บิ๊กตู่ให้ศาลตัดสินนายกฯ8ปี

การเมือง8 ส.ค. 2565 • 16:30 น.
บิ๊กตู่ให้ศาลตัดสินนายกฯ8ปี

บิ๊กตู่ ย้ำปม 8 ปีให้ศาลตัดสิน  ปฏิเสธตอบเดินตามรอยป๋าเปรม ด้าน"เสรีรวมไทย" บุกกกต.ยื่นสอบพรรคเล็กรับกล้วย ชี้เข้าข่ายยุบพรรค มั่นใจหลักฐานแน่น สนธิญา ยื่นป.ป.ช.เอาผิดส.ส.-ส.ว. ทำสภาล่ม "สมชาย" แนะฝ่ายอยากไล่ลุงตู่ปม 8 ปี ให้ยื่นศาลรธน.วินิจฉัย ขณะที่"จตุพร" ปลุกม็อบ"เคาท์ดาวน์เที่ยงคืน" ไล่นายกฯ  23 ส.ค.นี้

   ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 8 ส.ค.65 ภายหลังการประชุมคณะกรรมการระดับชาติเพื่อเตรียมการจัดการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคและการประชุมที่เกี่ยวข้อง ในช่วงที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเอเปค ปีพ.ศ.2565 ครั้งที่ 2/2565 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ซึ่งขณะนั้นฝนกำลังตกปรอยๆ โดย พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ฝนตกนะรับผิดชอบด้วยถ้านายกฯ ไม่สบาย สื่อข่าวถามว่า พรรคเพื่อไทยจะยื่นศาลรัฐธรรมนูญภายในวันที่ 17 ส.ค. กรณีการดำรงตำแหน่ง 8 ปี พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ผมตอบไปแล้วว่าเป็นเรื่องของศาล 
   
  จากนั้นนายกฯ ได้ถอยออกจากโพเดียมวงสัมภาษณ์ทันที ทั้งนี้เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความไว้บ้างหรือไม่ และคำถามที่ว่าจะมีการตามรอย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ และอดีตนายกฯ หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ตอบคำถามดังกล่าว เพียงแต่ส่ายศีรษะและเดินกลับขึ้นตึกไทยคู่ฟ้าทันที
   
  ต่อมา พล.อ.ประยุทธ์ ได้ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการระดับชาติเพื่อเตรียมการจัดการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคฯ ว่า วันนี้ประชุมเกี่ยวกับความคืบหน้าในการเตรียมการประชุมเอเปค ซึ่งก็ใกล้เข้ามาทุกที และวันนี้ก็มีหารือกันหลายประเด็น และสรุปแนวปฏิบัติที่เหมาะสมแล้ว 
   
   นายกฯ อยากขอความร่วมมือไปยังทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะประชาชน ภาคประชาสังคม ภาคประชาชน และส่วนต่างๆขอให้สนับสนุนการดำเนินการในการประชุมเอเปค เพราะเป็นการประชุมเขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่ โดยทั้งหมดมีสมาชิก 21 ประเทศ ฉะนั้นอย่าทำให้ประเทศชาติเสียหาย ก็มีเท่านั้น พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
     
ผู้สื่อข่าวถามว่า กังวลหรือไม่กลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองเริ่มออกมา พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ก็แล้วแต่ เขาควรจะรู้บทบาทหน้าที่ของเขา ตอนนี้มีตรงไหน เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวของใคร  ไม่ใช่เรื่องของผม หรือเรื่องของใคร  เป็นเรื่องของประเทศชาติ บทเรียนก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ทุกคนอยากให้มันเกิดขึ้นอีกหรือ เพราะฉะนั้นประชาชนทุกคนที่คิดว่ายังเป็นคนไทยอยู่ก็อย่าทำ 
   
  ด้าน นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ฝ่ายค้านจะยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความคุณสมบัติของนายกฯ ว่า หลักการในเรื่องนี้ ตามรัฐธรรมนูญให้สิทธิ ส.ส.เข้าชื่อกันได้จำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกเท่าที่มีอยู่ ยื่นต่อประธานสภา เพื่อให้ประธานสภายื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงหรือไม่ ท้ายที่สุดเชื่อว่าประเด็นนับระยะเวลาการดำรงตำแหน่งของนายกฯเกินวาระที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้หรือไม่ จะขึ้นสู่ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยให้ยุติในข้อถกเถียงในประเด็นที่กล่าวมา เมื่อฝ่ายค้านยื่นเพื่อให้ตีความตามสิทธิ นายกฯในฐานะผู้ถูกร้อง ก็มีสิทธิในการชี้แจง เป็นไปตามกระบวนการ 

     นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊กส่วนตัว สมชาย แสวงการ ระบุว่า 8ปีนายกลุงตู่นับถึงวันไหน ความเห็นทางกฎหมายเป็นได้แค่ 2 ทาง คือ แบบที่1 คือนายกลุงตู่ พล.อ.ประยุทธ์ หัวหน้าคสช. ที่มาจากรัฐประหารและขึ้นเป็นนายกฯ ในฐานะรัฐถาธิปัตย์ตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว2557 ตามมติของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. เมื่อ24 ส.ค.2557 ไม่อาจนับเป็นนายกฯ ที่มาตามกรอบมาตรา158 ของรัฐธรรมนูญ2560 ได้ เพราะไม่ได้มาจาการเลือกกันในรัฐสภาตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด
   
  แต่หากยังต้องนำบทเฉพาะกาล มาตรา264 มานับวันที่ให้ ครม. ที่บริหารราชการแผ่นดินก่อนรัฐธรรมนูญ2560 ทำหน้าที่เป็นครม.ได้ต่อไป ซึ่งรวมถึงนายกรฯ พล.อ.ประยุทธ์ด้วย ดังนั้นการนับครบ8ปีแบบนี้จึงต้องนับตั้งแต่วันที่รัฐธรรมนูญ2560 ใช้บังคับคือ 6 เม.ย.60 และนับตามบทเฉพาะกาลมาตรา264 นายกลุงตู่จะครบ 8 ปีวันที่ 5 เม.ย.68
    
 ส่วนแบบที่2 นับตามการได้รับเลือกและโปรดเกล้า ตามรัฐธรรมนูญ2560 ต้องพิจารณาตามมาตรา158 ทั้งมาตรา คือนับตั้งแต่การเลือกในสภาและนับวันตั้งแต่โปรดเกล้า 9 มิ.ย.62  นายกลุงตู่จะครบ 8 ปี วันที่ 8 มิ.ย.70  ตรวจสอบข้อกฎหมายและเจตนารมณ์แล้ว ความเห็นส่วนตัวผมจึงมีแค่2ทาง ตามนี้เท่านั้น ความเห็นทางกฎหมายมองต่างมุมกันได้ครับ ขอสนับสนุนให้ฝ่ายอยากไล่ลุงไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ให้สิ้นกระแสความเถอะครับ แต่ผลคำวินิจฉัยศาลออกมาเช่นไร ต้องยอมรับ อย่าตีรวนอีกนะจ๊ะ
   
  ด้าน นายพีระพันธุ์  สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวถึงเรื่องเร่งด่วนที่พรรคเตรียมแนวทางการทำงานไว้ หากได้รับโอกาสเข้าไปทำงานให้กับประชาชนว่า เรื่องแรกคือเรื่องการดำรงชีวิตของประชาชน ซึ่งประกอบไปด้วย เรื่องปากท้อง ค่าครองชีพ เรื่องที่สอง คือการแก้ไขปัญหาด้านพลังงานของประเทศ ราคาน้ำมัน พลังงานสำรอง เรื่องที่สาม คือการสร้างโอกาสในการศึกษาที่ต้องเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมกัน 
   
  หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ยังกล่าวถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์พรรครวมไทยสร้างชาติถูกตั้งขึ้นมาเป็นพรรคกระแสรองว่า นคิดว่าถ้าใครที่ตั้งพรรคมาแล้ว คิดแค่จะมาเป็นพรรคกระแสรองเท่านั้น ก็อยู่บ้านไปดีกว่า อย่าคิดมาทำพรรคการเมืองเลย หากคิดจะทำพรรคแล้ว ต้องทำให้พรรคเป็นพรรคการเมืองหลักให้ได้  
  
   สำหรับที่มีคนมาถามตนจะสนับสนุนใครเป็นนายกฯ ขอตอบตรงนี้ว่าตอนนี้ยังไม่ถึงเวลา เพราะเลือกตั้งมายังไม่รู้เลยว่าตนจะอยู่ฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล แล้วจะมาพูดได้ยังไงว่าจะสนับสนุนใคร ความจริงเรื่องอย่างนี้ก็รู้กันอยู่ เมื่อมันถึงเวลาวันนั้นค่อยว่ากัน เพราะไม่ใช่เรื่องที่จะมาพูดกันวันนี้ ถ้าพูดวันนี้ พอถึงเวลาจริงเขาบอกว่าเขาไม่เอาแล้วเขาเบื่อ เขาไม่เล่นต่อแล้ว เราจะทำยังไง ของแบบนี้ไว้ถึงเวลาจริงๆ แล้วค่อยว่ากัน

  เมื่อถามว่า มีโอกาสที่จะได้เป็นนายกฯ คนต่อไปหรือไม่ นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า การที่ตนได้รับเลือกตั้งเป็นหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ และที่ทุกคนเข้ามาทำงานการเมือง ต้องพร้อมที่จะทำงานทุกตำแหน่งอยู่แล้ว ไม่ได้อยู่ที่ตน อยู่ที่ประชาชน ถ้าประชาชนมั่นใจเชื่อว่าตนทำได้ เขาให้โอกาสตน ตนก็ต้องทำได้ในตำแหน่งนั้น การเข้ามาอยู่ในวงการการเมืองก็ต้องพร้อมที่จะทำให้ได้ในทุกตำแหน่ง
   
  นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ เปิดเผยถึงกรณีมีเสียงวิจารณ์เกรงองค์ประชุมสภาไม่ครบในวันที่ 10 ส.ค.นี้ ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.(ฉบับที่) พ.ศ.  ในประเด็นการพิจารณาใช้สูตรคำนวณ ส.ส. บัญชีรายชื่อ ด้วยหาร 500 หรือหาร 100 และร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าวจะทันเวลา 180 วัน ที่จะครบกำหนดในวันที่ 15 ส.ค.นี้ หรือไม่ ว่า เป็นเรื่องของสมาชิกรัฐสภา เรื่องใครจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ก็เป็นไปตามกลไกของสภา

     เมื่อถามว่า นายนิโรธ สุนทรเลขา ส.ส.นครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ และ ประธานวิปรัฐบาล ระบุวันที่ 10 ส.ค. ตรงกับวันกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน  อาจทำให้มีสมาชิกเข้าร่วมประชุมน้อยทำให้สภาล่ม นายอนุชา ตอบว่า ผมเองก็สงสัยว่าทำไมจัดประชุมตรงกับวันที่ 10 ส.ค. เพราะเป็นวันกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เราก็รู้ว่าสภาผู้แทนราษฎร ภารกิจสำคัญ คือเรื่องพื้นที่กับผู้นำชุมชน

     ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย พร้อม นายสมชัย ศรีสุทธิยากร  ประธานยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนนโยบายพรรคเสรีรวมไทย เข้ายื่นคำร้องต่อประธานกกต. ขอให้เอาผิดกับพรรคการขนาดเล็ก กรณีมีกระแสข่าวส.ส.พรรคการเมืองขนาดเล็กรับเงินจากพรรคการเมืองใหญ่เพื่อแลกกับการโหวตลงมติไว้วางใจรัฐบาล รวมทั้งตรวจสอบว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายพรรคการเมืองใหญ่ครอบงำ ชี้นำในการดำเนินกิจกรรมการทางการเมือง เข้าข่ายขัดมาตรา 28 มาตรา 29 พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมืองเป็นเหตุให้ยุบพรรค

     พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า บรรดาพรรคเล็ก ที่ชอบกินกล้วยก็ต้องหันไปซบพรรคใหญ่ ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือพรรคพลังประชารัฐ และปล่อยให้พรรคพลังประชารัฐเข้าครอบงำ โดยไปรับเงินรายเดือนจากเขา โดยไปพบปะกันที่มูลนิธิป่ารอยต่อ  แม้แกนนำพรรคการเมืองขนาดเล็กเหล่านี้จะอ้างว่าเงินที่ได้รับเงินกู้  ก็ไม่น่าเชื่อถือ  ตรงนี้เรามีคลิปเสียงหัวหน้าพรรค 7 พรรค ที่พูดสารภาพว่ารับเงินจริงเป็นหลักฐานยืนยันชัดเจน  ซึ่งตรงนี้ถือว่าเป็นกระทำที่ผิดพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคเมือง คนที่ยินยอมให้เขาครอบงำ ควบคุมพรรค ก็จะผิดตามมาตรา 28 ซึ่งมีโทษถึงยุบพรรค ส่วนพรรคพลังประชารัฐที่เข้าไปครอบงำเขาจะมีโทษหนักกว่า โดยหัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารมีโทษจำคุกตั้งแต่1-5 ปี ปรับ 1แสน -5 แสนบาท

     ด้าน นายสมชัย กล่าวว่า การที่เรามายื่นวันนี้เพื่อแสดงให้เห็นว่ากฎหมายศักดิ์สิทธิ์ ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง ในมาตรา 28 มาตรา29 เขียนไว้อย่างชัดเจนว่าการที่บุคคลภายนอกมาครอบงำพรรคการเมืองมีความผิดชัดเจน ซึ่งการเขียนกฎหมายดังกล่าวนั้นก็เพื่อให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมของพรรคอย่างเป็นอิสระ ไม่ใช่อยู่ภายใต้อาณัติการชี้นำ การบงการของคนภายนอก เรื่องของพรรคการเมืองที่ครอบงำซึ่งกันและกันนั้นเคยมีคดีแล้วเมื่อวันที่ 2 ก.พ.49  ขณะนั้นมีเหตุการณ์ที่ว่าพรรคใหญ่ครอบงำพรรคเล็ก โดยการให้พรรคเล็กโกงการเลือกตั้ง เพื่อให้ได้คะแนนเสียงไม่เกิน 20%ของคนที่มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 

     จากนั้นมีการฟ้องกกต. และพรรคการเมืองที่กระทำความผิด และกกต.โดนข้อหาไปสนับสนุนให้พรรคใหญ่ทำผิดได้ ด้วยเหตุที่ว่ากกต.ไปหย่อนเวลาในการรับฟังเพื่อให้มีการเลือกตั้งเร็วๆ และกกต.ไปอนุญาตให้พรรคเล็กสามารถย้ายพรรค ซึ่งสองข้อกล่าวหานั้นเป็นเพราะกกต.วางตัวไม่เป็นกลางในการเลือกตั้งครั้งนั้น ผลที่เกิดขึ้นคือกกต.ติดคุก และพรรคการเมืองใหญ่นั้นถูกยุบ ดังนั้นหลักฐานในเหตุการณ์ครั้งนี้ชัดเจนว่ามีการให้เงินสนับสนุนพรรคการเมืองเป็นรายเดือน มีการโอนเงินเข้าโอนออก ทราบเลขบัญชี และมีชื่อคนที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นหลักฐานชัดเจนขนาดนี้เป็นเรื่องที่ กกต.ต้องดำเนินการโดยเร็ว และตรงไปตรงมา 

     นายสมชัย กล่าวอีกว่า ภายใต้สภาพ กกต.ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้สามารถดำเนินการได้เสร็จภายใน 1 เดือน จากนั้นถ้ากกต.มีความเห็นสอดคล้องกับการยื่นคำร้องนี้ กกต.ต้องยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับคดียุบพรรคที่ผ่านมาในอดีต เชื่อว่าจะดำเนินการได้ 15 วันก็เสร็จ หวังว่าวันนี้ที่เรามายื่นจะทำให้กกต.ทำงานได้อย่างตรงไปตรงมา และต้องสื่อสารกับประชาชนว่าเรื่องนี้คืบหน้าอย่างไรบ้าง เพราะเท่าที่ดูคะแนนความโปร่งใสของกกต.คือสอบตก ฉะนั้นเรื่องนี้จะเป็นการกู้คืนศักดิ์ศรีของ กกต.ว่าทำงานตรงไปตรงมา วันนี้อาจจะมีคนที่ท่านคิดว่าเขาช่วยเหลือท่านอยู่ แต่วันหน้าเรื่องราวเหล่านี้ยังถูกรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่ได้ตลอดเวลา จึงอยากขอเตือนในนามคนที่เคยเป็นกกต.มาก่อนว่า เราเองไปปรารถนาจะเห็นคนของกกต.นั้นเป็นคดีความ หรือจะต้องติดคุกตอนแก่

     ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สนามบินน้ำ นายสนธิญา สวัสดี อดีตที่ปรึกษากมธ.กฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ยื่นหนังสือร้องทุกข์กล่าวโทษ ต่อป.ป.ช.กรณีสภาล่มเมื่อ 3 ส.ค.ที่ผ่านมา ที่ส.ส.และส.ว. ร่วมกันกระทำผิดกฎหมาย มาตรา 157 ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 114 และ 115 ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 219 ว่าด้วยจริยธรรมฉบับ ปี 2561 และจริยธรรม ปี 2563 โดยอาศัยรัฐธรรมนูญ มาตรา 5 มาตรา 41(1)(2) และมาตรา 50 (1) เพื่อให้ ป.ป.ช. ดำเนินการเป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 234 (1) และมาตรา 235 
 นายสนธิญา กล่าวว่า จะให้ ป.ป.ช.รวมสำนวนนี้ เข้ากับสำนวนที่ได้ร้อง การที่ส.ส.ทำสภาล่มมาแล้ว