“ชัยธวัช ตุลาธน” แม่บ้านพรรคก้าวไกล “เราเป็นฝ่ายค้าน ทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มข้น”

การเมือง20 มิ.ย. 2563 • 00:10 น.
“ชัยธวัช ตุลาธน”  แม่บ้านพรรคก้าวไกล “เราเป็นฝ่ายค้าน ทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มข้น”
หมายเหตุ : “พรรคก้าวไกล” พรรคการเมืองน้องใหม่ในสภาผู้แทนราษฎร ทั้งนี้ “ชัยธวัช ตุลาธน” เลขาธิการพรรคก้าวไกล ในฐานะแม่บ้านพรรคให้สัมภาษณ์พิเศษ“สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์” ถึงมุมมองทางการเมือง ตลอดจนภารกิจการทำหน้าที่ “พรรคฝ่ายค้าน” และการสานต่ออุดมการณ์ “พรรคอนาคตใหม่” หลังถูกสั่งยุบพรรค มีรายละเอียดน่าสนใจ ดังนี้ -ภายหลังได้เข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรครั้งแรก มุมมองทางการเมือง ของเราเหมือนหรือแตกต่างไปจากตอนอยู่ข้างนอก อย่างไร ตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ มาสู่พรรคก้าวไกล เมื่อได้เข้ามาสัมผัสจริงๆในสภาฯ คิดว่า สิ่งที่เราเจอหลายอย่าง ยิ่งเป็นการตอกย้ำความคิดของเราว่า ถ้าจะทำให้คนกลับมาศรัทธาในระบอบประชาธิปไตย และระบบรัฐสภา ไม่ใช่เฉพาะแค่เรื่องการต่อต้านรัฐประหาร แต่มีความจำเป็นจะต้องผลักดันให้พรรคการเมือง และนักการเมือง ทำงานอย่างโปร่งใส มีประสิทธิภาพ และตอบสนองความต้องการของประชาชน เพราะเมื่อเข้ามาสู่สภาฯ แล้ว บางทีก็ไม่ได้แยกว่าเป็นรัฐบาล หรือฝ่ายค้าน วิธีคิด หรือวิธีทำงานของพรรคการเมือง นักการเมือง เดิมที่มีอยู่ ยอมรับว่า ยังต้องมีการเปลี่ยนแปลง ไม่เช่นนั้น ไม่สามารถเรียกประชาชนกลับมาศรัทธาในระบบรัฐสภาได้เลย ซึ่งเป็นแนวคิดตั้งแต่แรกว่า ทำไมถึงอยากตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาใหม่ เป็นอนาคตใหม่ เป็นความตั้งใจที่เราเห็นอยู่แล้วว่า ลำพังแค่การบอกว่า การรัฐประหารมีปัญหาอย่างไร คงไม่พอ ต้องยอมรับในความเป็นจริงว่า การเมืองไทย ผู้เล่นที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง พรรคการเมือง จะต้องเปลี่ยนแปลงด้วย -พรรคก้าวไกล ถูกจับตาว่าเป็นผู้ที่สานต่ออุดมการณ์ของพรรคอนาคตใหม่ มีการเพิ่มบทบาทอะไรบ้าง ผมคิดว่า โดยหลักเราก็สานต่อบทบาทที่เราตั้งใจไว้ตั้งแต่สมัยพรรคอนาคตใหม่ คือ เมื่อเราเป็นฝ่ายค้าน การทำงานติดตาม ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ทำงานอย่างเต็มที่ และมีความเข้มข้นมากขึ้น เช่น การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งที่ผ่านมา เราก็ทำได้ดี ซึ่งในขณะนั้นเรียกได้ว่า พรรคก้าวไกลแล้ว เพราะพรรคอนาคตใหม่ถูกยุบไปแล้วก่อนที่จะมีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยเราอภิปรายไม่ไว้วางใจในฐานะ ส.ส.ที่ยังไม่มีพรรคสังกัด และสืบเนื่องมาถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 เราก็พยายามผลักดันให้มีการตั้งกรรมาธิการวิสามัญติดตาม ตรวจสอบการใช้งบประมาณ และมาตรการเกี่ยวกับโควิด-19 ซึ่งเป็นแนวทางในฐานะที่เป็นฝ่ายค้าน ต้องทำงานติดตาม ตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มข้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้งบประมาณให้โปร่งใส การทำงานที่มีประสิทธิภาพ ตรงเป้าตามความต้องการของสังคม รวมถึงการทำงานผ่านกรรมาธิการต่างๆ ในสภาฯ คงไม่ได้เปลี่ยนแนวทาง หรือเพิ่มบทบาทอะไร แต่ทำงานให้มีความเข้มข้นมากขึ้น มีประสิทธิภาพ และอีกด้านหนึ่ง ในฐานะเราเป็นส่วนหนึ่งของสภานิติบัญญัติฯ ก็พยายามที่จะผลักดันนโยบายออกมาให้เป็นร่างกฎหมายอย่างเต็มที่ แม้จะเป็นเสียงส่วนน้อยก็ตาม ซึ่งในสมัยประชุมสภาฯ ที่ผ่านมา เราก็มีการเสนอร่างกฎหมายบ้างแล้ว แต่ยังไม่ได้เข้าสู่การพิจารณา โดยสมัยประชุมสภาฯ นี้ ก็จะมีการผลักดันให้มากขึ้น -วันนี้พรรคฝ่ายค้านมีความเข้มแข็ง มากน้อยแค่ไหน หลังร่วมประชุมสภาฯ เพื่อพิจารณาวาระสำคัญ และการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า เมื่อพรรคอนาคตใหม่ถูกยุบ ส่งผลให้จำนวน ส.ส. ของฝ่ายค้านลดลง จากการถูกตัดสิทธิ หรือย้ายพรรค ทำให้เรามีข้อจำกัดมากขึ้นในการทำงานของพรรคฝ่ายค้าน แต่คิดว่า จำนวน ส.ส. อาจจะไม่สำคัญเท่ากับคุณภาพ และเนื้อหาในการทำงานของเรา ส่วนการทำงานของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ที่ผ่านมามีประสบการณ์ และบทเรียนในการทำงานร่วมกัน พรรคก้าวไกล ก็จะนำประสบการณ์ และบทเรียนนั้น มาปรับปรุงแนวทางการทำงานกับพรรคร่วมฝ่ายค้านอื่นๆ -การบูรณาการทำงานของพรรคร่วมฝ่ายค้าน เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันหรือไม่ เราพยายามทำให้เป็นแบบนั้น ผ่านทางวิปฝ่ายค้าน ซึ่งเรามีการประชุมร่วมกันอย่างต่อเนื่องทั้งใน และนอกสภาฯ ถ้าเรื่องไหนที่เราเห็นร่วมกันก็พยายามที่จะออกแบบการทำงานให้สอดคล้องกัน -มีความหวั่นไหว หรือรู้สึกโดดเดี่ยวหรือไม่ หลังมีกระแสข่าวพรรคเพื่อไทย จะไปร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ สำหรับพรรคก้าวไกล คงไม่หวั่นไหว เพราะแต่ละพรรคจะมีการตัดสินใจอย่างไร คงเป็นเอกสิทธิ์ของแต่ละพรรค แต่พรรคก้าวไกล เรายืนหยัดชัดเจนว่า เราไม่สามารถที่จะไปร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐ ภายใต้การนำของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ เพราะไม่สามารถทำลายความไว้วางใจของพี่น้องประชาชนที่เลือกเรามาได้ เรายืนยันว่า ไม่ว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไร เรามีจุดยืนในทางอุดมการณ์ และนโยบายชัดเจนตามที่หาเสียงไว้สมัย เป็นพรรคอนาคตใหม่ แม้วันนี้จะเป็นพรรคก้าวไกล ก็ยังคงเดินบนเส้นทางเหมือนเดิม -จุดแข็งของพรรคฝ่ายค้าน ที่เป็นข้อได้เปรียบเหนือรัฐบาลคืออะไร วันนี้ศักยภาพ หรือจุดแข็งที่เรามีอยู่ คงเป็นเรื่องความมุ่งมั่น ตั้งใจทำงานอย่างสุจริต ซื่อตรงต่อหน้าที่ ไม่ทรยศหักหลังประชาชน สำหรับพรรคก้าวไกล ยืนยันว่า เราทำงานอย่างตรงไปตรงมา ไม่ได้ทำงานเพื่อจะไปแลก หรือต่อรองแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ใดๆ ข้างหลังประชาชน ซึ่งเป็นจุดแข็งของเรา และพรรคก้าวไกล ที่เราทำงานได้จนถึงทุกวันนี้ ถ้าเรายืนอยู่บนความต้องการ และความรู้สึกนึกคิดของคนในสังคมส่วนใหญ่ให้ได้อย่างแท้จริง จะเป็นพลังสำคัญที่สุดที่จะหนุนเสริมการทำงานของพรรคฝ่ายค้าน และพรรคก้าวไกล แม้เราจะมีเสียงที่น้อยกว่า หากเราสามารถแสดงบทบาทหน้าที่ เป็นตัวแทนของประชาชนส่วนใหญ่ที่เขารูสึกได้จริงๆ อาทิเช่น ในเวลานี้ประชาชนส่วนใหญ่ รู้สึกว่ามาตรการต่างๆ ของรัฐบาล แก้ไขปัญหาให้ประชาชนในสถานการณ์โควิด-19 ยังไม่ตรงจุด และกังวลว่า มีการอาศัยสถานการณ์โควิด-19 ใช้งบประมาณก้อนมหาศาลไปหาประโยชน์กัน ถ้าเราแสดงบทบาทตรงนี้ได้ชัดเจน ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว หรือแบ่งเค้กผลประโยชน์กับนักการเมืองพรรคอื่นๆ ถือเป็นจุดแข็งของเรา -วันนี้การทำงานของฝ่ายค้านมีปัญหา และอุปสรรคอะไรบ้าง และจะแก้ไขอย่างไร ต้องยอมรับว่ารัฐบาล โดยเฉพาะแกนนำที่สืบทอดมาจากการรัฐประหาร เขามีอิทธิพลเหนือระบบข้าราชการทั้งหมด โดยเฉพาะกองทัพ กลุ่มผลประโยชน์ กลุ่มทุนใหญ่ๆ ที่เป็นพันธมิตรกันมาอย่างยาวนาน รวมทั้งมีเครือข่ายที่กว้างขวาง และเข้มแข็ง เพราะอยู่ในอำนาจมาหลายปี อีกทั้งที่มีคนตั้งข้อสงสัย แม้กระทั่งองค์กรอิสระต่างๆ ที่ควรจะมีบทบาทหน้าที่ในการถ่วงดุล ตรวจสอบฝ่ายบริหาร อาจจะไม่สามารถทำงานได้จริงๆ ภายใต้การเมืองแบบนี้ ถือเป็นความท้ายทายของพรรคฝ่าย และเป็นโจทย์ใหญ่ว่าเราจะทะลุทะลวงไปได้อย่างไร รวมทั้งระบบการเมืองที่ถูกออกแบบมาโดยรัฐธรรมนูญ ฉบับ คสช. ก็ทำให้การเมืองไม่มีประสิทธิภาพ ไม่มีเสถียรภาพ และกลไกการตรวจสอบต่างๆ ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของกลุ่มสืบทอดอำนาจมาจากระบบรัฐประหาร -ช่วงเปลี่ยนผ่านการเมืองจากยุค คสช. สู่ยุค “ประยุทธ์ 2/1” หลังเลือกตั้ง ประชาชนและสังคมได้เรียนรู้อะไรบ้าง ผมคิดว่า ตอนนี้ในสถานการณ์โควิด-19 เปิดเผยให้เห็นหลายอย่างในสิ่งที่พวกเราเคยเตือน หรือคัดค้าน เช่น เราเคยบอกว่ารัฐธรรมนูญ 2560 มีปัญหาอย่างไร ซึ่งคนจำนวนมากอาจจะรู้สึกว่า ยังไม่เห็นชัดว่ามีปัญหาอย่างไร แต่พอเจอสถานการณ์โควิด-19 เปิดเผยให้เห็นชัดว่า รัฐบาล ระบบการเมืองที่เป็นผลผลิตของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่สามารถสร้างรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ และประสิทธิภาพในการตอบสนอง และแก้ปัญหาให้กับสังคมได้จริงๆ เมื่อระบบการเมือง ถูกออกแบบมาให้เป็นแค่การรวบรวมพรรคการเมืองจากหลายๆ พรรค โดยมีโจทย์อย่างเดียวว่า จะทำอย่างไรให้มีรัฐบาลที่เข้มแข็ง ก็เกิดสภาพที่รัฐบาลจะต้องรวบรวมกลุ่มนักการเมือง มาอยู่พรรคเดียวกัน หรือมีพรรคร่วมรัฐบาลหลายๆ พรรค พอเจอสถานการณ์ที่ต้องการรัฐบาลที่เข้มแข็ง มีเอกภาพ มีประสิทธิภาพ จะเห็นชัดว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีปัญหาอย่างไร ฉะนั้นปรากฏการณ์ ไม่ว่านักการเมืองภายในพรรครัฐบาลเดียวกัน พรรคร่วมรัฐบาลไม่สามารถทำงานประสานกันได้ หรือมีอำนาจต่อรอง แย่งชิงผลประโยชน์กัน เรื่องนี้เกี่ยวข้องชัดเจนกับระบบการเมืองที่เกิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญ 2560 เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ประชาชนเริ่มเห็น หลายคนเริ่มกลับมาพูด ถ้าไม่แก้รัฐธรรมนูญ ให้มีรัฐบาลที่มีประสิทธิภาพ และเอกภาพได้ จะมีความคิดดีอย่างไร ก็ไม่สามารถปฏิบัติได้ ถือเป็นตัวอย่างหนึ่งที่คนเริ่มรู้ว่า คนเริ่มเรียนรู้ และเห็นภาพ หรือการทำบอกว่า ความขัดแย้งในกลุ่มนักการเมืองมันน่าเบื่อ คนเริ่มเห็นว่า จริงๆ ไม่ใช่แค่ปัญหาของนักการเมืองกลุ่มต่างๆ แต่เป็นปัญหาของระบบที่ออกแบบให้นักการเมืองต่างๆ มาร้อยรัดกันด้วยแค่ผลประโยชน์แลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน เพื่อสนับสนุนให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อจุดกำเนิดเป็นแบบนี้ ผลก็เป็นอย่างที่เห็น -มองการเมืองหลังสถานการณ์โควิด-19 อย่างไร ขณะนี้เรายังอยู่ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 อยู่ คงพูดไม่ได้ว่าหลังโควิด-19 จะเป็นเมื่อไหร่ อาจจะมีการระบาดระลอกใหม่ได้จนกว่าจะมีวัคซีน แต่คิดว่า การเมืองหลังจากนี้ สิ่งที่เป็นห่วงคือ ถ้าตอนนี้รัฐบาล พรรคการเมือง หรือนักการเมืองฝ่ายรัฐบาล เริ่มมีอาการไปสนใจในการแบ่งผลประโยชน์มากกว่า โดยเฉพาะเมื่อมีงบประมาณก้อนใหญ่มหาศาลเป็นประวัติศาสตร์ จะยิ่งไปซ้ำเติมสถานการณ์ที่เป็นอยู่ของประชาชนส่วนใหญ่ ที่เขารู้สึกว่ามาตรการต่างๆ ของรัฐบาลไม่สามารถแก้ปัญหาให้เขาได้จริง โดยเฉพาะคนระดับกลาง ถึงระดับล่าง อาจจะทำให้เกิดความไม่พอใจทางสังคมสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ ได้ รวมทั้งการคอร์รัปชันขนาดใหญ่อาจจะเกิดขึ้นในสถานการณ์ที่กลไกการตรวจสอบต่างๆ ไม่สามารถทำงานได้จริง เพราะอยู่ภายใต้อิทธิพลของผู้มีอำนาจทางการเมือง ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วง สำหรับพรรคก้าวไกล เราให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก และกังวลว่า สถานการณ์โควิด-19 จะยิ่งเพิ่มความเข้มข้นของความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย ทั้งคนทำงาน ผู้ประกอบการขนาดเล็ก ถ้ารัฐบาลไม่ให้ความสำคัญ อาจจะทำให้ชีวิตคนเป็นล้านๆ เปลี่ยนชีวิตไป จะตายลงกะทันหัน ไม่สามารถฟื้นกลับมาได้เลย ถ้าไปสู่ทิศทางนั้น ความไม่พอใจทางการเมือง และสังคม ก็อาจจะส่งผลกระทบต่อความขัดแย้งในสังคม และการเมืองไทยต่อไปได้ -ในฐานะนักการเมืองรุ่นใหม่ อยากฝากอะไรถึงนักการเมืองรุ่นเก่าบ้าง พรรคก้าวไกล เราพร้อมที่จะเรียนรู้การทำงานในระบบรัฐสภา เรามีความมุ่งมั่น แต่ยังต้องการประสบการณ์การทำงานจริง และสั่งสมการทำงานอีกพอสมควร แต่ก็พร้อมที่จะเรียนรู้อย่างเต็มที่ รวมทั้งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการเมืองไทย ทั้งระดับโครงการสร้าง และพรรคการเมือง เมื่อเราเข้ามาสู่สภาฯ เป็นการตอกย้ำความคิดของเราว่า เป็นสิ่งที่ถูกต้อง ควรจะมีพรรคการเมือง และนักการเมืองรุ่นใหม่ๆ เข้ามามากขึ้น เพราะหากพฤติกรรมของนักการเมือง และพรรคคการเมือง ไม่เปลี่ยนไปเลย ไม่มีทางที่จะบอกว่า ให้ประชาชนกลับมาสนับสนุนระบบรัฐสภา และเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย อย่าไปสนับสนุนรัฐประหาร หรืออำนาจที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ส่วนคนที่เรียกร้องให้ประชาชนเชื่อมั่น และศรัทธา คนที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ฉะนั้น คนที่มาจากการเลือกตั้งจากประชาชน ต้องมีการเปลี่ยนแปลง ให้แสดงบทบาทเป็นผู้แทนราษฎรได้จริงๆ ไม่เช่นนั้นไม่มีทางที่เราจะสถาปนาให้ระบบรัฐสภาเป็นตัวแทนอำนาจสูงสุดของประชาชนได้ ตั้งแต่เป็นพรรคอนาคตใหม่ มาสู่พรรคก้าวไกล หลักการอย่างหนึ่งที่เราพยายามต่อสู้ คือ ต่อสู้ให้รัฐสภา โดยเฉพาะสภาผู้แทนราษฎร มีอำนาจสูงสุด ในฐานะที่เป็นสถาบันที่มาจากการเลือกตั้งของประชาธิปไตยทางตรง