จับเข่าคุย “อนุทิน ชาญวีรกูล” ไทยสู้โควิด- นโยบายกัญชาเสรี

การเมือง22 ก.ค. 2565 • 23:00 น.
จับเข่าคุย “อนุทิน ชาญวีรกูล” ไทยสู้โควิด- นโยบายกัญชาเสรี

หมายเหตุ  : “อนุทิน ชาญวีรกูล” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์พิเศษรายการ “สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์” เผยแพร่ผ่านช่องยูทูบ Siamrath ถึงแนวทางการบริหารจัดการในส่วนของกระทรวงสาธารณสุข เพื่อรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด -19 ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยตลอดหลายปีที่ผ่านมา จนเป็นที่ยอมรับของนานาประเทศ นอกจากนี้ยังได้ระบุถึงการผลักดัน “นโยบายกัญชาเสรี” เพื่อใช้ในการรักษา มีสาระที่น่าสนใจดังนี้

-อยากให้ถอดบทเรียนการรับมือแก้ไขปัญหาโควิด ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุข ทำอย่างไรเราถึงเป็นที่ยอมรับในเวทีโลก

ผมคิดว่ามันมีหลายส่วนประกอบ ที่ทำให้การรับมือกับสถานการณ์โรคระบาดโควิด เราสามารถทำได้ในระดับที่ควบคุมความเสียหายได้มากกว่าที่อื่นๆ ผมจะไม่ใช้คำว่าความสำเร็จ เพราะว่าเราไม่ได้วัดกันตรงนั้น เราวัดกันตรงที่ว่าถ้ามีสถานการณ์โรคระบาดเช่นนี้ เราจะควบคุมไม่ให้คนเสียชีวิตได้อย่างไร  นั่นคือความสำคัญสูงสุด

ถัดลงมาก็คือการจะทำอะไรเมื่อคนติดเชื้อแล้ว ไม่เกิดอาการที่รุนแรง ต้องใช้อุปกรณ์การแพทย์ขั้นสูง เช่นเครื่องช่วยหายใจเป็นต้น เพราะนี่คือหลักการสาธารณสุขที่เราจะต้องโฟกัสในจุดที่ควรจะโฟกัสให้มากที่สุด เรื่องของการติดเชื้อเมื่อเราทราบว่าเชื้อ ไม่สามารถทำความเจ็บป่วยให้กับคนที่มีสุขภาพทั่วไป แข็งแรงทั่วไปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าได้รับวัคซีนแล้ว เรื่องการติดเชื้อเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ แต่เราควบคุมเรื่องการเจ็บป่วยหนัก กับ การเสียชีวิตแทน

สิ่งที่ได้ปฏิบัติมาโดยตลอดก็คือ ความร่วมมือจากทุกฝ่าย รัฐบาลให้การสนับสนุนเต็มที่ ตั้งแต่ระดับนโยบาย หัวหน้ารัฐบาล ผ่านมายังกระทรวง ทบวง กรม ต่างๆ แล้วเราก็เข้าใจในทิศทางเดียวกัน แพทย์ พยาบาล บุคลากรสาธารณสุข ที่มีพื้นฐานระบบการสาธารณสุขที่เข้มแข็งอยู่แล้ว มีประสบการณ์ องค์ความรู้ในการบริหารสถานการณ์โรคระบาดได้ในระดับสูงทีเดียว  รวมถึงในเรื่องของระบบหลักประกันสุขภาพของประเทศไทย บัตรทอง ก็ทำให้ผู้ที่เจ็บป่วยสามารถเข้าถึงการรักษาโดยที่ค่าใช้จ่ายต่างๆ รัฐเป็นผู้สนับสนุน และรับผิดชอบ

ประเด็นที่สำคัญที่สุดก็คือความร่วมมือภาคประชาชน ที่ท่านได้ให้ความเข้าใจว่าในการปฏิบัติตนเพื่อให้เกิดความเสี่ยงให้น้อยที่สุด การสวมใส่หน้ากากอนามัย การเว้นระยะห่าง  การล้างมือบ่อยๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็คือหลายองค์ประกอบมารวมกัน ทำให้เราเรียกว่าอยู่กับสถานการณ์โรคระบาดโควิด ได้โดยที่ก่อให้เกิดความเสียหายถ้าเทียบกับที่อื่นๆไม่มากไปกว่าประเทศอื่น

ผมคิดว่าระบบการสาธารสุขประเทศไทยมีรากฐานที่มั่นคง อันเนื่องมาจากการวางระบบที่ดี ตั้งแต่บุคลากร บรรพบุรุษด้านการสาธารณสุขประเทศไทยเรา ถ้านับไปแล้วเรามีสถานบริการพยาบาล ตั้งแต่ระดับตำบลขึ้นมามีโรงพยาบาลทุกอำเภอ มีโรงพยาบาลทุกจังหวัด มีทั้งเขตสุขภาพ ที่ในแต่ละเขตสุขภาพก็มีโรงพยาบาลศูนย์ ซึ่งหมายความว่าสามารถให้บริการผู้ป่วย รองรับผู้ป่วยในทุกๆโรคได้

นอกจากนี้ยังมี โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ที่กระจายไปทั่วทุกตำบล ไม่ใช่หมายความว่า  1 ตำบล มี 1 รพ.สต. อาจจะมีหลาย รพ.สต. ทำให้เข้าถึง ทำให้ชาวบ้านได้เข้าถึงการรักษาพยาบาลในขั้นต้นได้ แล้วก็มีระบบการส่งต่อที่ดี ส่งต่อตามเหตุ ตามอาการของผู้ป่วย นี่คือระบบการสาธารณสุขที่เข้มแข็ง  ที่สำคัญก็คือ มีการรับส่งซึ่งกันและกัน ไม่ใช่เฉพาะในเขตสุขภาพเดียวกัน รับส่งระหว่างเขต หรือ รับส่งเข้ามาถ้าในกรณีที่มีความจำเป็นสูงสุดที่ต้องเข้ามาในเมืองใหญ่ๆ เช่น กรุงเทพฯ ก็มีระบบการรับส่งที่ดี

และส่วนในเรื่องของบุคลากรทางการแพทย์ที่เป็นข้าราชการประจำ เป็นลูกจ้างประจำในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข สังกัดโรงเรียนแพทย์ต่างๆ หรือหน่วยงานต่างๆที่มีสำนักการแพทย์ เช่น กรุงเทพมหานคร คนเหล่านี้คือข้าราชการประจำที่มีประสบการณ์ในการบริหารจัดการระบบการสาธารณสุข ค่อนข้างสูงมาก คนส่วนใหญ่จะจบมาโดยตรง เช่น จบแพทย์ จบพยาบาล จบเภสัชกรรม จบเทคนิคการแพทย์ จบด้านสาธารณสุข เพราะฉะนั้นจะเป็นองค์กร หน่วยงานที่เราได้ใช้คนที่มีความรู้เฉพาะด้าน เฉพาะทาง ในการบริหารจัดการเรื่องระบบสุขภาพของเมืองไทย พร้อมกับ อสม. (อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน) ซึ่งเรามีถึง 1,050,000  คนทั่วประเทศ

ท่านเหล่านี้ไม่ใช่เป็นเพียงมวลชน ไม่ใช่เป็นเพียงผู้ที่มาลงทะเบียน แล้วก็ถือว่าเป็นอสม.เป็นเกียรติประวัติเท่านั้น ทางกระทรวงสาธารณสุขมีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ซึ่งเขาสัมผัสใกล้ชิดกับอสม.ทุกๆหมู่บ้านเลย มีการจัดการอบรมสัมมนาอยู่ตลอดเวลายกระดับต่างๆตลอดเวลาให้สวัสดิการที่ทำให้เขาสามารถทุ่มเทกับงานได้อย่างเต็มที่ ซึ่งเรื่องสาธารณสุขพูด 3 วันก็ไม่หมด เพราะส่วนใหญ่เกิดจากความทุ่มเท ความเข้าใจประสบการณ์ แล้วก็รากฐานอันมั่นคงที่ระบบสาธารณสุขไทยได้ตั้งเอาไว้เป็นร้อยปีแล้ว

- การรับมือกับฝีดาษลิง

หลักการควบคุมป้องกันโรคก็คือ ติดตามเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ประเทศไหนที่เป็นกลุ่มเสี่ยงแล้วก็พยายามที่จะมีมาตรการในการตรวจคนที่เดินทางเข้ามาจากประเทศนั้น ในลักษณะที่มีความเข้มข้นมากขึ้น ในขณะเดียวกันเราก็ได้ทำการศึกษาความเป็นไปว่ามียารักษาโรคขนานไหนที่สามารถไปดูแลคนไข้เหล่านี้ได้  ตลอดจนมีวัคซีนอยู่ที่ไหนจำนวน เท่าไหร่ ซึ่งในกรณีโรคฝีดาษลิง ถ้าติดตามข่าวมาก็จะเห็นได้ทางสาธารณสุข ได้ใช้วัคซีนป้องกันโรคฝีดาษ ที่จริงเขาเลิกทำไปแล้ว เพราะไม่ได้มาเป็นโรคระบาดระดับโลก มาเป็นเวลาพอสมควรแล้ว แต่เราก็ยังมีสต๊อกวัคซีนเก็บรักษาไว้อย่างดี เราก็มีตอนที่โรคนี้เป็นข่าวขึ้นมาในระดับหนึ่ง เราเตรียมวัคซีนไว้ได้ประมาณ 500,000 โดส แต่ว่ายังไม่ได้นำไปใช้ในประชากรในหมู่วงกว้าง เพราะว่าเท่าที่ทางกรมควบคุมโรค ได้รายงานว่าโรคนี้ยังอยู่ในวงที่จำกัดอยู่ และการแพร่กระจายของโรคนี้ก็ไม่ใช่เป็นเพียงการสัมผัส หรือว่าผ่านไปในละอองฝอย หรือว่าผ่านกันในระบบทางเดินหายใจ แต่เขาก็เฝ้าระวังในกลุ่มที่บุคคลที่มีความเสี่ยง กลุ่มคนพิเศษที่มีการรวมกลุ่มกันและกัน ก็ไปเฝ้าระวังตรงนั้น

ปรากฏว่าทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี แต่ความพร้อมในการดูแลก็เต็มที่ เรื่องความรุนแรงของโรค มันอาจจะดูน่ากลัวสักนิดหนึ่ง แต่หากเป็นคนทั่วไป ที่สุขภาพปกติ ไม่มีโรคแทรกซ้อน หรือ โรคประจำตัวอื่นๆ โรคนี้ก็ไม่ถึงกับคร่าชีวิต แต่อาจจะทำให้เกิดความไม่สวยงาม เกิดอาการที่ไม่พึงประสงค์

- เรื่องนโยบายกัญชาเสรี ที่ออกมาล่าสุด ปรากฏว่ามีทั้งสนับสนุนและต่อต้าน รวมทั้งยังมีการพูดถึงความสำคัญในการให้ความรู้ความเข้าใจแก่สังคม

เรียนยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่า นโยบายกัญชาของกระทรวงสาธารณสุข ในยุคที่ผมเป็นรัฐมนตรีอยู่นี้ ก็คือมุ่งเน้นในด้านประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นในทางการแพทย์ การรักษาบำบัดผู้ป่วย แล้วก็เรื่องของสุขภาพครับ ดังนั้นเราก็รณรงค์ให้ประชาชนเกิดความคุ้นเคยกับเรื่องของยาที่จะผลิตมาจากพืชกัญชงกัญชามา 3 ปีแล้ว ก็ได้มีการปรับรูปแบบต่างๆไม่ว่าจะเป็นกฎระเบียบ หรือ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากกัญชาได้ใช้กันอย่างเข้าใจ ใช้ในโรงพยาบาลทุกโรงพยาบาล โรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธาณสุข ที่เป็นโรงพยาบาลหลักทุกแห่ง จะมีคลินิกกัญชา ซึ่งจะมีแพทย์ที่ขึ้นทะเบียนมารับการอบรม ไม่ว่าจะเป็นทางแพทย์แผนปัจจุบัน หรือแพทย์ทางเลือก แผนไทยต่างๆ เรามีโรงพยาบาลอภัยภูเบศร ที่จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งเขาเป็นโรงพยาบาลที่ทุ่มเททั้งด้านการพัฒนาการแพทย์แผนไทย ทั้งยา ทั้งการแพทย์ ทั้งโรงพยาบาลแพทย์แผนไทย ใช้ยาแผนไทยรักษา และยังเป็นโรงพยาบาลที่มีความเชื่อในเรื่องของยาที่ผลิตจากกัญชามากมายที่เขาใช้อยู่ สิ่งเหล่านี้ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นว่านโยบายนี้ ถ้าเรานำไปใช้ในทางที่ตรงกับเจตนารมณ์ ก็จะไม่มีปัญหาอะไร

ส่วนในเรื่องของความห่วงใยความวิตกกังวลต่างๆ อาทิกรณีที่ห่วงว่า เด็กจะเข้าถึง เด็กนำไปใช้ เอาไปใช้แล้วจะออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท คนไปแอบสูบ สูบแล้วก็มีอาการคลุ้มมคลั่งอะไรต่างๆ ส่วนตรงนี้ในด้านของการป้องกันกระทรวงสาธารณสุข ในขณะที่เรากำลังรอกฎหมายที่กำลังพิจารณาในรัฐสภาอยู่ เราก็ใช้ประกาศของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งก็เปรียบเสมือนกฎหมาย 1 ฉบับ เป็นพระราชบัญญัติของกระทรวงสาธารณสุขในการป้องกัน

เช่น ห้ามใช้ในโรงเรียน ห้ามจำหน่ายให้กับคนอายุต่ำกว่า 20 ปี ห้ามใช้ในผู้หญิงมีครรภ์ ห้ามใช้ในสตรีที่ให้นมลูก แล้วก็ห้ามใช้ในที่สาธารณะ ห้ามนำสารสกัดจากกัญชาที่มีน้ำหนักของ THC เกิน 0.2% เราป้องกันจนแทบจะเรียกว่า ถ้าใครไปใช้ในทางที่นอกเจตนารมณ์ทางการแพทย์ และสุขภาพก็ใช้ไม่ได้

 “ทุกคนบอกกฎหมายอ่อน กฎหมายไม่อ่อนครับนี่เป็นประกาศกระทรวงสาธารณสุข มีโทษทั้งจำ ทั้งปรับ ห้ามสูบให้เกิดความรำคาญกับผู้อื่น คนก็บอกว่าแล้วอย่างนี้ทำไมตำรวจไม่จับ ตำรวจจับไม่ได้ จริงๆไม่ใช่ตำรวจจับได้เลย เพราะตำรวจเองก็รำคาญ เรียกความผิดซึ่งหน้า จริงๆแล้วการป้องกัน การควบคุมมีครบหมดแล้ว

จริงๆไม่ต้องมีกฎหมายก็ได้เพียงแต่ว่า เราต้องการทำให้กฎหมายออกมาเพื่อควบคุมการใช้พืชกัญชงกัญชาอย่างถูกต้อง และเป็นกฎหมายเฉพาะ”

ในกฎหมายนั้นก็จะมีการวางกฎเกณฑ์ต่างๆมากมาย ในแต่ละมาตรา แล้วก็ยังมีการตั้งคณะกรรมการควบคุมการใช้กัญชงกัญชาให้เกิดประโยชน์ตามเจตนารมณ์ ซึ่งกรรมการชุดนี้ก็จะมีความสำคัญ ก็คงจะต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลโดยตรงของท่านนายกมนตรี สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เตรียมพร้อมไว้สำหรับการนำพืชกัญชงกัญชามาใช้เพื่อประโยชน์ในทางการแพทย์อยู่แล้ว จริงๆการควบคุม เราก็ควบคุมในส่วนที่ใช้ในทางที่สามัญชนทั่วไป  วิญญูชนทั่วไป คิดว่านั่นคือไม่ใช่สิ่งที่ถูก  ใช้ในสายเขียว สายดาร์ก ก็ถือว่าผิดกฎหมาย

แต่ถ้าใช้อีกทางหนึ่ง เราต้องส่งเสริมสนับสนุน เพราะว่าพืชกัญชาเป็นพืชเพียงไม่กี่ชนิดที่ในโลกนี้ ที่ผู้คนสามารถหาประโยชน์ได้จากทุกส่วนของพืชชนิดนี้ ใบก็มีราคา ส่วนของสารสกัดจากกัญชาที่ออกมารูปลักษณะของน้ำมันกัญชา ที่รักษาคนป่วยทั่วไป ถือเป็นยาอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ ถ้าคนที่อยู่ในวงการสาธารณสุข จะเข้าใจดีว่ายาที่ถูกบรรจุไว้ในบัญชียาหลักแห่งชาติ ก็หมายความว่าเป็นยาที่ผ่านการประเมินแล้วว่ามีสรรพคุณที่พร้อมแล้วก็มีความปลอดภัยสำหรับการใช้ รัฐบาลก็รับผิดชอบค่าใช้จ่าย หากแพทย์คนไหนที่จะสั่งจ่ายยา ที่ทำจากกัญชงกัญชาให้กับผู้ป่วย เพราะฉะนั้นตรงนี้โดยบริบท โดยนัยของมันครอบคลุมไว้เกือบหมดแล้ว

ทางด้านเศรษฐกิจ คือปลูกเพาะต้นกล้าขายได้ ต้นหนึ่งราว 200-300 บาท ถามว่าแพงหรือไม่ สำหรับตนถือว่าราคาค่อนข้างสูง แต่ทำไมถึงกล้าขายในราคา 200-300บาท เพราะเมล็ดๆหนึ่ง ถ้าพันธุ์ดีๆก็เป็น 100 บาท คนที่ทำกัญชาที่เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ เครื่องสำอางค์ ยา ส่วนผสมอาหาร อาหารสำเร็จรูป อะไรต่างๆ เครื่องดื่ม ที่มีส่วนผสมของกัญชา CBD คงเป็นส่วนใหญ่ในเรื่อง CBD เขาก็จะมีทางเลือกในการผลิตสินค้าของเค้าต่างๆมากมาย ต้องมาขึ้นทะเบียนกับอย. ต้องมีความปลอดภัย

ตอนนี้มีการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาในระดับเป็นหลายร้อยล้านที่ลงทุนสร้างเป็นโรงงานผลิตสินค้าต่างๆ สารสกัดน้ำมันที่ออกมามีทั้งสาร CBD และ THC ที่ไม่เกิน 0.2 %หรือต่อให้เกิน 0.2 % เขาก็สามารถสกัดได้โดยการขออนุญาตว่ามีสถาบันทางการแพทย์ มาขอให้เขาสกัดเพื่อนำไปใช้เป็นยารักษาโรค อย่างนี้ ถ้าเกิน 0.2 % เป็นสินค้าทั่วไปไม่ได้ แต่ถ้าต่ำกว่า 0.2% ที่เป็นสินค้าทั่วไปได้ อะไรที่เกิน 0.2 %ที่กฎหมายระบุไว้ จะมีกฎหมายอีกเรื่องหนึ่งจะมาคุ้มครองว่าถ้าเกิดจำเป็นต้องใช้ ก็ไปเข้าประเภทแบบเอามารักษาโรคที่รุนแรงเหมือนกับใช้มอร์ฟีนในการรักษาความเจ็บปวดเป็นต้น อาจจะมีการใช้ THC ของกัญชาสำหรับผู้ป่วยมะเร็งในระยะสุดท้าย ทำให้เขามีความอยากอาหาร ลดความเครียด นอนหลับได้อย่างนี้เป็นต้น

“ จริงๆแล้วในเรื่องนโยบายกัญชงกัญชาเราก็ดำเนินการครอบคลุมไว้เกือบทั้งหมดอยู่แล้ว แต่ความห่วงใยความกังวลของพี่น้องประชาชนมีได้ แล้วเราก็รับฟังหมด มีความห่วงใยความกังวลตรงไหนขึ้นมาตอนนี้เป็นจังหวะที่ดีมาก เพราะทางกระทรวงสาธารณสุขเอง หรือทางคณะกรรมาธิการที่กำลังพิจารณากฎหมาย รับทราบหมด แล้วเราก็ส่งต่อไปให้เขาได้พิจารณาในข้อห่วงใย ข้อกังวล

 ตรงไหนที่เขาคิดว่ามันเป็นคำแนะนำที่ดี เขาก็นำไปใส่ไว้ในการแปรญัตติการปรับปรุงหลักการของกฎหมายที่ได้รับการลงมติ ค่อนข้างจะเป็นเอกฉันท์ด้วยซ้ำ เพื่อให้กฎหมายมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น”

ผมเชื่อว่ากฎหมายกัญชา กัญชงก็น่าจะเป็นกฎหมายอีกฉบับหนึ่งที่มีความรัดกุม มีความสมบูรณ์มากๆ เพราะว่าถูกร่างขึ้นท่ามกลางคำแนะนำ ความห่วงใย ความตระหนัก และความตระหนกของผู้คน ซึ่งในส่วนที่เป็นกรรมาธิการ เขารับฟังหมดทุกประเด็น ในกรรมาธิการนี้ก็ประกอบไปด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิทุกๆด้าน ไม่ใช่เฉพาะเป็นนักการเมือง หรือเป็นผู้แทนส.ส.เท่านั้น มีนักวิชาการ มีทั้งข้าราชการประจำ มีนักการเมืองทั้งจากพรรคฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล มีแพทย์ มีผู้แทนจากกระทรวงที่เกี่ยวข้อง อยู่ในกรรมาธิการนี้ทั้งหมด

เพราะฉะนั้นก็ค่อนข้างที่จะมั่นใจว่ากฎหมายกัญชงกัญชา เมื่อผ่านออกมาแล้ว น่าจะเป็นกฎหมายที่สามารถทำให้ความวิตกกังวลทั้งหลายของพี่น้องประชาชน คลายลงไปได้ ถ้าเราตั้งใจจะใช้ตามเจตนารมณ์ ทางการแพทย์และสุขภาพ