ทำน้อยแต่ได้มาก! "จุติ" หนุนรัฐดันไทยเข้า OECD ชี้ประโยชน์ 3 เด้ง ล้างภาพ "เมืองหลวงธุรกิจสีเทา" ดึงทุนโลกสร้างงานมหาศาล
"จุติ ไกรฤกษ์" ประธาน กมธ.การเงิน การคลังฯ ขานรับนโยบายรัฐบาล ดันประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD ชี้เป็นการลงทุนสุดคุ้ม "ทำน้อยแต่ได้มาก" หวังยกระดับธรรมาภิบาลสู่สากล ปลดล็อกไทยพ้นกับดักรายได้ต่ำ ล้างภาพลักษณ์ธุรกิจสีเทา เชื่อสร้างความเชื่อมั่น ดึงเม็ดเงินตลาดทุนโลกไหลเข้าไทย กระตุ้นการจ้างงานมหาศาล
วันที่ 21 มิ.ย. 2569 นายจุติ ไกรฤกษ์ ประธานคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงิน และตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีที่รัฐบาลกำลังเดินหน้ากระบวนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD (Organisation for Economic Co-operation and Development) ว่า ถือเป็นก้าวสำคัญตามที่รัฐบาลได้แถลงนโยบายไว้ต่อรัฐสภา
โดยมีเป้าหมายหลักในการยกระดับประเทศไทยให้หลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางค่อนไปทางต่ำ หลังจากที่รายได้ของประชากรชะงักงันต่อเนื่องมานานกว่า 10 ปี
นายจุติ ระบุว่า การเข้าเป็นสมาชิกของ OECD ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วและมีมาตรฐานธรรมาภิบาลสูง จะเป็นตัวเร่งให้ประเทศไทยต้องปรับปรุงระบบการทำงานให้มีความโปร่งใส สะอาด และน่าเชื่อถือในระดับสากล โดยประเทศไทยมีกำหนดการสำคัญที่จะต้องยื่นใบสมัครในวันที่ 30 มิ.ย.2570
นายจุติ กล่าวต่อว่า ดังนั้น ทุกภาคส่วนจึงต้องร่วมกันปฏิรูปตัวเองตั้งแต่วันนี้ ซึ่งจะสร้างประโยชน์ให้ประเทศถึง 3 ด้านหลัก ได้แก่ ยกระดับธรรมาภิบาลขั้นสูงสุด ลบข้อครหาในเวทีโลก ไม่ให้ใครมาตราหน้าว่ากรุงเทพฯ หรือประเทศไทย เป็นเมืองหลวงของธุรกิจสีเทา ปราบปรามคอร์รัปชันและยาเสพติด: แก้ไขปัญหาเรื้อรังที่ฉุดรั้งการพัฒนาประเทศ ซึ่งหากทำสำเร็จจะช่วยสร้างความมั่นใจในสายตานักลงทุนต่างชาติและประชาคมโลกได้อย่างมีนัยสำคัญ กระตุ้นเม็ดเงินลงทุนและสร้างงาน: ดึงดูดเม็ดเงินจากตลาดทุนทั่วโลกให้เข้ามาระดมทุนในไทย สร้างงานและโอกาสใหม่ๆ ให้คนไทยมหาศาล
"การเข้า OECD คือการลงทุนที่ทำน้อยแต่ได้มาก ถ้าตลาดทุนไทยสะอาด คนทั่วโลกจะกล้าเข้ามาลงทุน ลำพังแค่มูลค่าหุ้นกู้สะสมของไทยในปัจจุบันก็สูงถึง 18 ล้านล้านบาท ซึ่งมากกว่างบประมาณประจำปีถึง 4 เท่า หากเราสร้างความเชื่อมั่นได้ ขีดความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศจะเพิ่มขึ้นทวีคูณ" นายจุติ กล่าว
ในส่วนของฝ่ายนิติบัญญัติ นายจุติ กล่าวยืนยันว่า กมธ.การเงิน การคลังฯ จะทำหน้าที่ศึกษา ตรวจสอบ และเสนอแนะแนวทางแก่รัฐบาลอย่างเต็มความสามารถโดยไม่ก้าวล่วงอำนาจฝ่ายบริหาร ส่วนการแก้ไขกฎหมายต่างๆ เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐาน OECD นั้น จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 500 คน ซึ่งเชื่อว่าทุกคนจะเห็นแก่ประโยชน์สูงสุดของประเทศ และทำงานอย่างตรงเป้าหมาย ไม่สับสนวนเวียน เพื่อให้คุ้มค่ากับเงินภาษีของประชาชนมากที่สุด