ส.ส.ปชป.จับผิด“สนธิรัตน์”นโยบายปฎิรูปพลังงานหนุน B10-E20 ช่วยเกษตรกร กลับจำกัดความน้ำมันเชื้อเพลิงต้องมาจากการปิโตรเลียมแทน ทำชาวสวนสูญ 6 หมื่นล.ต่อปี
เมื่อวันที่ 12 ก.พ.น.ส.พิมพ์รพี พันธุ์วิชาติกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เสนอรัฐบาลทบทวนแผนปฏิรูปประเทศพลังงาน ในส่วนของพลังงานทางเลือก เนื่องจากแผนที่กำหนดออกมาดูเหมือนจะลืมเกษตรกรไป เพราะการใช้เงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมาอุดหนุนให้เกิดการซื้อผลผลิตด้านการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นมันสำปะหลัง อ้อย หรือ ปาล์ม ไปผลิตแก๊สโซฮอล และไบโอดีเซลมาตั้งแต่ปี 2547 ซึ่งเกษตรกรก็ปลูกพืชตามแนวนโยบายที่รัฐบาลวางไว้ แต่นโยบายเหล่านี้กำลังจะถูกยกเลิกไป โดยกองทุนน้ำมันน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีมาตั้งแต่ปลาบปี 2547 ได้รับการเปลี่ยนแปลงจาก สนช. 27 ก.พ. 2562 ด้วยการปลดความสำคัญของพลังงานทางเลือกจากแกสโซฮอลล์ และไบโอดีเซล ออก ให้คำจำกัดความของคำว่าน้ำมันเชื้อเพลิงว่า ต้องมาจากการปิโตรเลียมเท่านั้น โดยจะใช้แผนดังกล่าวหลังจากนี้สามปี ซึ่งจะทำให้อ้อย มันสำปะหลัง ปาล์มเพื่อการพลังงานขายไม่ได้อีกแล้ว โดยอ้อยจะมีผลผลิตส่วนเกินจากที่เคยผลิตน้ำมัน 3.6 ล้านลิตร มูลค่า 1.5 หมื่นล้านบาท มันสำปะหลัง 2.29 ล้านลิตร มูลค่า 1.5 หมื่นล้านบาท และปาล์มน้ำมัน 1.5 ล้านตัน เป็นมูลค่า 3 หมื่นล้านบาท จากการยกเลิกโครงการนี้
“เป็นความย้อนแย้งของแนวคิดรัฐบาลที่เคยสนับสนุนให้พืชเหล่านี้เป็นพืชพลังงาน เป็นพืชเศรษฐกิจ เกษตรกรก็ปลูกตามนโยบายรัฐบาล มาวันนี้เปลี่ยนแปลงใหม่ ใครจะรับผิดชอบต่อความสูญเสียที่เกษตรกรจะได้รับ วันนี้รัฐบาลยังไม่มีความชัดเจนจะทำอย่างไรกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น การปฏิรูปประเทศที่ไม่มองอย่างรอบด้าน ไม่คำนึงถึงประชาชน อาจจะสร้างปัญหาในระยะยาว เราบอกว่าปาล์มใช้น้ำมันบี 10 เป็นน้ำมันพื้นฐาน ตั้งแต่เดือนมกราคมปีที่แล้ว ในแต่ละวันเราใช้น้ำมันดีเซล 65 ล้านลิตร เป็น บี 10 เพียงแค่ 24 ล้านลิตร หรือแค่ร้อยละ 30 เป็น บี 7 มากถึง 40 ล้านลิตร หรือคิดเป็นร้อยละ 60 ขณะที่บี 20 ที่จะช่วยลดมลพิษฝุ่น PM 2.5 ได้ดีที่สุด ใช้แค่ร้อยละ 1 เท่านั้น จากตัวเลขนี้จะเห็นว่านโยบายรัฐบาลมีความย้อนแย้งกันเอง บอกว่าจะสนับสนุน บี 10 แต่กลายเป็นว่าบี 10 มีการใช้น้อย แต่นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีพลังงานในขณะนั้นกลับตีปี๊บประกาศนโยบายลุยบี 10 อี 20 เป็นน้ำมันบนดิน ดันราคาพืชผลเกษตร แล้ววันนี้เป็นยังไงคะ เกษตรกรกำลังถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ท่านนายกฯจะทิ้งเกษตรกรจริง ๆ หรือคะ”น.ส.พิมพ์รพี กล่าว
ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวด้วยว่าสินค้าเกษตรไทยมีพืชหลักอยู่ 5 ชนิด คือ ข้าว อ้อย มันสำปะหลัง ยางพารา และปาล์มน้ำมัน แต่พืชสามชนิดกำลังจะได้รับผลกระทบอย่างหนัก จากนโยบายด้านพลังงานของรัฐบาลนี้ ถ้าไม่แก้ไขอีกสามปีข้างหน้ากว่าครึ่งของเกษตรกรทั้งประเทศจะได้รับความเดือดร้อนมหาศาล จึงขอตั้งคำถามว่าการปฏิรูปประเทศของรัฐบาลมองอย่างรอบด้านหรือยัง วางประโยชน์ไว้ที่ประชาชนจริงหรือเปล่า ได้คำนวณความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับรายได้ของเกษตรกรหรือไม่ และจะมีการทดแทนแก้ไขอย่างไร นอกจากนี้อยากให้มองไปที่ประเทศมาเลเซียด้วยว่าเขากำหนดนโยบายพลังงานกันอย่างไร มาเลเซียสนับสนุนให้มีการใช้บี 30 แต่ไทยเรากำลังจะยกเลิกไปใช้บี 7 ขณะที่ยน้ำมันปาล์มร้อยละ 60 ในประเทศใช้เพื่อการพลังงาน เรามีผลผลิต 3 ล้านตันต่อปี 1.8 ล้านตันใช้เพื่อการผลิตพลังงาน ถ้าการผลิตพลังงานทางเลือกเหลือแค่บี 7 รัฐบาลจะเยียวยาผลผลิตส่วนเกินที่ไม่รู้จะไปขายใครอย่างไร สุดท้ายก็กลับมาเป็นภาระด้านงบประมาณที่ต้องอุดหนุนไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง ท่านคิดประหยัดเงินด้านหนึ่งแต่ไปโผล่เป็นรายจ่ายอีกด้านหนึ่ง ถ้าเป็นเชิงธุรกิจคงเจ๊งไปแล้ว แต่ที่เจ๊งก่อนคือเกษตรกร อาจต้องมีการขายสวนปาล์มทิ้ง หรือเลิกปลูก แล้วจะทำอาชีพไหนทดแทน สิ่งที่อยากฝากถึงรัฐบาลคือ อย่าเห็นแก่ผลประโยชน์เฉพาะหน้า ผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม ถ้าท่านไม่รู้ วันนี้ได้แจกแจงให้รู้แล้ว ขอให้แก้ไขเรื่องนี้เพื่อให้อั่งเปากับเกษตรกรด้วย