“ศิริกัญญา” ข้องใจ อนุมัติเงิน “กทปส” 600 ล้านบาท ซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก ชี้ ผิดวัตถุประสงค์ เตรียมยื่นเรื่อง “ป.ป.ช.”
เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 9 พ.ย. 65 นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวภายหลังสำนักงานกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ กิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) อนุมัติเงินกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ(กทปส.) 600 ล้านบาท ให้การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก (FIFA World Cup Final) 2022 รอบสุดท้ายว่า ฟังจากเหตุผลมีการอ้างว่า กองทุน กทปส.ใช้เพื่อวัตถุประสงค์ตามมาตรา 52 (1)
โดยมาตราดังกล่าวมีเนื้อหาเพื่อช่วยคนพิการ หรือผู้ด้อยโอกาส ให้ได้มีการเข้าถึงการกระจายเสียงของวิทยุโทรทัศน์เสมือนบุคคลทั่วไป ซึ่งหากเราใช้สามัญสำนึกพิจารณาเรื่องนี้ ก็จะพบว่ามันไม่เข้ากับวัตถุประสงค์ แต่ก็ยังมีการตีความที่จะบิดเบือนกฎหมายเพื่อให้กสทช. อนุมัติ
นางสาวศิริกัญญา กล่าวว่า มูลค่าที่การกีฬาแห่งประเทศไทยขอสนับสนุน 1,600 ล้านบาท แต่กสทช. อนุมัติเพียง 600 ล้านบาท ต้องจับตาดูว่าเงินอีก 1,000 ล้าน จะหามาจากที่ไหน อาจจะใช้โมเดลเช่นเดียวกับการถ่ายทอดกีฬาโอลิมปิก ที่มีการสมทบกันระหว่าง กสทช. กับกองทุนพัฒนากีฬา ซึ่งตนเข้าใจว่ากีฬาโอลิมปิกมีความจำเป็น และมีการเข้าถึงประชาชนจริงๆ เนื่องจากมีคนไทยเข้าร่วม แต่สำหรับฟุตบอลโลกไม่ได้มีเงื่อนไขแบบนี้ และด้วยกฎมัสต์แฮฟ (Must Have) และมัสต์แครี่ (Must Carry) ที่จำเป็นต้องมีการถ่ายทอดสดผ่านฟรีทีวี ยังคงเป็นปัญหา
นางสาวศิริกัญญา ยังกล่าวถึงงบประมาณของกองทุน พัฒนากีฬา ว่า จากที่ตนได้ไปติดตามล่าสุดปี เพียงแค่ปี 2562 ที่เหลือ4-5 พันล้านบาท ที่เพิ่งส่งเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีปลายปี 2565 ทำให้ไม่ทราบว่าในขณะนี้เหลือเงินเท่าไหร่ และจะพอสมทบกับทางกสทช. หรือไม่ ซึ่งเราต้องมีการติดตามทักท้วงว่าการทำเช่นนี้ถูกวัตถุประสงค์หรือไม่
เมื่อถามว่าถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายหรือไม่ นางสาวศิริกัญญากล่าวว่า ถ้าดูตามข้อกฎหมายตนคิดว่ามีความผิดแน่นอน ตนคิดอาจจะใช้ข้อที่เคยมีการอนุมัติให้ซื้อลิขสิทธิ์ของโอลิมปิกมาก่อน และต้องยอมรับว่าไม่ใช่กรณีเดียวกันแน่นอน สิ่งที่หน้าผิดหวังของมติในวันนี้คือไม่มีการทบทวนกฎมัสต์แฮฟ (Must Have) และมัสต์แครี่ (Must Carry) ที่เป็นตัวปัญหาและทำให้เราต้องอยู่ในสถานะการณ์แบบนี้ และไม่ได้มีการแก้ไขแต่อย่างใดสำหรับวันนี้
เมื่อถามว่ามีวิธีใดที่จะผลักดันหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขอย่างไรได้บ้าง นางสาวศิริกัญญากล่าวว่า เนื่องจากกสทช.เป็นองค์กรอิสระ เราคงจะต้องส่งเสียงเรียกร้องดังๆ ให้กสทช.พ้นจากความเป็นอิสระจากประชาชนแล้วกลับมายึดโยงเสียงของประชาชนบ้าง
“กี่ครั้งกี่หนแล้ว ที่ประเทศไทยมีปัญหาทุกครั้งที่จะต้องมีการขอซื้อลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดฟีฟ่าหรือบอลโลกทุกปีตั้งแต่ปี 57 เป็นต้นมา เพราะกฎนี้มาโดยตลอด ไม่รวมถึงโอลิมปิกที่เวลาจะซื้อลิขสิทธิ์มีปัญหาเพราะถูกบังคับให้ถ่ายทอดสดทางฟรีทีวี เราขอเรียกร้องให้จำเป็นที่จะต้องมีการแก้ไขกฏนี้”
นางสาวศิริกัญญากล่าวต่อว่า อย่างประเทศออสเตรเลีย ก็มีกฏคล้ายๆกฏนี้เหมือนกัน แต่จะให้สิทธิฟรีทีวีซื้อก่อน ถ้าฟรีทีวีไม่มีเงินซื้อ หรือไม่ซื้อ ถึงจะเป็นสิทธิ์ของเพลย์ทีวีหรือทีวีกระจายเสียงที่มีผู้สมัครใช้บริการโดยจะต้องจ่ายเงินเขาใช้วิธีการนี้แทน ทำให้ประเทศไม่ติดกับดักนี้ทุกๆ 4 ปี
เมื่อถามว่ามติที่ออกมาเป็นเท่าใด นางสาวศิริกัญญากล่าวว่า 4:2 เราน่าจะพอเดาได้ว่าใครเป็นเสียงข้างมาหรือเสียงข้างน้อย ยินดีต้อนรับกสทช.คนใหม่ที่เข้ามาและได้เป็นเสียงข้างมากในครั้งนี้
เมื่อถามว่ามติที่ออกมา พรรคก้าวไกลมองว่าผิดกฎหมายหรือไม่ จะมีการยื่นร้องหรือฟ้องต่อศาลปกครองหรือไม่ นางสาวศิริกัญญากล่าวว่า ในกรณีนี้ เราน่าจะยื่นไปทางคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ซึ่งกรณีของทรู-ดีแทคยังคงต่อคิวเพื่อจะยื่นในวันศุกร์นี้(11 พ.ย.) อาจจะมีการทวงถามไปยังนายกรัฐมนตรีในฐานะรักษาการตามพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ว่าทำแบบนี้ถูกต้องตามวัตถุประสงค์แล้วหรือยัง โดยจะมีการตั้งกระทู้ถาม ยื่นกับป.ป.ช. ต่อไป