อวยพรให้ทำงานเพื่อบ้านเมือง ป๋าเปรมชื่นชม รบ.ตู่ไม่โกง
อวยพรให้ทำงานเพื่อบ้านเมือง ป๋าเปรมชื่นชม รบ.ตู่ไม่โกง ปลอบใจ"บิ๊กแดง"เมินเสียงวิพากษ์"นิพิฏฐ์"แฉแหลกผู้มีอำนาจต่อรองอุ้มพรรคซื้อเสียง
"ป๋าเปรม"อวยพร "บิ๊กตู่-ครม.-ผบ.เหล่าทัพ" ขอบารมี "สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" เป็นเกราะกำบังให้ได้ทำแต่ความดี เพื่อพระองค์ท่านและชาติบ้านเมืองของเรา การันตี "รบ.บิ๊กตู่" ไม่โกง ทำงานเพื่อส่วนรวม ไม่เอื้อประโยชน์ พวกพ้อง ให้กำลังใจ"บิ๊กแดง" ไม่ต้องสนใจเสียงวิจารณ์ ให้มุ่งทำงาน ด้าน "นายกฯ" ย้ำ "ทหาร-ตำรวจ" ถูกบ่มเพาะให้มีวินัย-จงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ พร้อมทำประโยชน์แทนคุณแผ่นดิน ส่วน"นิพิฏฐ์"แฉซ้ำผู้มีอำนาจต่อรองไม่ให้ยุบพรรคทุจริตลต. หวั่นกระทบรตั้งรบ. หลังพบ "กก.บห."ทุจริตการเลือกตั้งในพื้นที่ "พัทลุง" ชัดเจน เตรียมขอ "กกต."คุ้มครองพยาน หลังหนีออกจากพื้นที่ หวั่นเกรงถูกทำร้าย "เพื่อไทย" ออกแถลงการณ์ย้ำวิธีคำนวนส.ส.แบบบัญชีรายชื่อขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 91 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง มาตรา 128
ที่บ้านสี่เสาเทเวศร์ เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 10 เม.ย.62พล.อ.เปรม ตินสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เปิดบ้านพักให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นำคณะรัฐมนตรี(ครม.) พร้อมด้วยผู้บัญชาการเหล่าทัพ เข้ารดน้ำขอพร เนื่องในเทศกาลวันสงกรานต์ประจำปี2562
ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นตัวแทนกล่าวอวยพรตอนหนึ่งว่า "ทุกครั้งที่ได้มาที่นี้ รู้สึกอบอุ่นใจมีความสุข ที่ได้พบท่าน ที่มีสุขภาพแข็งแรง สามารถพูดคุยให้คำปรึกษากับพวกเราได้ดี ตลอดเวลาที่ผ่านมาเรามีความผูกพันกันมาอย่างยาวนาน โดยทหารตำรวจทุกคนได้รับการสั่งสอนอบรมเรื่องระเบียบวินัยความจงรักภักดี สิ่งเหล่านี้ปลูกฝังในตัวของเราเสมอมา จนทุกวันนี้ไม่มีวันที่จะเสื่อมคลาย ฉะนั้นสิ่งสำคัญที่สุดในวันนี้คือจะต้องดำรงรักษาสิ่งเหล่านี้ให้ได้ เพื่อตอบแทนคุณแผ่นดิน ซึ่งประธานองคมนตรีได้สั่งสอนพวกเราเสมอมาและเน้นย้ำในสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ อย่างต่อเนื่อง สิ่งเหล่านี้คือประวัติศาสตร์ของแต่ละคน คือเกียรติยศที่เราต้องได้มาจากการทำความดี ไม่ใช่ได้มาจากการทำอย่างอื่น วันนี้พยายามทำทุกอย่างให้สอดคล้อง และนำสิ่งต่างๆ ในอดีตมาประยุกต์มาทำให้สามารถเกิดผลสัมฤทธิ์ โดยเร็วเพื่อประเทศชาติ"
ด้าน พล.อ.เปรม กล่าวว่า ขอขอบคุณนายกฯ เพื่อนของผม พวกเรามีความยินดีที่ได้เห็นนายกฯ และกองทัพกับข้าราชการหน่วยต่างๆ ที่ช่วยกันดูแลชาติบ้านเมือง จนกระทั่งถึงวันนี้พวกเราพูดได้เต็มปากว่ารัฐบาลของนายกฯไม่โกง เพราะเป็นคนที่เห็นแก่ส่วนรวมจริงๆ คนที่จะซื่อสัตย์สุจริต ต้องเป็นคนที่มีความคิดกว้างไกล ทำเพื่อคนอื่น ไม่ ใช่ทำเพื่อตัวเองหรือพวกพ้องพี่น้องที่อยู่ใกล้ชิด ตนพูดกับเพื่อนๆเสมอว่ารัฐบาลนี้เก่ง ยืดอกพูดได้เลยว่ารัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ไม่โกง ถ้าตนพูดผิดนายกฯต้องไปจัดการ ทั้งนี้ขอฝากนายกฯไม่ทราบว่าเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วที่พูดเรื่องนี้การรักษาวัฒนธรรมประเพณีคือการรักษาชาติ พวกเราอายุมากแล้ว ฉะนั้นสิ่งที่จะให้พรร่วมกันอธิษฐาน ขอให้นายกฯ และเพื่อนๆทุกคนไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ขอให้มีร่างกายแข็งแรง จงมีสุขภาพใจที่มุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อคนอื่นให้สำเร็จ มีคนชมเชย และอย่างน้อยให้มีคนตำหนิน้อย และขอให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นแก่นายกฯ และรัฐบาลนี้ รวมถึงคนไทยที่นายกฯดูแลอยู่ ขออัญเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายคุ้มครองนายกฯและพวกเราทุกคน ขอบารมีของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นเกราะกำบังให้เราได้ทำแต่ความดี เพื่อพระองค์ท่าน และชาติบ้านเมืองของเรา ขอให้ทุกคนมีแต่ความดีในตัว ให้ความดีในตัวของเราเป็นประโยชน์ต่อประชาชน 70 ล้านคน และดูแลชาติบ้านเมืองด้วยความมุ่งมั่นที่จะให้ชาติบ้านเมืองของเราก้าวไปข้างหน้าด้วยฝีมือของพวกเรา ด้วยกันคนละไม้คนละมือ ขอบคุณนายกฯอีกครั้ง ตนจะจำความเป็นเพื่อนไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากพล.อ.เปรมให้พรนายกฯ และคณะเสร็จสิ้น พล.อ.ประยุทธ์ได้นำพล.อ.เปรมมาทักทายครม.และผู้นำเหล่าทัพโดยพล.อ.เปรมได้สอบถาม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และรมว.กลาโหม ถึงอาการป่วยว่า "ไหนละป้อม ที่ไม่สบาย ไหนว่าจะไม่มา" ขณะที่พล.อ.ประวิตร ก็มีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส โดยที่มือขวาได้พันผ้าพันแผล นอกจากนี้พล.อ.เปรมได้ทักทาย นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ว่า "เป็นคนที่สามารถตอบได้ทุกเรื่อง ถามอะไรตอบได้เลยใช่หรือไม่" อย่างไรก็ตาม บรรยากาศรดน้ำเป็นไปอย่างชื่นมื่น
ด้าน พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. เปิดเผยว่า พล.อ.เปรมได้เดินเข้ามาพูดคุยว่า "คนนี้ชื่อเสียงดี" และในระหว่างนั้น พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. ได้มารดน้ำขอพรพล.อ.เปรมและพูดคุยกับพล.อ.อภิรัชต์ ว่า "เรื่องเสียงวิจารณ์ไม่ต้องไปสนใจให้ทำงานไป"
ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ผู้สมัคร ส.ส.พัทลุง เขต 2 พรรคประชาธิปัตย์ แถลงย้ำถึงกรณีการทุจริตการเลือกตั้งในพื้นที่ จ.พัทลุง ว่า การทุจริตซื้อเสียงในพื้นที่จ.พัทลุงมีการเตรียมการและทำกันเป็นกระบวนการที่ใหญ่มาก ซึ่งตนได้พูดมาตั้งแต่ก่อนที่จะมีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้ง ส.ส. โดยมีการยื่นเรื่องร้องเรียนต่อ กกต.จังหวัด และนายกู้เกียรติ วงศ์กระพันธุ์ ผวจ.พัทลุงไว้ก่อนแล้ว จากนั้นมีการทุจริตการเลือกตั้งเกิดขึ้นจริง โดยมีการถ่ายบัตรประชาชนจำนวน 40,000 ใบ และขยายไปจนถึง 60,000 ใบ เพื่อดำเนินการในการซื้อเสียง อีกทั้งกรรมการบริหารพรรคการเมืองหนึ่งก็รู้เห็นเป็นใจด้วย ซึ่งจะต้องมีผลให้พรรคการเมืองดังกล่าวถูกยุบพรรคไปด้วย
"แต่ในขณะนี้ มีการต่อรองกันระหว่างพรรคการเมืองดังกล่าวกับผู้ที่มีอำนาจในประเทศนี้ว่าต้องการให้มีการเลือกตั้งใหม่ แต่อย่าให้ถึงขั้นยุบพรรค เพราะถึงขั้นยุบพรรค ก็จะกระทบต่อการจัดตั้งรัฐบาล เพราะหลักฐานที่ผมนำเสนอมาตั้งแต่แรกนั้น ก็เป็นที่ชัดเจนว่าสามารถโยงไปถึงกรรมการบริหารพรรคคนดังกล่าว ซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้จะต้องมีการยุบพรรค"
นายนิพิฏฐ์ กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกัน พยานของตนก็ต้องหนีออกจากพื้นที่เพราะเกรงว่าจะถูกทำร้าย ดังนั้น ในวันนี้ ตนจะยื่นหนังสือต่อ พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) เพื่อขอให้เร่งรัดใน 2 กรณี คือ ขอให้มีการสอบสวนจนได้ข้อยุติโดยเร็วและขอให้มีการคุ้มครองพยาน เพราะตามระเบียบของ กกต.เอง ก็จะมีการคุ้มครองพยานด้วย อีกทั้ง จะเรียกร้องให้หัวหน้า คสช. ให้คุ้มครองและดูแลพยานด้วย เพราะถ้าพยานทุกคนในเรื่องนี้ได้รับบาดเจ็บ ล้มตายไป ตนก็ต้องโทษหัวหน้า คสช. ว่าไม่ดูแลเรื่องนี้
"ผมทำเรื่องการยุบพรรคมา 2 ครั้งแล้ว และหลักฐานในครั้งนี้ แน่นหนากว่า 2 ครั้งที่ผ่านมา เพราะที่ผ่านมา เป็นหลักฐานพยานบุคคลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งพยานบุคคลสามารถพูดเท็จก็ได้พูดความจริงก็ได้ แต่พยานเอกสารโกหกไม่ ได้ เพราะถ้าดูในเชิงของกฎหมาย ก็มีความหนักแน่นมากกว่าครั้งที่ผ่านๆมา "
ขณะเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และแกนนำพรรค ได้เข้าร่วมประชุมเพื่อประเมินสถานการณ์การเมือง และติดตามความเคลื่อนไหวของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ล่าสุด ได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า ตามที่กกต.เผยแพร่ข่าวสารอ้างว่า กกต.ได้เห็นชอบ วิธีการคำนวณ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อตามที่สำนักงาน กกต.ได้เสนอ โดยอ้างว่าเป็นวิธีที่ได้เสนอต่อคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ซึ่งเป็นวิธีที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 91 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ.2561 มาตรา 128 และมาตรา 1 29 ประกอบกับเจตนารมณ์ของระบบเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งผลจากการคำนวณตามวิธีการดังกล่าวทำให้มีพรรคการเมืองได้รับจัดสรร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อไม่น้อยกว่า 25 พรรค ซึ่งรวมถึงพรรคที่มีคะแนนเฉลี่ยต่ำกว่าคะแนนต่อ ส.ส.หนึ่งคนด้วยนั้น พรรคเพื่อไทยเห็นว่าการนำวิธีการคำนวณดังกล่าวมาใช้จะเป็นการขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 91 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ฯ มาตรา 128 และยังขัดต่อหลักตรรกวิทยาด้วย ดังเหตุผลต่อไปนี้
1.การที่พรรคการเมืองใดจะได้รับจัดสรรส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคการเมืองนั้นต้องได้รับคะแนนไม่ต่ำกว่าจำนวนคะแนนต่อส.ส.หนึ่งคน เนื่องจากตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 91 (1)และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.มา ตรา 128 (1) ให้ความสำคัญต่อทุกคะแนนเสียง จึงให้นำทุกคะแนนที่ลงให้กับทุกพรรคการเมืองมารวมกันแล้วหารด้วย 500 คือ จำนวน ส.ส.ทั้งหมด เพื่อให้ได้ค่าเฉลี่ยต่อ ส.ส.1 คน ซึ่งจากคะแนนรวม ของทุกพรรค 35,532,647 คะแนน หารด้วย 500 ผลลัพธ์คือ 71,065 คะแนน ซึ่งตัวเลขนี้จะเป็นตัวกำหนด ส.ส.พึงมีของแต่ละพรรคด้วย จึงเห็นได้ว่าหลักการที่ว่าทุกคะแนนเสียงมีค่าและไม่เป็นคะแนนตกน้ำนั้น ได้นำมาใช้ในการคิดคำนวณในส่วนนี้แล้ว
2. จำนวนส.ส.ที่แต่ละพรรคพึงมีนั้นต้องยึดจำนวนตามที่คำนวณได้เป็นเกณฑ์จะนำไปเฉลี่ยให้กับพรรคที่มีคะแนน ต่ำกว่า 71,065 คะแนน มิได้ เนื่องจากรัฐธรรมนูญมาตรา 91 (2)และพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.มาตรา 128 (2) ให้นำคะแนนที่แต่ละพรรคได้รับจากทุกเขตเลือกตั้งหารด้วยคะแนนต่อ ส.ส.หนึ่งคน (71,065) ผลลัพธ์ คือ จำนวน ส.ส.ที่พรรคนั้นจะพึงมีได้เบื้องต้นและเมื่อนำผลลัพธ์ดังกล่าวไปลบด้วยจำนวน ส.ส.แบบแบ่งเขตของพรรคนั้น ผล ลัพธ์คือจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อที่พรรคนั้นจะได้รับเบื้องต้น ตามมาตรา128 (3) จะเห็นได้ว่าจำนวน ส.ส.ที่พึงมีของแต่ละพรรคก็ดี หรือจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อที่แต่ละพรรคจะได้รับเบื้องต้นก็ดี ล้วนมีฐานมาจากที่พรรคนั้นต้องมีคะแนนไม่ต่ำกว่าคะแนนต่อ ส.ส.หนึ่งคน (71,065 คะแนน) ทั้งสิ้น
3.พรรคการเมืองใดที่มีคะแนนต่ำกว่าคะแนนต่อส.ส.หนึ่งคนคือต่ำกว่า 71,065 คะแนนซึ่งไม่มีจำนวน ส.ส. ที่พึงมีและไม่มี ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อที่จะได้รับเบื้องต้น ตามมาตรา128 (3) ก็ย่อมไม่มีสิทธิได้รับจัดสรรจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อตามมาตรา 128 (4) เพราะตามมาตรา 128 (4) ให้จัดสรร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อให้เฉพาะกับพรรคที่มีสิทธิจะได้รับ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อตามมาตรา 128 (3) เท่านั้น โดยให้จัดสรรเป็นจำนวนเต็มก่อนถ้ายังไม่ครบ 150 คน จึงไปพิจารณาว่าพรรคใดมีเศษจากการคำนวณมากกว่ากัน ดังนั้นเมื่อพรรคใดไม่มี ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อที่จะได้รับเบื้องต้น ก็ไม่มีสิทธิได้รับการจัดสรรดังกล่าว และเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อจากทุกพรรคที่มีคะแนนอยู่ในเกณฑ์ 71,065 คะแนนขึ้นไปมีจำนวน 152 คน เกินมา 2 คน จึงไม่ต้องไปพิจารณาเรื่องเศษจากการคำนวณ และไม่ต้องไปพิจารณาตามมาตรา128 (6) ด้วยเช่นกัน4. พรรคที่จะได้รับการจัดสรร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ตามมาตรา 128 (5) แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ฯ ต้องเป็นพรรคที่มี ส.ส.พึงมีเสียก่อน เนื่องจากการคำนวณตามมาตรา 128 (5) ต้องพิจารณาตามมาตรา 128 (2) เป็นหลักโดยจัดสรรภายใต้เงื่อนไขดังนี้
(1) ถ้าพรรคนั้นมี ส.ส.เขตเท่ากับ หรือ สูงกว่าจำนวนส.ส.ที่พรรคนั้นพึงมี ตามมาตรา 128 (2) ให้พรรคนั้นมี ส.ส.ตามจำนวนที่ได้รับจาก ส.ส.แบบแบ่งเขตและไม่มีสิทธิได้รับจัดสรรแบบ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ
(2) ให้นำ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ไปจัดสรรให้แก่พรรคที่มี ส.ส.แบบแบ่งเขตต่ำกว่าจำนวน ส.ส.ที่พรรคนั้นจะพึงมี ตามมาตรา 128 (2) (3) การจัดสรรข้างต้นต้องไม่มีผลให้พรรคนั้นมี ส.ส.เกินจำนวนที่พึงมีตามมาตรา 128 (2)
ดังนั้น ถ้าพรรคการเมืองใดไม่มี ส.ส. ที่พึงมี ตามมาตรา 128 (2) ตั้งแต่ต้นก็ไม่มีสิทธิได้รับจัดสรร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ตามมาตรา 128 (5) ได้
5.พรรคการเมืองที่มีคะแนนต่ำกว่า 71,065 คะแนน ซึ่งเป็นพรรคที่ไม่มี ส.ส.พึงมี ตามมาตรา128 (2) ไม่มีจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อที่จะได้รับเบื้องต้นตามมาตรา 128 (3) ซึ่งไม่มีสิทธิจะได้รับจัดสรรแบบบัญชีรายชื่อ ตามมาตรา 128 (4) และ (5) พรรคนั้นก็ย่อมไม่อยู่ในเกณฑ์จะได้รับจัดสรร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ตามมาตรา 128 (7) เพราะพรรคเหล่านั้นไม่มีจำนวน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อที่จะได้รับมาตั้งแต่ต้น จึงไม่มีจำนวน ส.ส.ที่จะมาคูณกับจำนวน 150 และหารด้วยผลบวกของ 150 กับจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อที่เกิน 150 คนได้
ดังนั้น เมื่อพิจารณาตามข้อกฎหมายแล้วไม่มีช่องทางใดเลยที่พรรคซึ่งมีคะแนนต่ำกว่า71,065 คะแนน จะได้รับจัดสรร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งพรรคเพื่อไทยได้มีหนังสือลงวันที่ 10 เมษายน 2562 ถึงคณะกรรมการการเลือกตั้งเพื่อให้ทบทวนการคำนวณ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ เสียใหม่ให้ถูกต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายต่อไปแล้ว