“ชูวิทย์”เปิดศึกสั่งสอนพรรคประชาชน ชี้หลงอำนาจ 14.4 ล้านเสียง ลั่นต้องถูกลงโทษทางการเมือง

การเมือง17 ม.ค. 2569 • 13:58 น.
“ชูวิทย์”เปิดศึกสั่งสอนพรรคประชาชน ชี้หลงอำนาจ 14.4 ล้านเสียง ลั่นต้องถูกลงโทษทางการเมือง

“ชูวิทย์”เปิดศึกสั่งสอนพรรคประชาชน ชี้หลงอำนาจ 14.4 ล้านเสียง ลั่นต้องถูกลงโทษทางการเมือง

เมื่อวันที่17 มกราคม 69  นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ โพสต์เฟซบุ๊กระบุข้อความว่า

สงครามสั่งสอน

 

มีคนตั้งข้อสังเกตุว่า ผมโพสต์ถึงพรรคประชาชนทุกวัน บางวัน 2 โพสต์ มีนัยยะอะไรแอบแฝง?

 

อย่าได้แปลกใจ เพราะนี่คือ “การสั่งสอนพรรคประชาชน“

 

มันเป็นเรื่องอะไรของผมที่ต้องไปสั่งสอน ผมเก่งอะไรนักหนา?

 

นั่นเพราะมีบรรดาอาจารย์นักวิชาเกินแบกส้มไว้เต็มสมอง โดยไม่มีความเข้าใจใน ”โลกการเมืองจริง“

 

สาเหตุของผมง่ายๆ ชัดเจน เพราะพรรคประชาชนกำลังหลงระเริงกับคะแนนครั้งที่แล้ว ที่บวมขึ้นด้วยกระแส “มีลุง ไม่มีเรา”

 

ทำให้พรรคประชาชนที่ผมเลือกมากับมือได้เปลี่ยนจุดยืน

 

ไม่ว่าผู้ช่วยหาเสียงบรรดาศักดิ์อย่างธนาธร ที่ท่องคาถาว่า “ทุกคนในพรรคเท่าเทียม เราไม่เทา ไทยเท่าทัน”

 

แต่เกิดอาการ ”พลิกลิ้น“ อยู่หลายรอบ

 

และรอบสำคัญคือ เอาคะแนน 14.4 ล้านเสียง ที่ประชาชนมอบให้ไปบรรณาการเซ่นพรรคภูมิใจไทย จนทำให้เติบโตเป็นพรรคอันดับหนึ่งอย่างทุกวันนี้

 

เบื้องหลังของ ”ดีลลับ“ ที่ยันว่าไม่มี เพียงแค่ต้องการแก้รัฐธรรมนูญเท่านั้น

 

ดันเป็นธนาธรคนเดิมไปดีลกับอนุทินเอง

 

คนเดียวกับที่ไปดีลทักษิณที่ฮ่องกงก่อนการจัดตั้งรัฐบาลเพื่อไทยคราวที่แล้ว

 

เมื่อพรรคส้มเป็น ”การเมืองใหม่“ ที่จะรื้อการเมืองเก่า สร้างชุดความเชื่อเสนอทิศทางใหม่ในการบริหารประเทศด้วยมืออาชีพ

 

และการปฏิรูประบบอย่างถอนรากถอนโคนออกจากวังวน “การเมืองเก่า”

 

แต่การเปลี่ยนแปลงต้องเป็นไปด้วยวิธีการที่ประนีประนอม เพื่อไม่ให้สังคมเกิดความแตกแยกครั้งแล้วครั้งเล่า

 

ชูวิทย์ก็เป็น ”ราษฎรใหม่“ ที่จะรื้อการเมืองที่นำเอาเรื่องล่อแหลมต่อศรัทธาของคน แบ่งแยกความคิด แบ่งชนชั้นให้คนเชื่อ สร้างความแตกแยกบาดลึกแก่สังคม

 

และพรรคการเมืองนั้นคือ “พรรคประชาชน”

 

ราษฎรใหม่สามารถวิพากษ์วิจารณ์พรรคการเมืองได้อย่างเสรี มีเหตุผล และต่อต้านอย่างแข็งขัน เมื่อไม่เห็นด้วยกับนโยบายต่างๆ รวมถึงการนำบ้านเมืองไปในทิศทางสุ่มเสี่ยง

 

อย่างเช่นในครั้งก่อน เมื่อการเลือกตั้งปี 2566 ที่ผมต่อต้าน “กัญชาเสรี” ของพรรคภูมิใจไทย

 

ผมต่อสู้ด้วยตัวคนเดียวในฐานะราษฎร จนถูกพรรคภูมิใจไทยฟ้องนับสิบคดี

 

ผมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ผลออกมายกฟ้องทุกคดี เพราะศาลเห็นว่าเป็นการวิพากษ์วิจารณ์อย่างชอบธรรมตามสิทธิที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

 

แต่พรรคประชาชนกลับนำคะแนนที่ราษฎรโหวตให้ไปยกให้พรรคภูมิใจไทยด้วยข้อเสนอสุดประหลาด ให้เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย และตัวเองยอมไปเป็นฝ่ายค้าน (ฝ่ายค้ำ)

 

ความหลงผิดนี้เป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ จำต้องถูกลงโทษโดยราษฎรที่เคยให้คะแนน

 

การสั่งสอนพรรคประชาชนที่บอกว่าเป็นการเมืองใหม่ ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องชอบหรือเชียร์การเมืองเก่า

 

แต่เราเบื่อ “ราษฎรเก่า“ ที่หลงมัวเมากับทุกพรรคการเมืองทั้งใหม่และเก่า ที่อ้างว่าทำเพื่อประเทศชาติ

 

ยึดมั่นถือมั่นเพียงภาพลวงตาของนักการเมืองคนใดคนหนึ่ง พรรคใดพรรคหนึ่งอย่างหัวปักหัวปำ ไร้เหตุผล ไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติอย่างแท้จริง

 

พรรคทำผิดพลาดแล้วกลับมาขอโอกาสซ้ำๆ อีกด้วยนโยบายใหม่ อันจะทำให้พรรคหลงกับอำนาจที่ราษฎรมอบให้ทุกครั้ง

 

ด้วยโอกาสของราษฎรเพียงแค่หนึ่งครั้งในวันเลือกตั้งเท่านั้น หลังจากนั้นพรรคการเมืองจะทำอย่างไรกับราษฎรก็ได้

 

ผมจึงขอใช้โอกาสนี้เปิดการ “สั่งสอน“ พรรคประชาชนในการเลือกตั้งครั้งนี้ เช่นเดียวกับพรรคภูมิใจไทยในครั้งที่แล้ว

 

เราไม่ได้เป็นศัตรูทางการเมือง และไม่สนับสนุนอย่างไม่ลืมหูลืมตา เพราะไม่ได้เป็นนักการเมือง หรือมีแรงปรารถนาทางการเมืองในอนาคต

 

ราษฎรทั้งหลายจะเลือกพรรคใดนับเป็นสิทธิของท่าน มีถึง 50 พรรค ในการแข่งขันหาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้ และผมจะไม่ชี้นำ

 

หากพรรคประชาชนได้พิสูจน์ปรับปรุงตัวในครั้งหน้า ไม่ว่าจะได้เป็นฝ่ายรัฐบาล หรือฝ่ายค้าน ในการนำความเชื่อมั่นกลับมาสู่ราษฎร

 

พวกเราอาจจะกลับมาโหวตให้ท่านอีกก็ได้

 

แต่ในครั้งนี้ ต้องให้ท่านได้รับการลงโทษจากการทำงานการเมืองที่ผิดพลาดของตัวพวกท่านเองก่อน

 

เพราะทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งพวกท่านก็หันมาหาเรา เพื่อให้ลงคะแนนสนับสนุนด้วยการหาเสียงที่ฉาบฉวย

 

หากราษฎรไม่เข้มแข็ง ไม่รู้เท่าทัน ไม่ร่วมมือกัน จะถูกนักการเมืองหลอกใช้เรื่อยไป ไม่ว่านักการเมืองเก่าใหม่สีเทาทั้งหลาย

 

เราเป็น ”คนสุดท้ายในห่วงโซ่การเมือง“ ที่ต้องรับชะตากรรมต่อการลงคะแนนให้พรรคการเมืองเพียงครั้งเดียว

 

ดังนั้นไม่ว่าการตัดสินใจใดๆ ของพรรคการเมือง จะต้องรับผิดชอบต่อการกระทำนั้นอย่างจริงใจ และระวังตัวไม่ทำตามอำเภอใจอีกต่อไป

 

ผมในฐานะ ”ราษฎรใหม่“ จะรณรงค์สุดความสามารถเพื่อสั่งสอนบทเรียนนี้ให้แก่พรรคประชาชนในการเลือกตั้งครั้งนี้

แท็กที่เกี่ยวข้อง