เด็กพปชร.เบรก"มิ่งขวัญ"
"บิ๊กป้อม"ไฟเขียวลูกพรรคแจงปมมิ่งขวัญประกาศเป็นแคนดิเดตนายกฯ ระบุเป็นความเห็นส่วนตัว "วีระกร"ลั่นแคนดิเดตนายกฯ อยู่ที่กก.บห. "สุทิน"เหน็บ"มิ่งขวัญ" ถ้าขายได้คงไม่ย้ายไปพรรคอื่น ขอบคุณ "บิ๊กตู่"ประกาศอยู่ต่อ 2 ปี ทำปชช.ตัดสินใจง่ายจะเลือกใคร พีระพันธุ์ เผย รทสช.วางตัวแคนดิเดตนายกฯแล้ว ขณะที่ รัฐสภาโหวตคว่ำ"ร่างปลดล็อกท้องถิ่น" ดับฝัน"คณะก้าวหน้า"
เมื่อวันที่ 7 ธ.ค.65 นายวีระกร คำประกอบ ส.ส.นครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) กล่าวถึงกรณีที่ นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ระบุพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) จะส่งเป็นหนึ่งในแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ว่า มีความเป็นไปได้ เพราะนายมิ่งขวัญถือเป็นคนเก่งและมีความสามารถ แต่จะถึงขั้นเป็นแคนดิเดตนายกฯ หรือไม่ เป็นเรื่องของคณะกรรมการบริหารพรรค และเป็นการตัดสินใจของหัวหน้าพรรค ซึ่งการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ ต้องเข้าสู่ที่ประชุมใหญ่ของคณะกรรมการบริหารพรรค เพราะเป็นเรื่องใหญ่ สมาชิกทุกคนต้องรับทราบโดยทั่วถึง
ทั้งนี้มาตรา 88 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยระบุให้ พรรคการเมืองสามารถส่งรายชื่อแคนดิเดตนายกฯ ได้ถึง 3 รายชื่อ ซึ่งหากมีชื่อบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถอย่างนายมิ่งขวัญก็จะเป็นประโยชน์ต่อเสียงของพรรคในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งไม่มากก็น้อย เพราะตอนที่นายมิ่งขวัญนำพรรคเศรษฐกิจใหม่เข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรก็ได้คะแนนเสียงในระดับหนึ่ง เชื่อว่าด้วยความสามารถของนายมิ่งขวัญจะสามารถเติมคะแนนให้กับพรรคพลังประชารัฐได้มากพอสมควร โดยเฉพาะบทบาทที่นายมิ่งขวัญได้แสดงในสภาผู้แทนราษฎรในช่วงที่ผ่านมาถือว่าโดดเด่นมากพอสมควร
นายวีระกร กล่าวว่า ส่วนตัวไม่แปลกใจที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และรมว.กลาโหม ระบุว่าจะขอทำงานให้ครบ 2 ปี ตามรัฐธรรมนูญกำหนดนั้น เห็นว่าพล.อ.ประยุทธ์เป็นบุคคลในฝ่ายบริหาร ในเรื่องของการดูแลการเมืองก็จะให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ เป็นผู้กำกับดูแล และประสานงาน ดังนั้นจึงไม่แปลกใจที่นายกฯจากขอทำหน้าที่จนนาทีสุดท้าย ส่วนจะเป็นผลดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับประชาชนเป็นผู้ตัดสิน
นายวีระกร ยังกล่าวถึงการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาท ที่เป็นนโยบายของพรรคเพื่อไทยว่า หากเป็นการพูดก็พูดได้ แต่การกระทำต้องคำนึงถึงว่าจะกระทบต่อระบบอุตสาหกรรมแรงงานมากน้อยแค่ไหน ต้องไม่ลืมว่าอุตสาหกรรมประเทศไทยไม่ใช่อุตสาหกรรมไฮเท็คทั้งหมด แต่จะเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเป็นหลัก รวมถึงอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับการเกษตร ที่ถือว่าเป็นมูลค่าการส่งออกที่สูงสำหรับประเทศไทย การขึ้นค่าแรงเกือบเท่าตัวอาจทำให้ผู้ประกอบการอยู่ไม่ได้ อาจทำให้เกิดปัญหาการเหมาแรงงานต่างชาติเข้ามาทำงานในประเทศไทยเป็นหลักหรือไม่ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจะทำให้คนไทยตกงาน การขึ้นค่าแรงที่แพงมากจะทำให้ฐานการผลิตของประเทศไทยสั่นคลอน ดังนั้นควรปล่อยให้เป็นเรื่องของการตลาดให้ผู้ประกอบการเป็นผู้พิจารณาดีกว่า และขอให้คำนึงว่าอย่าพูดอะไรที่คิดแต่ว่าหาเสียงเพียงอย่างเดียวต้องคำนึงถึงความเป็นจริงด้วย
นายรงค์ บุญสวยขวัญ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคพลังประชารัฐ แถลงถึงกรณีที่นายมิ่งขวัญขอเป็นแคนดิเดตนายกฯของพรรค ว่า แคนดิเดตนายกฯ ยังคงจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนตามกลไกของพรรค ที่ต้องผ่านความเห็นชอบของที่ประชุมกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) และส.ส. ทั้งการสรรหาว่าที่ผู้สมัครส.ส. การเรียงลำดับบัญชีรายชื่อ และบุคคลที่จะเป็นแคนดิเดตนายกฯ ซึ่งทั้งหมดจะต้องระดมความคิดเห็นในที่ประชุมก่อน ดังนั้นการแถลงข่าวของนายมิ่งขวัญเมื่อวันที่ 6 ธ.ค. จึงเป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นของนายมิ่งขวัญ ที่เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล แต่ทุกเรื่องจะต้องผ่านกลไกดังกล่าว
ฉะนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นในการแถลงข่าวของนายมิ่งขวัญ จึงไม่ได้ผูกพันอะไร ตนจึงขอออกมายืนยันว่าทุกอย่างจะต้องเป็นไปตามขั้นตอนและกลไกของพรรค และทุกอย่างต้องผ่านการประชุมไม่ใช่การแถลง ซึ่งพล.อ.ประวิตรยืนยันว่าขณะนี้ยังไม่ถึงเวลาและขั้นตอนของการพิจารณาใดๆ และยังไม่มีรายชื่อของบุคคลที่จะอยู่ในบัญชีรายชื่อแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคแต่อย่างใดด้วย
ทั้งนี้ มีรายงานข่าวแจ้งว่า ก่อนที่นายรงค์จะออกมาแถลงข่าวครั้งนี้ นายรงค์ได้โทรศัพท์พูดคุยกับพล.อ.ประวิตร เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และพล.อ.ประวิตรให้ชี้แจงกับสื่อมวลชนได้
ด้าน นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม และรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่พรรคพลังประชารัฐเปิดตัวนายมิ่งขวัญ ว่า คิดว่าคนคนเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาคนกลุ่มความคิดเดิมๆได้ และคนที่เข้าไปอาจจะเสียด้วย วัฒนธรรมองค์กรเป็นเรื่องใหญ่ คนเก่งขนาดไหนหากไปอยู่ในวัฒนธรรมองค์กรที่ไม่ใช่ ก็จะลดทอนความสามารถของคนลง หากวัฒนธรรมองค์กรดีๆถึงคนจะไม่เก่งเข้าไปอยู่ก็จะส่งเสริมทำให้คนเก่งขึ้น
เมื่อถามว่า นายมิ่งขวัญยังสามารถขายได้ในสนามเลือกตั้งหรือไม่ นายสุทินกล่าวว่า นายมิ่งขวัญตั้งพรรคเองมา 2 ครั้ง หากเขาคิดว่าตัวเขาเองขายได้ ก็คงไม่ย้ายไปพรรคอื่น ถึงบอกสินค้าอาจจะดีแต่ถ้าไปอยู่ในแพ็คเกจที่ไม่ดีมันก็ไม่ได้ คนเก่งไปอยู่ในองค์กรที่ไม่เก่งอาจจะถูกริดรอน ราคาอาจจะตกก็ได้ ท่านก็พรรคตัวเองแล้ว ท่านก็น่าจะรู้ว่าจะไปได้หรือไม่ได้ อันนั้นคือคำตอบ
ผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคพลังประชารัฐไม่ใช่คู่แข่งที่น่ากลัวใช่หรือไม่ นายสุทินกล่าวว่า วันนี้เราคิดว่าไม่น่ากลัว เพราะมันพิสูจน์ด้วยวิทยาศาสตร์หลายเรื่องไม่ว่าจะเป็นโพล หรือการตอบรับ เรามั่นใจว่าประชาชนได้รับการกดดันมา 8 ปี ตนคิดว่าประชาชนต้องหาทางออกให้ได้ และเราก็เสนอทางออกให้เขาแล้ว
นายสุทิน ยังได้กล่าวถึงกรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์หลัง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ประกาศหากพรรคได้เป็นรัฐบาลจะขึ้นค่าแรงขั้นต่ำวันละ 600 บาท จะทำให้เศรษฐกิจพัง ว่า พรรคเพื่อไทยวิเคราะห์เรื่องนี้มาอย่างละเอียดว่าในอีก 5-6 ปี ค่าครองชีพจะสูงขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีลดลง เมื่อค่าครองชีพสูงขึ้น เราจะปล่อยให้คนอยู่กับรายได้ต่ำแบบนี้ไม่ได้
ส่วนที่พล.อ.ประยุทธ์ถามว่าจะเอาเงินมาจากไหน ท่านเข้าใจผิดว่ารัฐต้องควักเงิน จริงๆรัฐไม่ได้ควักเงิน แต่คนที่ควักเงินคือนายจ้าง ซึ่งรัฐบาลพรรคเพื่อไทยก็คิดว่าเราจะช่วยเฉพาะลูกจ้างอย่างเดียวไม่ได้ เราต้องช่วยนายจ้างให้อยู่ได้ด้วย โดยนายจ้างต้องมีรายได้สูงขึ้น พรรคเพื่อไทยก็ต้องช่วยให้นายจ้างมีรายได้สูงขึ้น โดยต้องทำให้เศรษฐกิจโตขึ้น หรืออาจจะเป็นระบบภาษี การเซ็นข้อตกลงเขตการค้าเสรีให้เยอะ เมื่อเยอะขึ้นคนลงทุนเขาก็ไม่ต้องจ่ายภาษีส่งออก
เมื่อถามว่า มั่นใจว่านโยบายนี้จะสามารถทำให้สำเร็จได้ใช่หรือไม่ นายสุทิน กล่าวว่า ทำได้ พรรคเพื่อไทยบอกว่าเมื่อก่อนเรื่องยากๆ เราก็ทำมาแล้ว เราเคยทำค่าแรงขั้นต่ำจาก 215 บาท เป็น 300 บาทและไม่มีใครเจ๊งด้วย ตอนนี้เราก็เคราะห์แล้วจากปี 65 จนถึงปี 70 แล้วเราสร้างเศรษฐกิจใหม่ ที่รัฐบาลนี้ทำไม่ได้เพราะเราคิดรายได้เดิม ธุรกิจเดิม แต่ที่ พท.คิดคือเราสร้างเศรษฐกิจใหม่ รายได้ใหม่ ซึ่งจะเป็นเศรษฐกิจใหม่ที่อยู่ได้และโต้คลื่นความเปลี่ยนแปลงและแก้วิกฤตต่างๆ ได้
นอกจากนี้ นายสุทิน ยังได้กล่าวถึงกรณีที่พล.อ.ประยุทธ์ประกาศจะอยู่ต่ออีก 2 ปี จะเป็นการทำให้พรรคเพื่อไทยไม่ชนะการเลือกตั้งใช่หรือไม่ นายสุทิน กล่าวว่า ท่านชัดเจนดี ก็ต้องขอขอบคุณมาก จะอยู่อีกกี่ปีก็บอกเลย ประชาชนจะได้คิดได้ง่ายๆ แต่ถามว่าเราจะชนะได้หรือไม่ ตนคิดว่าไม่มีใครจะชนะหรือแพ้แค่ใครจะอยู่ไม่กี่ปี อยู่ที่ประชาชนจะทนอยู่กับระบบเก่าๆ ได้หรือไม่ อีก 2 ปีชาวบ้านจะทนแบบเดิมได้อีกหรือไม่ นี่เป็นจุดที่เราคิด ถ้าเราเสนอแนวทางใหม่ว่าอีก 2-4 ปีข้างหน้า หากประชาชนสามารถก้าวออกจากแบบเดิมได้ ตนว่าเขาคิดเป็น ว่าเขาจะเลือกใคร
เมื่อถามว่า หากให้ประเมินว่าพล.อ.ประยุทธ์จะอยู่ต่อหรือไม่ นายสุทิน กล่าวว่า คิดว่าหากเขาสามารถสร้างความหวังใหม่ๆ ทำให้ประชาชนได้เห็นอะไรใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นได้ ตนว่าเขาก็น่าจะบริสุทธิ์ แต่วันนี้ผ่านมา 8 ปี พล.อ.ประยุทธ์ยังคิดเดิมๆ คนนำทัพก็ยังเป็นคนเดิม ตนคิดว่าก็น่าจะเป็นแบบเดิม และเชื่อว่าประชาชนก็จะไปแนวทางใหม่
นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ให้สัมภาษณ์ความคืบหน้าการประกาศตัวแคนดิเดตนายกฯ ของพรรครวมไทยสร้างชาติ ว่า ตอนนี้ยังเหมือนเดิม ตนบอกแล้วว่ายังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เพราะยังไม่ถึงเวลา เมื่อถามว่า พล.อ.ประยุทธ์ได้ส่งสัญญาณการเข้ามาร่วมพรรคอย่างไรหรือไม่ นายพีระพันธุ์ กล่าวปฏิเสธว่า ยังไม่ได้คุยกัน
เมื่อถามว่า เมื่อวันที่ 6 ธ.ค. พล.อ.ประยุทธ์ค่อนข้างมีท่าทีชัดเจนในการมาอยู่กับพรรครวมไทยสร้างชาตินายพีระพันธุ์ กล่าวว่า ตนฟังก็ไม่เห็นท่านพูด ท่านแค่บอกว่าจะอยู่ต่อ 2 ปี เมื่อถามว่า พล.อ.ประยุทธ์นอกจากจะบอกว่าอยู่ต่ออีก 2 ปีแล้ว สื่อยังถามด้วยว่าจะไปอยู่พรรครวมไทยสร้างชาติด้วยหรือไม่ นายพีระพันธุ์ กล่าวย้ำว่า ตนไม่ได้ยิน เมื่อถามว่า ยึดหลักอะไรในการเลือกแคนดิเดตนายกฯของพรรคบนสถานการณ์ปัจจุบัน นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า ก็เหมือนพรรคอื่นเราต้องดูคนที่เหมาะสมที่สุด
เมื่อถามว่า พรรครวมไทยสร้างชาติเดินไปกี่เปอร์เซ็นแล้วในการทาบทามตัวแคนดิเดตนายกฯ นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า มีเรียบร้อย แต่ถึงเวลาค่อยเปิด เมื่อถามว่าพรรคจะเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ 3 คน หรือคนเดียว นายพีระพันธุ์กล่าวว่า ไม่ทราบ แล้วแต่กรรมการบริหารพรรค เมื่อถามว่า มองในส่วนของพรรคพลังประชารัฐอย่างไรที่มีการเปิดตัว นายมิ่งขวัญและเสนอตัวเป็น 1 ในแคนดิเดตนายกฯ นายพีระพันธุ์ ตอบว่า ไม่มองครับ ผมไม่มองพรรคอื่นเพราะไม่เกี่ยวกับผม
ผู้สื่อข่าวถามว่า พรรครวมไทยสร้างชาติจะชัดเจนในเรื่องนโยบาย รวมถึงตัวผู้สมัครเมื่อใด นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า แน่นอน พรรคการเมืองต้องมีนโยบายอยู่แล้ว เมื่อถามว่า หลังวันที่ 15 ธ.ค.นี้ จะมีความชัดเจนหรือไม่ นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า ยัง เมื่อถึงเวลาเลือกตั้งค่อยเปิดนโยบาย และคิดว่าไม่ช้าไป เมื่อถามว่า ในฐานะที่ก่อร่างสร้างพรรครวมไทยสร้างชาติ มั่นใจหรือไม่ว่าจะสามารถนำส.ส.เข้ามาได้เกิน25 เสียง เพื่อเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯในสภา นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า มั่นใจๆ ตนมั่นใจ เมื่อถามว่า พรรครวมไทยสร้างชาติจะทยอยเปิดนโยบายหรือไม่ นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า มีแน่นอน แต่ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาซึ่งก็เหมือนกับทุกพรรค
เมื่อถามว่า จะมีเซอร์ไพร์สใหญ่อะไรหรือไม่ นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า ไม่ทราบแล้วแต่สังคมและสื่อมวลชนจะมอง เรื่องเซอร์ไพร์สมันแล้วแต่คน บางคนก็บอกไม่เซอร์ไพร์ส แต่บางคนก็บอกเซอร์ไพร์ส อันนี้ก็เลยตอบไม่ได้ เมื่อถามว่า การคัดสรรตัวผู้สมัครเกิดปัญหาพื้นที่ทับซ้อนหรือไม่ นายพีระพันธุ์ ตอบว่า ไม่มีครับ ไม่มีเลยครับ เมื่อถามย้ำว่าหลังวันที่ 15 ธ.ค.นี้หรือหลังปีใหม่ที่จะเปิดตัวผู้สมัครอย่างชัดเจน นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า ไม่มี ยังไม่ได้พูดอะไร ทุกอย่างมีจังหวะเวลาของมัน การเมืองอยู่ที่จังหวะเวลา เร็วไปก็ไม่ได้ ช้าไปก็ไม่ดี และตอนนี้พรรครวมไทยสร้างชาติก็เป็นรูปเป็นร่างแล้วร้อยเปอร์เซ็นต์
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมรัฐสภาเพื่อลงมติร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... แก้ไขเพิ่มเติมหมวด 14 การปกครองส่วนท้องถิ่น หรือร่างปลดล็อกท้องถิ่น ที่ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า กับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จำนวน 76,591 คน เป็นผู้เสนอในวาระที่หนึ่ง
โดยที่ประชุมได้เริ่มลงมติแบบขานชื่อ ซึ่งภาพรวมส่วนใหญ่เรียบร้อยดี จนกระทั่งถึงคิว นายพัฒนา สัพโพ ส.ส.นครพนม พรรคเพื่อไทย (พท.) ขานมติว่า 239 พัฒนา สัพโพ ไอ้โง่ รับหลักการครับ
ต่อมา เวลา 12.10น. นายชวน ประกาศผลการลงมติว่า มีผู้รับหลักการ 254 คะแนน แบ่งเป็น ส.ส. 248 คะแนน ส.ว. 6 คะแนน ส่วนผู้ไม่รับหลักการ 245 คะแนน แบ่งเป็น ส.ส. 56 คะแนน ส.ว. 189 คะแนน งดออกเสียง 129 คะแนน แบ่งเป็น ส.ส. 119 คะแนน และ ส.ว.10 คะแนน
เท่ากับว่าที่ประชุมมีมติไม่รับหลักการร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับดังกล่าว เนื่องจากคะแนนไม่ถึงกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภาเท่าที่มีอยู่ หรือ 361 คะแนน และได้คะแนนจาก ส.ว. ไม่ถึง 1 ใน 3 ของจำนวน ส.ว.เท่าที่มีอยู่ หรือ 83 คน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ปรากฏว่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา พรรคเศรษฐกิจไทย เข้าร่วมลงคะแนนด้วย ท่ามกลางกระแสข่าวสะพัดว่าเดินทางไปดูไบเมื่อช่วงคืนวันที่ 31 ต.ค.ที่ผ่านมาจากนั้นก็ไม่มีการปรากฏตัวของร.อ.ธรรมนัส ตามหน้าสื่อแต่อย่างใด รวมถึงการนำพาส.ส.เศรษฐกิจไทยกลับเข้ามาอยู่พรรคพลังประชารัฐตามเดิม
รวมถึงการที่ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมืองชื่อดัง ขุดคุ้ยกลุ่มทุนจีนสีเทา และมีการพาดพิง นักการเมืองชื่อดังอย่างร.อ.ธรรมนัส จนล่าสุดลือสะพัดยังไม่เดินทางกลับประเทศไทย