'ธีระชัย'ซัดนายกฯอัดเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจแก้ปัญหาการเมือง
วันที่ 17 ส.ค.นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรมว.คลัง โพสต์เพจเฟซบุ๊กหัวข้อ'นายกฯขอให้สื่อสนใจเศรษฐกิจมากกว่าการเมือง' ความว่า...“นายกฯ ขอให้สื่อสนใจเศรษฐกิจมากกว่าการเมือง?”
การตั้งแพ๊คเกจเศรษฐกิจ ถ้าเอาแต่ผลกระตุ้น GDP นั้น ไม่ยาก เพียงใช้หลักการ ‘แจก แจก แจก’ แต่การจะทำให้เกิดผลยั่งยืนแก่ประชาชนนั้นยากมาตรการที่ประกาศเมื่อวานมีหลายอย่าง วันนี้ ผมจะวิจารณ์แต่เฉพาะการแจกอุปโภคบริโภค และโครงการท่องเที่ยว“กระทรวงการคลังจะเติมเงินบัตรฯ โดยสามารถกดเป็นเงินสด คนละ 200 - 300 บาท รวมวงเงินจับจ่าย 500 บาท สำหรับผู้ถือบัตรทุกคนแต่ผู้สูงอายุจะได้รับเงินเติมอีก 500 บาท และผู้ที่มีลูกอายุไม่เกิน 6 ปี อีก 800 บาท เป็นระยะเวลา 2 เดือน ระหว่างเดือน ส.ค. - ก.ย. 2562 และจะมีโครงการ ‘ชิม ช็อป ใช้’ เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวคนละ 1,000 บาท” ท่านนายกฯ ในฐานะประธาน ครม. เศรษฐกิจยืนยันว่า ไม่ฟุ่มเฟือย และศึกษามาอย่างดี
ผมวิจารณ์
1. การใช้นโยบายการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น เป็นเรื่องปกติ แต่ประเทศส่วนใหญ่จะใช้เป็นงบลงทุนสำหรับโครงสร้างพื้นฐานส่วนการแจกเงินนั้น จะให้เป็นรัฐสวัสดิการประจำ ยกเว้นมีเหตุการณ์เฉพาะ เช่น กรณีร้านค้าถูกกระทบที่ฮ่องกง
2. การแจกเงินเป็นรัฐสวัสดิการ ที่เป็นธรรมแก่ผู้ให้(คือผู้เสียภาษีทั้งหลาย)มากสุด คือรัฐรับภาระค่าใช้จ่ายบางอย่าง เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่าเล่าเรียนการที่รัฐแจกเงินตรงให้แก่ผู้รับนั้น จะเป็นธรรมแก่ผู้ให้ ก็ต่อเมื่อ (ก) ให้เฉพาะแก่ผู้ที่ช่วยตัวเองไม่ได้ เช่น ผู้สูงอายุ และ (ข) ช่วยให้ผู้รับสามารถพัฒนาตนเอง หรือลูกหลาน
3. รัฐสวัสดิการที่ผู้รับสามารถพัฒนาตนเองได้นั้น จะต้องให้เป็นประจำ แต่ละเดือน เป็นเงินเท่าไหร่ ผู้รับจึงจะสามารถวางแผนใช้เงินนั้น ไม่ใช่แจกเมื่อรัฐบาลคะแนนเสียงตกการแจกเงินเป็นครั้งคราวนั้น ไม่เข้าหลักเศรษฐกิจพอเพียง เพราะประชาชนเอาไปพัฒนาตนเองต่อเนื่องไม่ได้ เพิ่มยอดเองไม่ได้
4. เงินที่แจกเป็นคราวๆ เหล่านี้ จึงเป็นเรื่องฟุ่มเฟือย ผู้รับเงินมีแต่ใช้เพื่ออุปโภคบริโภค ใช้แล้วก็หมดไป เป็นไฟใหม้ฟาง จะเพิ่ม จีดีพี เพียงขีดหนึ่ง แล้วเมื่อผ่านไป ก็จะลดลงเป็นเหมือนเดิม
ประเทศไม่มีถาวรวัตถุเพิ่มขึ้น ประชาชนไม่เข้มแข็งมากขึ้น แต่กลับกัน จะมัวแต่นั่งรอเงินแจก
5. นโยบายอย่างนี้ คือตอบโจทย์การเมืองเต็มๆ ดังนั้น ที่ท่านนายกฯ ขอให้สื่อสนใจเศรษฐกิจมากกว่าการเมืองนั้น ตัวนายกฯ กลับทำนโยบายด้านการเมืองเสียเอง