ส.ส.จิรวัฒน์ แจงเหตุสวนมติก้าวไกล ปม112 ขอยึดหลักประนีประนอมทั้งสองฝ่าย

การเมือง11 ก.พ. 2564 • 13:58 น.
ส.ส.จิรวัฒน์ แจงเหตุสวนมติก้าวไกล ปม112 ขอยึดหลักประนีประนอมทั้งสองฝ่าย
เมื่อวันที่ 11 ก.พ. 64 นายจิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ ส.ส. กทม. พรรคก้าวไกล ชี้แจงถึงกรณีที่เป็น 1 ใน 9 ส.ส. ของพรรคก้าวไกล ที่ไม่ได้ร่วมลงชื่อในการเสนอแก้ไขกฎหมายประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งไม่เป็นไปตามเสียงส่วนใหญ่ของพรรคก้าวไกล ว่า เรียนพี่น้องประชาชนที่รักทุกท่าน ​ในช่วงเวลานี้ได้มีคนสอบถามเข้ามามากเกี่ยวกับกระแสข่าวในการเสนอแก้ไขกฎหมายมาตรา 112 ที่ปรากฎรายชื่อ ส.ส. ทั้งหมด 9 คน ซึ่งผมอยู่ 1 ใน 9 คนตามที่ปรากฎเป็นข่าว อยากเรียนชี้แจง 1.อะไรคือสาเหตุ อะไรคือเหตุผลที่ทำให้ตัวเองมีจุดยืนไม่เหมือนกับส่วนใหญ่ของพรรคก้าวไกล ก่อนที่ผมจะลงรายละเอียด เรื่องนี้ต้องขยายความ เพื่อที่จะให้เกิดความเข้าใจกับประชาชนที่มีความคาดหวังต่อพรรค ความคาดหวังต่อคนที่เลือกเรามา ในประเด็นก่อนที่ผมจะพูด ผมอยากจะเรียนกับพิธีกรและพี่น้องประชาชนทางบ้านว่า สิ่งที่ผมให้ความเห็นไป ผมต้องวางกรอบในการพูดก่อน คือ ประการที่ 1 ต้องไม่กระทบกับพรรค ประการที่ 2 ต้องไม่กระทบกับสมาชิกที่ได้ลงชื่อไปทั้งหมด 40 กว่าคน ประการที่ 3 ความเห็นส่วนตัวของผม ผมขออธิบายว่ามาตรา 112 ที่ผ่านมาไม่ใช่แค่ปัญหาที่เกิดขึ้นในวันนี้ ถ้าเราย้อนกลับไป ตั้งแต่ปี 2550 การใช้มาตรา 112 แม้กระทั้งรัฐบาลที่ผ่านกระบวนการประชาธิปไตย ถ้าเราเห็นสถิติในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดี เป็นการใช้ผิดวัตถุประสงค์ ดังนั้นรัฐบาลเองในหน่วยงานที่กำกับการใช้มาตรา 112 นำกฎหมายมาตรา 112 มาใช้ผิดวัตถุประสงค์ สิ่งที่ผมจะเรียนคือว่า ผมเห็นด้วยกับการแก้ไขมาตรา 112 แต่มันยังมีมิติบางมุมในทางเนื้อหาและวิธีการแก้ไขซึ่งอาจจะเห็นต่างจากพรรค ซึ่งต้องเคารพมติพรรค แต่ในทางกลับกันต้องหันมาหาเอกสิทธิส่วนตัวของความเป็น ส.ส.เหมือนกัน ซึ่งภาพรวมที่ได้เรียนไปแล้ว ในรายละเอียดเล็กลงมาก็คือว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในทางการเมือง มันคือเกิดขึ้นกับมาตรา 112 ด้วย ว่ามันเป็นความเห็นที่แบ่งกันออกเป็นสองฝ่าย คือฝ่ายหนึ่ง เห็นว่าควรจะแก้ แต่แก้มากแก้น้อยเป็นอีกเรื่องนึง แต่อีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่าไม่ควรแก้ ดังนั้นในความเห็นของผมของนักการเมือง คือเราต้องหาความประนีประนอมของทั้งสองฝ่าย ในกรณีที่มีความขัดแย้งทางการเมืองที่รุนแรง ในมิติของผม ผมเห็นว่าถ้าเราจะแก้ มาตรา 112 ผมเห็นว่าถ้าเรายังคงมาตรา 112 ไว้ก่อน แล้วลดโทษลงมาได้ไหม ในการที่มีการปรับแก้มาตรา 112 ล่าสุดคือสมัยที่มีการปฏิวัติของพลเรือเอกสงัด ชะลออยู่ แล้วมีการใช้คำสั่งคณะปฎิรูป จากเดิม 7 ปี ก็เปลี่ยนมาเป็น 3-15 ปี ซึ่งมันเป็นโทษค่อนข้างสูง ซึ่งบริบททางการเมืองในวันนั้นกับวันนี้อาจจะต่างกัน แต่ในวันนี้เรื่องเสรีภาพและสิทธิมนุษยชนพัฒนาการไปแล้ว ผมเห็นว่าในการขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบันอาจจะต้องคงมาตรา 112 ไว้ก่อน ส่วนว่าจะยกหมวด หรือแยกหมวด เราควรจะต้องพูดคุยกันในวาระต่อไป ซึ่งเป็นเรื่องของการพิจารณาทางกฎหมาย ดังนั้นในความเห็นของผม ถ้าหากจะต้องเซ็นผมคิดว่าคงมาตรา 112 ไว้ แล้วปรับลดโทษลงมา ทีนี้ในทางกระบวนการนิติบัญญัติที่สำคัญที่สุดเวลาที่กฎหมายมันจะผ่านออกไปได้มันต้องผ่านทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายร่วมรัฐบาล และสมาชิกวุฒิสภา รวมถึงต้องรอดพ้นจากการตีความของศาลรัฐธรรมนูญด้วย ดังนั้นในทางการเมืองผมมองในความเป็นไปได้ในทางการเมือง และอยากที่จะมีความประนีประนอม อย่างไรก็ตามผมเคารพมติพรรคและเพื่อนสมาชิกเพื่อนทุกคน แต่ว่าอันนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผมที่ผมต้องแสดงทัศนะผ่านพี่ ๆ สื่อมวลชน และพิธีกร รวมถึงประชาชนที่รอฟังทางบ้านว่าเกิดอะไรขึ้นกับ 9 รายชื่อ แต่ว่า 1 ใน 9 รายชื่ออันนี้คือความเห็นส่วนตัวของผม 2.แล้วได้ชี้แจงกับคนอื่น ๆ ของพรรคด้วยไหม ในเห็นผลนี้ ตอบ ผมได้ชี้แจงผ่านกระบวนการที่ประชุมของพรรค แต่ว่าในรายละเอียดมันเป็นเรื่องภายในพรรค ผมขออนุญาตไม่พูด แต่ว่าได้ผ่านกระบวนการที่ประชุมพรรคตามปกติ 3.นโยบายมาตรา 112 ของพรรค โดยในความเห็นส่วนตัวจะไปขัดแย้งกับพรรค และจะมีผลอะไรเทียบเคียงบ้างไหม ตอบ เดิมทีเอาเข้าจริง ถ้าเราย้อนกลับไปดูบทให้สัมภาษณ์ในการก่อตั้งอดีตที่ผ่านมา ซึ่งผมเคยอยู่พรรคอนาคตใหม่ จริง ๆ แล้วเราไม่มีนโยบายในการแตะมาตรา 112 แต่ว่าด้วยความที่ว่าปัจจุบันเราต้องยอบรับตามตรงว่ามันมีการใช้มาตรา 112 ที่ผิดวัตถุประสงค์ อย่างที่ผมบอก คือมันมีการใช้ที่มีการปิดกั้นสิทธิเสรีภาพ และเป็นการใช้ที่มีลักษณะเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ตรงนี้นี่แหละที่มันเกิดความเร่งเร้า เนื่องจากรัฐบาลนำมาตรา 112 เปรียบเสมือนนำมาเป็นนโยบายของรัฐบาลในการจัดการกับผู้ชุมนุม มันจึงเกิดกระแสการแก้ไขมาตรา 112 ดังนั้นวันนี้ไม่ต้องกลับไปถามเลยว่า ใครเป็นคนที่ปลุกปั่น ยุยงให้เกิดมิติในด้านของการเกิดกระบวนความคิดที่ต้องมีการแก้ ดังนั้นมาตรา 112 เปรียบเสมือนรัฐบาลนำมาใช้เป็นนโยบาย ดังนั้นพรรคก้าวไกลเห็นว่าต้องมีการแก้ การแก้ไม่ได้หมายถึงว่ากระทบในมติ หรือหย่อนในเรื่องของสถาบัน แต่เราอยากเห็นว่า การนำใช้มาตรา 112 ต้องไม่ใช่การใช้ผิดวัตุประสงค์ และต้องไม่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของผู้ชุมนุม ประชาชน แต่เนื้อหาและวิธีการอาจเห็นต่างกันได้ ซึ่งได้ชี้แจงแล้วว่าผมเห็นต่างอย่างไร 4. ถ้าไม่ลงชื่อจะมีผลของคนภายนอกที่มองเข้าไปในพรรคไหมว่า มีความไม่เป็นเอกภาพเกิดขึ้น ตอบ การเมืองหากย้อนกลับไป มันมีการถกเถียงกันมากมาย มันเป็นเรื่องพื้นฐานของประชาธิปไตย คือมันมีความเห็นแตกต่างกันได้ ซึ่งท้ายที่สุดแล้วกฎหมายก็ต้องเข้าสู้กระบวนการ แต่ผมอยากจะให้ประชาชนที่อาจจะมีความคาดหวัง แล้วเป็นประเด็นที่มีความเป็นกฎหมายพิเศษอยู่แล้ว กลับกลายมาเป็นประเด็นทางการเมืองที่ค่อนข้างจะร้อนแรง แน่นอนว่าประชาชนอาจจะมองและวิเคราะห์ว่ามีความขัดแย้งอะไรหรือเปล่า แต่ผมอยากจะเรียนว่าจริง ๆ มันเป็นเรื่องประชาธิปไตยภายในพรรคและเป็นเอกสิทธิ์ส่วนตัว และผมขออนุญาตสงวนความเห็นไว้ตรงนี้ “ดังนั้นผมเห็นด้วยกับการแก้ไขมาตรา 112 แต่อาจเห็นต่างกันในเนื้อหาและวิธีการในการแก้ไข ซึ่งผมเห็นว่าควรคงมาตรา 112 ไว้ แต่ให้ลดโทษจากที่มีอัตราโทษสูงตั้งแต่ 3-15 ปี นั้นให้ลดลงไม่เกิน 3 ปีเหมือนสมัยรัชกาลที่ 5 หรือให้สอดคล้องกับความทันสมัยของโลกและบ้านเมืองปัจจุบันก็ควรปรับลดลงมาอีกอาจเหลือไม่เกิน 1 ปี หรือน้อยกว่า 1 ปี เป็นต้น และควรจำกัดผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษที่เป็นผู้เสียหายจริง ๆ เช่น ให้กรมราชเลขานุการในพระองค์เป็นผู้กล่าวโทษ หรือนากยกรัฐมนตรี เป็นผู้กล่าวโทษได้เท่านั้น”