"ภูมิใจไทย" มีมติ หนุน "ชนนพัฒฐ์" เข้าพบดีเอสไอ เองได้เลย ไม่ต้องเป็นภาระสภาฯ ปัดอุ้ม แจงเจ้าตัวโพสต์พร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

การเมือง26 พ.ค. 2569 • 11:15 น.
"ภูมิใจไทย" มีมติ หนุน "ชนนพัฒฐ์" เข้าพบดีเอสไอ เองได้เลย ไม่ต้องเป็นภาระสภาฯ ปัดอุ้ม แจงเจ้าตัวโพสต์พร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

วันที่ 26 พ.ค.2569 เวลา 16.55 น.ที่พรรคภูมิใจไทยน.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รมช.ดีอี ในฐานะโฆษกพรรคภูมิใจไทย เปิดเผยผลการประชุมสส.พรรคว่า ที่ประชุมได้พิจารณากรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) มีหนังสือขอตัว นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส. สงขลา พรรคกล้าธรรม เพื่อไปให้ปากคำและเข้าสู่กระบวนการสอบสวนในวันที่ 27 พ.ค.นี้ ว่า ทางพรรคและตัว ส.ส. ได้รับทราบเรื่องดังกล่าวจากกระแสข่าวและการโพสต์ชี้แจงผ่านสื่อสังคมออนไลน์แล้ว โดยยืนยันว่า นายชนนพัฒฐ์ มีความพร้อมและตั้งใจที่จะเดินทางไปให้ปากคำตามที่ DSI ร้องขอ เพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างโปร่งใส และไม่ต้องการให้เรื่องดังกล่าวถูกโยงไปเป็นภาระของสภาผู้แทนราษฎรในการพิจารณามติเอกสิทธิ์คุ้มครอง

"หากท่าน สส. มีความประสงค์จะเดินทางไปพบพนักงานสอบสวนด้วยตนเองในเช้าวันพรุ่งนี้ ก็สามารถดำเนินการได้ทันที เพื่อความชัดเจนและแสดงความบริสุทธิ์ใจ โดยไม่ต้องรอให้สภาต้องมาลงมติใด ๆ" โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าว

น.ส.แนน บุณย์ธิดา กล่าวต่อว่า ในส่วนของหลักการดูแลสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในระหว่างสมัยประชุม นั้นเอกสิทธิ์คุ้มครอง สส. ถูกออกแบบขึ้นมาตั้งแต่อดีตเพื่อป้องกันการใช้อำนาจรัฐ หรือกระบวนการทางกฎหมายในการกลั่นแกล้งฝ่ายตรงข้าม โดยเฉพาะในยุคที่เสียงของรัฐบาล และฝ่ายค้านมีความก้ำกึ่งกันอย่างมาก เพื่อไม่ให้เสียงของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งลดลงจากการถูกควบคุมตัว

อย่างไรก็ตาม สำหรับกรณีนี้ พรรคภูมิใจไทยเน้นย้ำว่าเป็นเรื่องระหว่างบุคคลกับหน่วยงานตรวจสอบ และทางพรรคไม่มีนโยบายที่จะใช้มติเสียงของสภาในการปกป้องเพื่อลด หรือเปลี่ยนแปลงสัดส่วนเสียงโหวตในสภาแต่อย่างใด ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อพิจารณาจากกรอบเวลา อีกเพียงประมาณ 1 เดือนก็จะปิดสมัยประชุมสภาแล้ว ดังนั้น ไม่ว่าจะเดินทางไปในวันพรุ่งนี้ หรือในเดือนหน้า ส.ส. ก็ต้องเข้าให้ปากคำตามกระบวนการอยู่ดี

​"ทางพรรคคาดหวังว่า หากตัวผู้ถูกกล่าวหายินยอมและตั้งใจที่จะเดินทางไปพบ DSI ด้วยตนเองตามที่ได้แจ้งไว้ เรื่องนี้ก็ไม่จำเป็นต้องเข้าสู่การลงมติของสภาผู้แทนราษฎร และปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมตามปกติ"

โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า จุดยืนต่อกรณีการโหวตในที่ประชุมสภาฯ ของพรรคขึ้นอยู่กับตัวเจ้าของเรื่องเป็นหลัก หากเดินทางไปให้ปากคำด้วยตนเองและแจ้งต่อสภาฯ เรื่องย่อมจบลงโดยไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการโหวตงดเว้น อย่างไรก็ตาม หากมีความจำเป็นต้องนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาและพูดคุยกันในที่ประชุมสภาฯ จะต้องมีการประเมินท่าทีและความคิดเห็นของ สส. รายดังกล่าวต่อประเด็นที่เกิดขึ้นด้วย ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล ยึดมั่นในหลักการที่ไม่ต้องการให้มีการใช้กระบวนการในลักษณะนี้มาเป็นเครื่องมือในการตัดลดทอนเสียงของฝั่งใดฝั่งหนึ่งในสภาฯ

ทั้งนี้ ยืนยันว่ากรณีดังกล่าวไม่ใช่การหลีกเลี่ยงกระบวนการยุติธรรม เนื่องจากเอกสิทธิ์และความคุ้มกันของ สส. จะเกิดขึ้นเฉพาะในระหว่างระยะเวลาการเปิดสมัยประชุมสภาฯ เท่านั้น เพื่อเป็นการปกป้องเสียงของฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่ให้เกิดการใช้ช่องทางดังกล่าวมาลดทอนเสียงเพื่อผลประโยชน์ในการชนะด้วยเสียงข้างมาก

เมื่อถามว่าจากกรณีที่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมเกี่ยวกับประเด็นการใช้เอกสิทธิ์คุ้มครองสส.จนนำมาสู่คำถามว่าพรรคต้นสังกัดมีความพยายามที่จะช่วยเหลือหรืออุ้ม ส.ส.ที่มีคดีความอยู่หรือไม่ น.ส.แนน บุณยธิดา กล่าวยืนยันว่า ทางพรรคไม่ได้มองเรื่องการเซฟหรือพยายามช่วยเหลือใครทั้งสิ้น แต่ต้องการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้แก่ประชาชน เนื่องจากยังมีหลายฝ่ายที่เข้าใจผิดว่า เอกสิทธิ์คุ้มกันของ ส.ส. นั้น จะคุ้มครองยาวนานตลอดวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปีโดยไม่มีช่องว่าง

"เอกสิทธิ์ สส. จะใช้ได้เฉพาะในช่วงที่มีการเปิดสมัยประชุมสภาเท่านั้น ซึ่งในแต่ละสมัยประชุมจะมีระยะเวลาเพียง 4 เดือน โดยในหนึ่งปีจะมีทั้งหมด 2 สมัยประชุม เมื่อมีการปิดสมัยประชุมสภาลง หาก ส.ส. ท่านใดมีคดีความ หรือเรื่องราวทางกฎหมายที่ต้องสะสาง ก็จำเป็นต้องเดินทางไปเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามปกติ จะนำเอกสิทธิ์คุ้มกันในช่วงเปิดสมัยประชุมมาอ้าง เพื่อปฏิเสธการเข้าให้การ หรือการตรวจสอบไม่ได้อย่างเด็ดขาด"น.ส.แนน บุณย์ธิดา กล่าว

โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ระยะเวลาการเปิดสมัยประชุมสภาเหลืออีกเพียงประมาณ 1 เดือนเศษเท่านั้น ซึ่งหลังจากปิดสมัยประชุมแล้ว หากมี สส. รายใดโดนเรียกตัว โดนสอบสวน หรือเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย ก็ต้องปฏิบัติตามขั้นตอนโดยไม่มีข้ออ้างใด ๆ

​ดังนั้นการคงหลักการเรื่องเอกสิทธิ์คุ้มกันไว้ในช่วงเปิดสมัยประชุมนั้น เป็นไปเพื่อรักษาสิทธิ์และกลไกการทำงานของแต่ละฝ่ายในสภาผู้แทนราษฎร เพื่อไม่ให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบกันทางการเมืองในการพิจารณากฎหมาย แต่ขอยืนยันว่าไม่ใช่กลไกที่ใช้เพื่อหลบหนีความผิดอย่างแน่นอน