“ทิชา ณ นคร” เสียงจาก “ภาคสังคม” ถึง “พรรคการเมือง”
หมายเหตุ : “ทิชา ณ นคร” ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกอบรมเด็กและเยาวชนชายบ้านกาญจนาภิเษก ให้สัมภาษณ์พิเศษ รายการ “สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์” เพื่อสะท้อนมุมมอง และปัญหา ตลอดจนข้อเสนอแนะต่อ “พรรคการเมือง” ในการแก้ไขปัญหาด้านเด็ก สตรี และเยาวชน ในสังคมไทย เพื่อตอบโจทย์ต่อการพัฒนาสังคมในห้วงที่ทุกพรรคการเมือง กำลังนำเสนอนโยบายต่อประชาชน ในการเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้นในปีนี้
ทั้งนี้รายการสยามรัฐสัปดาหวิจารณ์เผยแพร่ผ่านช่องยูทูบ Siamrathonline เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2566 ที่ผ่านมา มีสาระที่น่าสนใจดังนี้
- ในฐานะที่ทำงานด้านเด็กและสตรี ตลอดหลาย 10 ปีที่ผ่านมา อยากสะท้อนเสียงของคนทำงาน ด้านนี้เพื่อฝากไปทุกพรรคการเมืองที่กำลังหาเสียงตอนนี้อย่างไรบ้าง
ถ้าหากจะพูด ก็ต้องใช้ประสบการณ์โดยเฉพาะเด็กวัยรุ่นที่มาอยู่กับเรา เขามีเรื่องเล่ามากมาย บางเรื่องมันซ้ำกันมากเป็นภาพเดียวกันเลย คือการที่เด็กๆเติบโตมาในครอบครัวที่อาจจะไม่สามารถตอบสนองความฝันความต้องการของเขาได้ ซึ่งเราก็ต้องยอมรับ เพราะครอบครัวไทยมีถึง 22 ล้าน 8 แสนครอบครัว ไม่สามารถตอบสนองความฝันของเด็กได้ ดังนั้นจึงต้องมีอีกชั้นหนึ่ง ที่จะต้องรองรับ คือระบบของรัฐ ของราชการ ในช่วงที่ทุกพรรคการเมืองกำลังจะเลือกตั้งเราก็ติดตามฝ่ายการเมืองว่าเขาพูดถึงนโยบายอะไรกันบ้าง
แน่นอนว่าเราได้ยินประชานิยม ได้ยินเรื่องราวที่จะแจกแถมเต็มไปหมด แต่เราไม่ได้ยินเรื่องที่ว่าแล้วเด็กๆในประเทศนี้เขาจะเติบโตภายใต้ระบบนิเวศแบบไหน แล้วระบบนิเวศที่ไม่เหมาะสมได้ฆ่าเด็กๆไปแล้วมากมายมหาศาล แล้วก็ทำให้เด็กๆกลายเป็นผู้ก่ออาชญากรรม ไปฆ่าคนอื่น ปีหนึ่งไม่ใช่น้อยๆ ดังนั้นเราก็เลยมีคำถามเหมือนกัน ว่าจะมีพรรคการเมืองไหนไหมที่จะพูดถึงระบบนิเวศทางสังคมที่เหมาะสม พื้นที่สร้างสรรค์พื้นที่ดีๆ พื้นที่ที่ให้เด็กๆได้เข้าไปเรียนรู้และเติบโตอย่างเหมาะสมตามวัย ซึ่งเท่าที่ติดตามมาไม่ได้ยินเสียงของพรรคการเมืองใดเลยที่พูดเรื่องนี้เลย
-เรื่องนโยบายสาธารณะที่ผ่านมา เรื่องของการดูแลสิทธิขั้นพื้นฐานของเด็กและสตรี ตรงนี้คุณทิชา อยากสะท้อนอะไรหรือไม่ ว่าที่ผ่านมาน้อยไป มากไป ผิดที่ ผิดทางอย่างไร
ในความเป็นจริงแล้ว ก็ต้องยอมรับว่า เป็นแบบนั้นแทบทั้งหมด มันผิดที่ ผิดทิศ ผิดทาง แล้วมันก็น้อยด้วย อย่างเด็กๆที่เราพบ นั้นสามารถพูดให้ภาพได้เลยว่า อย่างเช่น 365 วันเรามี 120 วันที่เป็นวันปิดเทอ มปิดเสาร์-อาทิตย์ ปิดวันหยุดนักขัตฤกษ์ เด็กจำนวนมหาศาลไม่รู้ว่าจะใช้ 120 วันนี้ไปไหนดี ที่พอจะเลือกได้เลยก็คือไปห้างสรรพสินค้า แต่คำถามก็คือว่าเราจะจมอยู่ที่ห้างกันตลอดเลยอย่างนั้นหรือ ในช่วงที่เราเป็นเด็กหรือจริงๆรัฐบาลที่เรียกว่ามีวิสัยทัศน์สามารถที่จะสร้างพื้นที่เพื่อรองรับเด็กๆในช่วงที่เขาปิดเทอมทั้งเสาร์-อาทิตย์ ทั้งวันหยุดนักขัตฤกษ์ เพื่อให้เด็กๆได้ไปเก็บเกี่ยว ได้ไปปล่อยของ ได้ไปปล่อยแสงเพื่อทำให้เขาเรียกว่าร่องรอยอย่างความเป็นเด็กของเขาสมบูรณ์ขึ้น
ซึ่งเราไม่ได้เจอสิ่งเหล่านี้เลยในประเทศไทย ถ้าจะมีอยู่บ้างก็คือในห้างสรรพสินค้า แต่ก็เป็นเรื่องของธุรกิจ บางแห่งมีพื้นที่สำหรับให้คนมีสตางค์พาลูกเข้าไปกระตุ้นพัฒนาการมีของเล่นที่มีราคาที่ต้องจ่ายที่แสนแพง แต่เมื่อเราพูดถึงนโยบายสาธารณะที่มีวิสัยทัศน์ เราหวังว่ามันจะเป็นการลงทุนของรัฐ ซึ่งการลงทุนแบบนี้มีความสำคัญมาก เพราะมันหมายถึงการเติบโตที่แข็งแกร่งของเด็กๆ ดังนั้นหากถามว่า มากไป หรือน้อยไป ผิดทิศ ผิดทางหรือไม่ ก็ต้องบอกว่า ใช่ทั้งหมด
-เราอยากจะเห็นอะไรเกิดขึ้นสำหรับนักการเมืองที่จะเข้าไปเป็นฝ่ายบริหาร เราอยากจะบอกให้เขาตระหนักตรงนี้
จริงๆมันมีพื้นที่รกร้างว่างเปล่า มีพื้นที่ ที่ไม่ได้ถูกใช้ประโยชน์ ทั้งในทั้งกรุงเทพฯและต่างจังหวัด เราอยากให้พื้นที่เหล่านั้นถูกปรับให้เป็นพื้นที่ ที่เป็นกิจกรรมของเด็กๆ แต่ไม่ใช่ปล่อยให้เหมือนกับที่เราเห็นกัน คือมีเครื่องออกกำลังกาย แต่ถูกทิ้งร้าง เราอยากให้ที่เหล่านั้น ให้เด็กๆไปเล่นกีตาร์ ทำกิจกรรม เล่นจักรยานภูเขา หรืออะไรก็แล้วแต่ เพราะว่าเด็กแต่ละคนเขาชอบไม่เหมือนกัน
แต่ขณะเดียวกัน ต้องมีคนที่เข้าไปจัดการพื้นที่ด้วย ต้องทำให้มีชีวิตชีวา หากเราไม่ทำสิ่งเหล่านี้ ระยะยาว เราก็ต้องสร้างคุกเพิ่มขึ้นมาแทน ต้องมาสร้างที่บำบัดกันแทน รวมถึงจะต้องมาป้องกันเรื่องการใช้ยาเสพติด ทั้งหมดนี้คือราคาที่ต้องจ่าย และจะทำให้การทำงานยากมากขึ้นอีก ในการที่เราจะกู้เด็กๆคืนมา แต่หากวันนี้เราลงทุนตรงนี้ แม้จะแพง แต่จะมีความคุ้มค่า แต่ที่ผ่านมา เราเองยังไม่เห็นวิสัยทัศน์ของพรรคการเมืองใดเลย
-การที่เรามีกระทรวงต่างๆมากมาย แต่ดูเหมือนว่า การบูรณาการด้านการทำงานเพื่อดูแลสิทธิของเด็ก เยาวชนและสตรี อาจยังไม่เพียงพอ
นี่คือเรื่องใหญ่ เหนือจากพรรคการเมืองก็คือพรรคราชการ เป็นพรรคที่เรียกว่าหักหลังประชาชนอย่างมาก สิ่งที่พรรคราชการทำก็คือทำ Event จุดพลุสวย แล้วก็ดับ ทั้งๆที่ในความเป็นจริงแล้วพรรคราชการ ภาคราชการ น่าจะเป็นพรรคที่รู้ปัญหามากที่สุด ซึ่งน่าจะมากกว่าพรรคการเมืองด้วยซ้ำไป ที่แม้ฝ่ายการเมืองจะมีอำนาจในการตัดสินใจ แต่หากพรรคราชการ ภาคราชการที่จะรับนโยบายจากพรรคการเมืองมาแล้ว พร้อมจะลงทุน พร้อมที่จะทุ่มเท พร้อมที่จะให้ความสม่ำเสมอไม่ใช่ Event พรรคราชการจะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศนี้อย่างมหาศาล
แต่สิ่งที่เราเห็นทุกวันนี้ก็คือพรรคราชการลอยนวลในทุกๆเรื่อง แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่ทำ แต่ทำในลักษณะ event ทำในลักษณะฉาบฉวย โดยเฉพาะงานเฝ้าระวังและป้องกันเด็กและเยาวชน เราจะเห็นเลยอย่างกรณีของเคสที่ชื่อนิ่ม หญิงอายุ 17 ปี ที่จ.นครปฐม ที่ลูกชายคือ น้องต่อ หายไปและยังไม่รู้ว่าเสียชีวิตหรือไม่ ในความเป็นจริงแล้ว นิ่มอยู่ไม่ไกลจากศูนย์กลางแห่งอำนาจ อยู่ที่บางเลน จ.นครปฐม แต่ถามว่าเข้าถึงการบริการอะไรของพรรคราชการบ้าง แทบจะเข้าไม่ถึงเลย จนวันที่กลายเป็นเคสที่คนรู้จักทั้งประเทศเรา ถึงรู้ว่า นิ่มมีแม่ที่หูตึงคุยกับเขาไม่รู้ จนตอนหลังมาเป็นผู้ป่วยติดเตียง ตัวนิ่มเองก็ถูกออกจากโรงเรียน ถูกบูลลี่ จนกระทั่งมาถึงจุดที่มีสามี สามีก็เอาเขาไปขายบริการทางเพศ เขาไม่ได้อยู่ในถิ่นทุรกันดารที่เข้าไม่ถึงกลไกของรัฐเลย เขาอยู่ใกล้ๆตรงนี้เอง ดังนั้นจึงรู้สึกว่าเราต้องการพรรคการเมืองที่มีวิสัยทัศน์ เราต้องการพรรคราชการที่ไม่หักหลังประชาชน ไม่ได้ทำงานแบบ Event หมดหน้าที่ไปเป็นชิ้นๆทำแบบนี้ทำเพื่อให้เสร็จ แต่ไม่มีอะไรสำเร็จน่าเป็นห่วงมาก ที่ผ่านมาไม่ต้องพูดแล้ว แต่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเราอยากให้พรรคราชการทบทวนบทเรียนของตัวเอง แต่ทั้งนี้ขอขอบคุณข้าราชการดีๆ แต่ไม่สามารถขอบคุณข้าราชการที่ไม่ดีได้เลย
-ดูเหมือนภาคราชการเองยังวิ่งไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก ของปัญหาแล้วทำให้บางครั้ง NGO เองจะต้องเข้ามาอุดมาเสริมรอยรั่ว ตามแก้ปัญหาปลายเหตุ
ถูกต้อง จริงๆแล้วการทำงานต้องเดินคู่ไปกับปัญหา หรือดีที่สุดคือต้องล้ำไปข้างหน้าหลายก้าว แต่ที่ผ่านมาเราวิ่งตามหลังตลอด ซึ่งอาจจะตามหลังบ้างก็ได้ แต่มันต้องสลับที่วางบ้าง ไม่ใช่วิ่งตามหลังตลอดแบบนี้ แทบจะไม่มีความหวังเลย เราขอพูดแรงๆ ว่ามันเกินขีดที่ประชาชนจะอดทนแล้ว
-บางครั้งสังคมอาจจะยังมองไม่เห็นปัญหาในเรื่องของเด็ก เยาวชน และสตรีที่กำลังเผชิญอยู่ ว่าจริงๆแล้วมันเป็นเรื่องใหญ่ เป็นเหมือนระเบิดเวลา ปัญหาใหญ่ที่ยังรอปะทุอยู่ อย่างเคสน้องนิ่ม อาจจะมีอีกในหลายจังหวัด ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ อาจจะรุนแรงกว่านี้อีก
แน่นอน อย่างตัวเองเพิ่งกลับมาจากจังหวัดเลย มีเด็กผู้หญิงถูกผู้ชาย 11 คนบวก 4 ก่อเหตุข่มขืนรุมโทรมมาตั้งแต่ปี 2564 จนปี 2566 เมื่อต้นปี เพิ่งไปแจ้งความ แจ้งศูนย์ดำรงธรรม และเมื่อเราได้ไปลงพื้นที่จริง เราจะเห็นว่าความทุรกันดารก็มีส่วน คนเขาเรียกมีตำแหน่งไม่ต้องสูงมากแต่จะมีอำนาจมากในต่างจังหวัดซึ่งก็จะต่างจากเคสของนิ่ม ซึ่งอยู่กลางศูนย์กลางแห่งอำนาจแถวๆนี้ ดังนั้นมันต้องมีการชำระกันทั้งหมดเลยว่ากระทรวงทั้งหมดที่มีอยู่ กระทรวงใดที่ทำเรื่องเฝ้าระวังคุณจะทำแบบไหน ไม่ใช่แค่เจอปัญหาแล้วก็จ่ายเขาไป 1,000 บาทและอีก 3 เดือนขึ้นมารับอีก 1,000 บาท ถ้าทำอย่างนั้นเราไม่จำเป็นจะต้องไปจ้างคนจบปริญญาตรี ไม่จำเป็นต้องไปจ้างนักวิชาชีพ
จริงๆพรรคราชการต้องปฏิรูปอย่างหนัก แต่เราเองไม่รู้ว่าจะสื่อสารไปทางไหน ก็ได้แต่บ่นแบบนี้บางทีก็รำคาญตัวเองเหมือนกัน ว่าพูดซ้ำพูดซาก แต่ไม่พูด ก็ไม่ได้เลย อย่างเวลาเราไปจับเคสแต่ละเคสเราเห็นเลยว่าเคสเหล่านี้เข้าไม่ถึงอะไรเลย แล้วเราปล่อยแบบนี้ได้อย่างไร
การที่คุณใช้คำว่าระเบิดเวลา เราชอบนะ เพราะจริงๆแล้วปัญหาเล็กๆของเด็กๆที่ไม่ได้ถูกจัดการแก้ไข จะยกระดับเป็นระเบิดเวลาเสมอ แล้วเราจะเห็นปัญหาที่รุนแรงเหล่านี้เป็นระยะๆ เหตุผลเพราะว่าโรงงานอุตสาหกรรมซึ่งผลิตระเบิดเหล่านี้ทำงานตลอดเวลา ในขณะที่คนที่จัดการกับระเบิดเวลาเหล่านี้ ก็ไม่ทันการ ดังนั้นเรียกว่าการผสมระเบิดเวลาจากสารตั้งต้นต่างๆมันถูกทำงานตลอด แล้วมันไม่หยุดเลย แล้วเรามาเจออีกที หนึ่งคือตอนที่มันระเบิดเปรี้ยงขึ้นมาแล้วแล้วเราก็มาต่อว่าคนที่เป็นชื่อนั้นชื่อนี้กัน แต่เราไม่เคยดูว่าตัวโรงงานอุตสาหกรรมที่ผลิตระเบิดเวลานั้นมันอยู่ได้อย่างไร
-ดูเหมือนว่าความรุนแรงในเรื่องอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในสังคมบ้านเรามีทั้งเรื่องของปริมาณมากขึ้น และยังเพิ่มระดับความรุนแรงมากขึ้น ในขณะที่ผู้ก่อเหตุก็อายุน้อยลง ตรงนี้กำลังสะท้อนอะไร
ปัญหาที่มันจะหายไป มันต้องเกิดขึ้นจากความร่วมไม้ร่วมมืออย่างจริงจังสม่ำเสมอ และความเท่าทันของคนที่รับผิดชอบ แต่ถ้ากลไกที่มีอยู่ ยังเช้าชาม เย็นชามกันอยู่ ยังทำตามคำสั่งอยู่ โดยที่ไม่ได้เอ๊ะ ! กันเลย ก็ย่อมที่จะต้องเกิดสิ่งที่รุนแรงเพิ่มขึ้นๆ อย่างเช่นปัญหาการบูลลี่กันในโรงเรียน เป็นหนึ่งในปัญหาที่เกิด เรียกว่ามีความถี่อย่างที่น่ากลัวมาก ซึ่งเราไม่เข้าใจว่าโรงเรียนซึ่งเป็นพื้นที่ ที่เด็กๆต้องรู้สึกปลอดภัยที่สุด มันเกิดเหตุแบบนี้ได้อย่างไร อย่างในต่างประเทศมีเรื่องของการบูลลี่ และนำไปสู่การกราดยิงกัน แต่เราไม่เห็นจำเป็นต้องเหมือนเขา
อย่างตนเองอยู่ที่บ้านกาญจนาภิเษก ซึ่งเด็กๆเหล่านี้ก็ก่ออาชญากรรมที่รุนแรงมาแล้วก็ถูกตำรวจจับถูกศาลพิพากษาให้มาอยู่กับเรา เราก็ทำงานกับหัวใจเขา ทำงานต่อความคิดเขา ทำงานกับปัญญาเขา ตัวเองยืนยันเลยว่าในบ้านกาญจนาภิเษก การบูลลี่แทบจะเท่ากับศูนย์ เด็กบ้านกาญจนาฯ จำนวนหนึ่ง ที่เสียงเหน่อ อย่างเช่นเด็กนครปฐม เมืองกาญจนบุรี เขาสามารถพูดเสียงเหน่อได้โดยที่ไม่มีใครหัวเราะ เพราะนี่คือความเป็นมนุษย์ที่เราต้องเคารพ และถ้าเคารพความเป็นมนุษย์ซึ่งกันและกัน โอกาสที่เขาจะปะทะ โอกาสที่เขาจะทำร้ายกัน แทบจะไม่มีเลย แต่ทั้งหมดนี้มันก็ต้องมีกระบวนการเรียนรู้
ซึ่งคิดว่ามันไม่ได้ซับซ้อนถึงขั้นที่ว่าทำไม่ได้เลย แต่เรายังไม่จริงจังที่จะดึงเอาด้านดีของเด็กๆออกมาเด็กๆทุกคนเขาก็มีด้านดีเวลาเราพูดถึงความทุกข์ยากของใครสักคนหนึ่ง เราจะเห็นว่าเขานิ่งสงบแล้ว เขาฟังแต่ขณะเดียวกันมันอาจจะมีใครบางคนนั่งอยู่ข้างๆเราที่เขาเศร้าโศกและเศร้าหมอง แต่เราได้พูดสิ่งนี้กับเขาหรือเปล่า แล้วเราจะทำอะไรกับคนที่เศร้าโศกและเศร้าหมองที่นั่งอยู่ข้างๆเรา
เด็กๆมีช่องแบบนี้อยู่แล้วก็รอให้ใครไปขับเคลื่อนช่องเล็กๆที่งดงามของเขา แต่ว่าพอเราไม่ได้ทำ ด้านมืดของเด็กๆก็ออกมา และพอเขาทำอะไรที่ไม่ดี เราก็เกรี้ยวกราดใส่เขาทั้งที่จริงๆแล้วพวกเราซึ่งเกิดก่อนเขา แต่ไม่เท่าทันกับสิ่งที่มันคุกคามเด็กๆ
-คำถามสุดท้ายอยากให้ฝากอะไรถึงสังคม หรือถึงพรรคการเมือง
สิ่งที่สำคัญที่สุด เราอยากให้ทุกพรรคการเมือง ลองทบทวนนโยบายที่เกี่ยวกับพื้นที่สร้างสรรค์พื้นที่ด้านดีของเด็กๆให้มากๆ ส่วนตัวแล้วได้เห็นพรรคการเมืองบางพรรค พยายามที่จะทำให้พื้นที่ที่เป็นสีเทา ดำมืด ออกมา อย่างกัญชาเสรี เราสงสัยว่า ออกมาได้อย่างไร แน่นอนเราไม่ต้องการต่อต้านกัญชาทางการแพทย์ แต่วิธีใช้กัญชาทางการแพทย์ โดยที่ไม่ต้องออกมาคู่กับกัญชาเสรีมันก็ทำได้ ขณะที่พื้นที่ดีๆมีให้เด็กน้อยมาก แต่เรากล้าที่จะเปิดพื้นที่มืดและพื้นที่เทาดำให้กับเด็กๆ
ตอนนี้เด็กๆจำนวนมหาศาลใช้กัญชาเพิ่มขึ้นนับแสนคนเลย ในขณะที่กัญชาทางการแพทย์ไม่ได้ถูกบูมเหมือนกับกัญชาที่ใช้เพื่อสันทนาการ แล้วนำไปสู่ปัญหาต่างๆ เราห่วงว่า นักการเมือง พรรคการเมืองแบบนี้เขาจะมาเป็นตัวแทนเพื่อจัดสรรทรัพยากรให้กับประชาชนได้อย่างไ รในเมื่อวิธีคิดของเขายังไม่ตอบโจทย์อะไรสักอย่าง ยกเว้นสร้างปัญหาเพิ่ม