“เท้ง” ขู่คว่ำ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน จี้แจง 2 แสนล้านเปลี่ยนผ่านพลังงาน ชูแผน ปชน. 12 ปี ไม่ต้องกู้
"ณัฐพงษ์" ลุกอภิปรายสภาฯ ส่งสัญญาณเตือนรัฐบาล หากไม่ชัดเจนแผนใช้เงิน 2 แสนล้านบาทหลัง ฝ่ายค้านงดอนุมัติ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ชี้เอาเงินเยียวยาประชาชนเป็นตัวประกันยัดไส้โครงการ ไร้ทิศทาง พร้อมกางแผนเปลี่ยนผ่านพลังงาน 12 ปี ดึงเงินเอกชน-รัฐวิสาหกิจลงทุนแทน
วันที่ 26 สิงหาคม 2569 เวลา 09.19 น.ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) โดยมี นายโสภณ ซารัมย์ ทำหน้าที่ประธานสภาฯ มีการพิจารณาวาระเรื่องด่วน ร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 วงเงิน 400,000 ล้านบาท ต่อมานายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร อภิปรายท้วงติงถึงความจำเป็นและความชอบธรรมในการตรา พ.ร.ก. ฉบับนี้ โดยระบุว่า สิ่งที่สภาและประชาชนอยากยินจากนายกรัฐมนตรีคือ ความชัดเจนในแผนการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน ว่า ฝ่ายค้านแบ่งวงเงินกู้ 400,000 ล้านบาท ออกเป็น 2 ส่วน:วงเงิน 200,000 ล้านบาทแรก (เพื่อการเยียวยา): ฝ่ายค้านไม่ติดใจเรื่องความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เพราะเข้าใจดีว่าเป็นเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจและมีความจำเป็นเร่งด่วนในการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนจากวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลาง วงเงิน 200,000 ล้านบาทหลัง (เพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน): ฝ่ายค้านขอตั้งคำถามเรื่องความจำเป็นเร่งด่วนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 และมองว่าเป็นการ "ยัดไส้" นำเงินเยียวยาประชาชนมาเป็นตัวประกันเพื่อขออนุมัติงบโครงการก้อนใหญ่โดยไม่มีแผนงานรองรับที่ชัดเจน
"หากรัฐบาลอ้างเรื่องข้อจำกัดทางคลังจนต้องออก พ.ร.ก.เงินกู้ ฝ่ายบริหารก็ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้จริง การเปลี่ยนผ่านพลังงานไม่ใช่แค่การแจกเงิน หรือการเปลี่ยนรถโดยสารเป็นรถ EV เท่านั้น แต่ต้องรวมถึงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน สถานีชาร์จ และการปรับโครงสร้างเพื่อลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลในภาพรวม 5-10 ปีข้างหน้า" นายณัฐพงษ์ กล่าว
ผู้นำฝ่ายค้าน เสนอทางออกว่า ประเทศไทยสามารถเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานได้แบบค่อยเป็นค่อยไป โดยไม่จำเป็นต้องตรา พ.ร.ก. กู้เงินให้เป็นภาระทางการคลัง แต่สามารถระดมทุนจากภาคเอกชน รัฐวิสาหกิจ (3 การไฟฟ้า) และกองทุนพลังงานที่มีอยู่แล้ว วงเงินรวมประมาณ 400,000 ล้านบาท ผ่านแผนระยะยาว 12 ปี (แบ่งเป็น 3 เฟส) ดังนี้เฟสที่ 1 (2570–2573): เริ่มลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ที่มีอัตราการใช้พลังงานสูงเป็นอันดับต้น ๆ เช่น กรุงเทพมหานครและภาคตะวันออก ซึ่งครองสัดส่วนการใช้ไฟฟ้ารวมกันสูงถึง 75% ของประเทศ เฟสที่ 2 (2574–2577): ขยายการลงทุนสู่ภูมิภาคอื่น ๆ รองรับการเปิดเสรีตลาดพลังงานสะอาด ครอบคลุมผู้ใช้ไฟฟ้า 87% หรือคิดเป็น 53% ของผู้ใช้ทั่วประเทศ เฟสที่ 3 (2578–2581): ยกระดับโครงข่ายไฟฟ้าทั่วประเทศสู่ระบบอัจฉริยะ (Smart Grid) เพื่อรองรับภูมิรัฐศาสตร์ สร้างอำนาจต่อรอง และผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางซื้อขายพลังงานสะอาดของอาเซียน
“ในมุมของผม หากรัฐบาลยังไม่มีความชัดเจนในแผนงาน และไม่สามารถตอบได้ว่าเหตุใดต้องกู้เงินมหาศาลมาเพื่อการนี้ พวกผมคงไม่สามารถลงมติอนุมัติ พ.ร.ก.เงินกู้ ฉบับนี้ให้ได้จริง ๆ” นายณัฐพงษ์ กล่าว