนุทินเป็นนายกฯ และให้พรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

ส่วนพรรคประชาชนยอมไปนั่งเป็นฝ่ายค้าน

อันนี้ก็เป็นเพราะคุณธนาธรหรือผู้บริหารคนใดไม่ทราบ แต่ข้อสรุปย่อมไม่ได้มาจากบรรดา ส.ส. คลื่นลูกใหม่ที่ทำผลงานโดดเด่นแน่นอน

แม้จะอ้างว่า “โหวตในพรรค” จนตกผลึกเลือกทางนี้แต่ผมไม่เชื่อ ท้ายที่สุดพรรคประชาชนโดนหลอกตลบหลังครั้งที่ 2

หากประชาชนจะให้ ”โอกาส“ พรรคประชาชนอีก จะมีอะไรไป ”การันตี“ ว่าพรรคประชาชนจะทำให้ตัวเองเป็นรัฐบาลได้?

แม้ว่าจะได้รับเลือกมากเป็นอันดับ 1

นั่นคือสาเหตุที่คุณธนาธรร้องขอให้ได้ ส.ส. มากกว่า 250 ที่นั่ง เพื่อไปจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดี่ยว

อันนี้มันมากไปและไม่มีทางเกิดขึ้นได้จริงในฐานะที่ผมเคยลงสนามและรู้จักกระแสดี

เพราะไม่ว่าผมไปเจอชาวบ้านที่ไหนช่วงนี้ มีแต่คน ”ลังเล“ กับการเลือกแล้ว ”เสียของ“

#ชูวิทย์กมลวิศิษฏ์ #พรรคประชาชน #ธนาธรจึงรุ่งเรืองกิจ #รังสิมันต์โรม #รักชนกศรีนอก