คอลัมน์ทหารประชาธิปไตย... ผลงานของคสช.ในรอบ 3 ปี ในมุมมองของคนเดินดิน
คอลัมน์ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ
ทหารประชาธิปไตย
ผลงานของคสช.ในรอบ 3 ปี
ในมุมมองของคนเดินดิน
เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับประเด็นว่าเรามองประเทศไทยอย่างไร และก็ไม่เกี่ยวกับว่าเรารักประเทศไทยหรือไม่ เพราะในความเป็นจริงประเทศไทยย่อมเป็นที่รักของคนไทยทุกคน เพียงแต่บางคนอาจจะไปมีมุมองในแง่ดีแล้วเอามาขยายความ แต่บางคนอาจมีมุมองในแง่ร้ายก็เอามาขยายความ ซึ่งหน้าที่ของคนไทย และรัฐบาลไทยก็ต้องรับฟังรับคิดและนำไปเป็นโจทย์ในการแก้ปัญหา ซึ่งแน่นอนก็ต้องกรองหลายๆชิ้น สกัดเอาที่มันเป็นปัญหาจริงๆด้วยจิตสำนึกที่เป็นกลาง ไม่ใช่ว่าถูกใจก็ชม ไม่ถูกใจก็ด่า ซึ่งก็เฉกเช่นเดียวกับพฤติกรรมในสื่อทั้งกระแสหลัก และสือสังคมออนไลน์ที่เป็นอยู่
ทำไมถึงว่าเป็นหน้าที่ของคนไทย ไม่ใช่แค่รัฐบาล ก็เพราะปัญหาหลายปัญหามันเกิดจากพฤติกรรมของคนไทยนั่นเอง ถ้ายังไม่มีจิตสำนึกที่จะแก้ปัญหาด้วยการแก้ที่ตัวเองก่อน ปัญหาเหล่านั้นก็ไม่มีทางหรือยากจะแก้ เช่น การขาดวินัย ความเห็นแก่ตัว ขาดความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความซื่อสัตย์สุจริตต่อตัวเอง และต่อสังคม รวมทั้งความรับผิดชอบต่อหน้าที่
แต่เรื่องนี้ผู้เขียนจะขอวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลคสช.ที่ผ่านมา 3 ปีในมุมมองของคนเดินดิน ไม่ใช่มุมมองของฝ่ายรัฐบาล หรือพวกบนหอคอยงาช้าง และสื่อบางฉบับ ซึ่งแน่นอนย่อมไม่เป็นที่สบอารมณ์นายกตู่ เพราะเราจะมีมุมมองที่แตกต่างออกไป
ประเด็นแรก ขอเริ่มที่มุมมองด้านเศรษฐกิจ ในมุมนี้ต้องบอกว่ารัฐบาลคสช.สอบตก เพราะสิ่งที่อ้างหลายอย่างมันไม่ได้เป็นอย่างที่โฆษณาหรือมองกันต่างมุม เช่น เรื่องการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ รัฐบาลบอกว่าเศรษฐกิจจะดีกว่าตอนเข้ามายึดอำนาจใหม่ๆ เรื่องนี้ก็คงเห็นด้วยบางส่วน เพราะตอนนั้นบ้านเมืองมันวุ่นวายมาก ส่วนใครอยู่เบื้องหน้า เบื้องหลังความวุ่นวายจะไม่ขอพูดถึง เอาเป็นว่าคสช.ทำให้เศรษฐกิจทรงตัว และกระเตื้องขึ้นอยู่ประมาณร้อยละ 2-3 และคาดว่าปี 60 จะขึ้นไปถึงร้อยละ 3.5-5 ทีเดียว
นั่นคือความเจริญเติบโตอาจดีขึ้นตามที่อ้าง แต่การกระจายรายได้มันแย่ลง และรายได้คนระดับล่างยังคงตกต่ำอยู่ เช่น ผลผลิตทางการเกษตรมีราคาที่ตกต่ำ จะกระเตื้องขึ้นบ้างก็มีราคายางแต่ก็ชั่วคราว ขณะที่ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคเริ่มขยับตัวขึ้น ค่าไฟฟ้าก็ขยับขึ้นด้วยกว่า 10% แล้วชาวบ้านระดับล่างจะอยู่กันอย่างไร รัฐบาลก็ใช้วิธีสุกเอาเผากิน และไม่ค่อยแตกต่างจากรัฐบาลที่แล้ว คือ ประชานิยม แต่เปลี่ยนชื่อเป็นประชารัฐ เอาฝ่ายราชการมาร่วมด้วยก็เสร็จ ท่านขรก.นะซิครับ รัฐบาลใช้วิธีง่ายๆ เช่น การแจกเงินคนจน แจกเงินเกษตรกรอะไรทำนองนั้น แต่ประกาศแนวนโยบายเศรษฐกิจที่องค์การสหประชาชาติว่าจะยึดแนวเศรษฐกิจพอเพียงตามพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งไม่เคยนำมาสู่การปฏิบัติอย่างจริงจัง แต่เอานโยบายแจกปลาไปให้แทนการสอนให้ตกปลา แถมทำตัวอย่างที่เป็นไปในทางตรงข้าม เช่น การกู้หนี้สาธารณะปีละ 2-3 แสนล้าน พร้อมประกาศว่าจะขาดดุลไปอีก 6 ปี ใช้จ่ายก็ฟุ่มเฟือย ซื้อของ ซื้ออาวุธอย่างไม่จำเป็น เพราะถ้ามันเกิดสงครามจริง อาวุธที่มีอยู่ก็ไม่พอคนของเราก็ไม่พร้อม จะสะสมเท่าไรจึงพอ แล้วจะรบกับใคร ในเมื่อมีการประเมินทางยุทธศาสตร์แล้วได้ข้อสรุปว่าจะไม่เกิดสงครามใหญ่กับประเทศเพื่อนบ้าน แต่อาจมีการกระทบกระทั่งบ้างตามแนวชายแดน ปัญหาหลักคือการก่อความไม่สงบภายในประเทศ ถ้าไปทำตัวเป็นอึ่งอ่างเบ่งพองจะให้ใหญ่เท่าวัวท้องก็จะแตกตาย ขนาดประเทศเศรษฐีน้ำมันยังถังแตก เพราะไปเชื่อมหาอำนาจไปสะสมอาวุธมหาศาล
ปัญหาภาคใต้ก็ใช้งบประมาณรวมการทหารและความมั่นคงตั้งแต่ปี 2547 -2558 รวมแล้ว 234,067.3 ล้านบาท แต่เหตุการณ์ก็ยังคงประทุคุกรุ่นอยู่อย่างนี้ นี่ไม่ได้โทษว่าเจ้าหน้าที่ระดับล่างเขาทำงานไม่ดี ไม่เข้มแข็งตรงข้ามเขาทำงานกันเต็มที่ ท่ามกลางความขาดแคลน แล้วทุ่มงบให้มากขนาดนั้น มันขาดแคลนได้อย่างไร แต่ประเด็นสำคัญคือได้มีการทบทวนนโยบายกันบ้างหรือไม่ เพราะถ้านโยบายมันถูกต้องหรือยุทธศาสตร์ถูกต้องมันต้องเห็นผลชัดเจนแล้ว เวลาตั้ง 11 ปีกลับวนไปวนมา ถ้าทำให้สงบได้ภาคใต้จะเป็นด้ามขวานทองฝังเพชรที่สามารถทำให้ประเทศไม่เพียงแต่ลดภาระการใช้จ่าย แต่จะทำรายได้ให้ประเทศมหาศาล อนึ่ง 11 ปีมานี้ก็คณะทหารชุดเดิมและผู้สืบทอดนั่นแหละ
ส่วนการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้ที่ห่างออกไปทุกที รัฐบาลใช้วิธีการแจก ในขณะที่กลไกทางภาษีกลับใช้การเพิ่มภาษีทางอ้อม และลดภาษีทางตรง ทำให้ความแตกต่างทางรายได้ระหว่างคนจนกับคนรวยห่างออกไปอีก เพราะภาษีทางอ้อมมันถูกผลักภาระจากคนรวยไปสู่คนจนในรูปราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้น นี่ยังไม่ต้องพูดถึงการลงทุนภาคเอกชนที่หดหาย การค้าระหว่างประเทศก็ชะงักงัน เพราะอาจจะโทษเหตุการณ์ชะลอตัวของตลาดต่างประเทศโดยเฉพาะจีน แต่การที่การบริโภคมันตกต่ำก็เพราะคนระดับล่างเขาไม่มีเงินซื้อ เงินที่แจกก็ต้องไปใช้หนี้สินครัวเรือนที่ท่วมสูง โดยเฉพาะหนี้นอกระบบ เมื่อคนส่วนใหญ่ไม่มีเงินใช้จ่ายเพื่อการบริโภคนอกจากการกู้หนี้ยืมสิน หนี้ครัวเรือนก็เพิ่มขึ้น การบริโภคก็ลดต่ำลง เมื่อการบริโภคมันลดต่ำลงเศรษฐกิจภาคส่วนการผลิตมันก็ซบเซาที่กระตุ้นอยู่ได้ก็คือการใช้จ่ายภาครัฐที่ทุ่มงบมหาศาล อันเกิดจากการกู้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นจำนวนมากเช่นกัน ครับก็มีบางภาคส่วนที่เติบโตได้เช่น ภาคการบริการและการท่องเที่ยว แต่มันเป็นเศรษฐกิจแบบขาลอยไม่จีรังหากเกิดความตึงเครียดระหว่างประเทศมันก็ฟุบ
ประเด็นที่ 2 ด้านการเมือง คสช.อ้างว่าต้องการปฏิรูปการเมืองเพื่อสร้างความมั่นคงให้แก่ชาติ แล้วสัญญาว่าจะให้มีการเลือกตั้งในวันเวลาหนึ่ง แต่ก็เลื่อนออกไป ซึ่งก็ไม่ใช่ปัญหาหลัก ปัญหาอยู่ที่ว่าคสช.มองการเมืองอย่างไร เข้าใจการเมืองอย่างไร การเมืองระบอบอะไรที่จะสร้างความมั่นคงให้แก่ประเทศชาติ การเลือกตั้งไม่ได้เป็นหลักประกันเลยว่าจะไม่มีการยึดอำนาจโดยทหารอีก แล้วมันมั่นคงอย่างไร ตอนนี้ก็พยายามดิสเครดิตระบอบประชาธิปไตย และส่งเสริมเผด็จการ ปัญหาคือว่าแน่ใจนะว่าระบอบเผด็จการนั้นจะทำให้ประเทศชาติมั่นคง มั่งคั่งยั่งยืนได้อย่างไร แม้จะออกกฎหมายมามากมาย และมักจะอ้างกฎหมายต่างๆนานา แต่ที่มาของกฎหมายมันมาจากไหน ประชาชนมีส่วนร่วมหรือเปล่าถ้าเป็นอย่างที่เป็นอยู่ อย่ามาอ้างนิติรัฐ นิติธรรมเลย เพราะมันไม่มี
ประเด็นที่ 3 เรื่องการปฏิรูปสังคม เรื่องแรกที่ทหารมักใช้เป็นข้ออ้างคือรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งมีการคอร์รัปชั่นมากมาย คสช.ก็อ้างเหตุนี้ด้วยเช่นกันในการยึดอำนาจ แล้วคอร์รัปชั่นมันเบาบางกันบ้างไหม มันก็แค่ในช่วงที่รัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง คอร์รัปชั่นมันแพร่ระบาดไปสู่ระดับล่าง อย่างการปกครองท้องถิ่น แต่พอรัฐบาลยึดอำนาจการคอร์รัปชั่นมันกระจุกตัวในกลุ่มพวกพ้อง และข้าราชการระดับสูงต่างหาก คสช.แก้ปัญหานี้ได้หรือไม่ 3 ปี มานี้ยังไม่ปรากฏว่าแก้ได้ นอกจากไปเชคบิลพวกรัฐบาลที่แล้วซึ่งก็ดีแหละ แล้วพวกที่โกงกินในรัฐบาลนี้ไม่มีเลยหรือ คงไม่ต้องมาบอกว่าเอาใบเสร็จมาดูนะ
อีกเรื่องของสังคมที่สำคัญมากๆ คือเรื่องการศึกษา ยังไม่ปรากฏว่าคสช.ปฏิรูปการศึกษาใดๆที่เป็นนัยสำคัญ นอกจากจัดเวลาเรียน ลดเวลาเรียน ในระดับประถม มัธยม แต่โรงเรียนในต่างจังหวัดก็คงยังขาดแคลนทั้งครูและเครื่องมือทางการศึกษา ระดับมหาวิทยาลัยก็ไล่จัดการกับมหาวิทยาลัยเอกชน และราชภัฏซึ่งก็ใช่จะต้องปรับปรุงคุณภาพ แต่รัฐช่วยอะไรเขาบ้าง มีซอฟโลนให้ไม๊เพราะการลงทุนด้านการศึกษามันให้ผลตอบแทนน้อยและใช้เวลานานกว่าจะคืนทุน ดังนั้นบางผู้ประกอบการจึงคิดทางลัดด้วยการขายปริญญา ยิ่งตอนนี้จำนวนนักเรียน นักศึกษาลดลง ทั้งโรงเรียน และมหาวิทยาลัย ยิ่งถูกกดดันหนักเพื่อให้อยู่รอด แล้วแก้อย่างไร ปฏิรูปอย่างไร จึงใช้เวลาตั้ง 3 ปี แต่ไม่เห็นผลชัดเจนอะไร
ยังไม่เห็นการปฏิรูปคุณภาพครูที่เป็นรูปธรรมชัดเจน ยังไม่เห็นการปฏิรูปหลักสูตร ให้ตอบสนองความต้องการของสังคม คือมีทั้งความรู้คู่คุณธรรม ยังไม่เห็นการปฏิรูประบบการศึกษา ทั้งรูปแบบและโครงสร้าง ในขณะที่รองนายกฯฝ่ายเศรษฐกิจจะผลักดันประเทศไทยไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 แต่การศึกษาหรือถ้าพิจารณาในองค์รวมคือการพัฒนาคุณภาพของทรัพยากรมนุษย์ยังไม่มีการขยับอะไรเลย ที่สำคัญประชาชนไม่ได้มีส่วนร่วมอย่างจริงจังเลย แล้วมันจะขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกาได้อย่างไร ในเมื่อยังมีลักษณะเป็นการบัญชาการจากหอคอยงาช้างโดยกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น
เอาเรื่องเบาๆบ้าง มีคนเขาวิจารณ์ว่านายกฯน่าจะไปฝึกหัดการพูดในที่สาธารณะ หรือออกทีวีใหม่ เพราะพูดรัวเร็ว หลายครั้งสับสนคนฟังก็พลอยสับสน นักข่าวก็คงสับสนไปด้วย นี่ 3 ปีแล้วก็ยังเหมือนเดิม จนแฟนคลับเงิบกันไปไม่น้อย ไม่รู้ว่าเรื่องอย่างนี้จะรับฟังได้หรือไม่ มันง่ายๆครับ นั่นคือปฏิรูปตัวเองเพื่อเป็นแบบอย่างให้คนไทยทั้งหลายได้ปฏิรูปตนเองตามผู้นำ
http://www.siamrath.co.th/n/16012