"เอ็ดดี้ อัษฎางค์" เบรกสังคม! ซัดปม ฮ.ยิงชาวบ้านใต้ ชี้ข้อกล่าวหาขัดหลักยุทธวิธี ยันอย่ามโนภาพมั่ว
"เอ็ดดี้ อัษฎางค์" เบรกสังคม! ซัดปม ฮ.ยิงชาวบ้านใต้ ชี้ข้อกล่าวหาขัดหลักยุทธวิธี ยันอย่ามโนภาพมั่ว
เมื่อวันนี้ 27 สิงหาคม 2569 นายอัษฎางค์ ยมนาค หรือ เอ็ดดี้ นักวิชาการอิสระ โพสต์เฟสบุ๊กระบุว่า
เรื่อง “ฮ.ยิงชาวบ้าน”
อย่าเพิ่งตัดสินจากภาพที่เราจินตนาการขึ้นมา
ลองดูว่าทางยุทธวิธี มันทำกันได้จริงหรือไม่
#อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ
วันนี้ข้อถกเถียงเรื่องเฮลิคอปเตอร์ยิงประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงดุเดือด ต่างฝ่ายต่างหยิบเหตุผลมาสนับสนุนข้อสรุปของตนเอง บางคนถึงกับคำนวณมุมยิง ระยะ และวิถีกระสุนกันด้วยตรีโกณมิติ
แต่มีเรื่องหนึ่งที่ผมคิดว่าสังคมยังพูดถึงกันน้อยเกินไป นั่นคือ
“ความเป็นไปได้ในการปฏิบัติจริงทางยุทธวิธีอากาศ–พื้นดิน”
ผมจึงลองนำข้อมูลจากผู้ที่เคยรับผิดชอบงานยุทธการอากาศในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้โดยตรง มาเรียบเรียงให้เห็นภาพว่า การนำเฮลิคอปเตอร์ขึ้นปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ โดยเฉพาะในเวลากลางคืน ไม่ใช่เรื่องที่นักบินจะเห็นใครอยู่ข้างล่างแล้วบินลงไปยิงได้ตามใจชอบ
ย้อนกลับไปในยุคแรกของการปฏิบัติการใน จชต. ซึ่งระบบสนับสนุนทางอากาศยังไม่ได้พร้อมเหมือนปัจจุบัน หน่วยงานในพื้นที่ต้องจัดทำสนามเฮลิคอปเตอร์กระจายไว้ตามจุดต่าง ๆ เพื่อใช้ส่งกำลังหรือเคลื่อนย้ายกำลังอย่างเร่งด่วนในเวลากลางคืน
เหตุผลหนึ่งก็คือ การเดินทางทางถนนในบางช่วงมีความเสี่ยงจากการลอบโจมตี รวมถึงการโปรยตะปูเรือใบเพื่อสกัดรถเจ้าหน้าที่
แต่การจะให้เฮลิคอปเตอร์ลงสนามแห่งหนึ่งในเวลากลางคืน ไม่ได้เกิดขึ้นจากการที่นักบินเห็นพื้นที่ว่างแล้วบินลงไปได้เลย
ขั้นแรก ต้องมีเจ้าหน้าที่ไปตรวจสนามทางภาคพื้นก่อน
ต้องดูขนาดพื้นที่ ทิศทางขึ้นลง สิ่งกีดขวาง แนวต้นไม้ เสา สายไฟ ภูมิประเทศ ตลอดจนทิศทางที่เหมาะสมต่อการบินเข้าและออก
จากนั้นจึงนำนักบินเข้าไปทำความคุ้นเคยกับสนามในเวลากลางวันและทดลองลงสนามจริง
หลังจากนั้นจึงมีการฝึกบินและลงสนามในเวลากลางคืนโดยใช้อุปกรณ์ช่วยการมองเห็น รวมถึงต้องฝึกเจ้าหน้าที่ภาคพื้นในการรับเฮลิคอปเตอร์ ทดสอบระบบสื่อสาร และกำหนดขั้นตอนประสานงานระหว่างอากาศกับภาคพื้นให้ชัดเจน
ผมเล่ารายละเอียดตรงนี้เพื่อให้เห็นประเด็นหนึ่งว่า
“ปฏิบัติการทางอากาศในเวลากลางคืนต้องมีการวางแผนและประสานงานล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ”
ไม่ใช่เรื่องที่เฮลิคอปเตอร์ลำหนึ่งบินผ่านมา แล้วคนบนเครื่องจะเห็นใครบางคนข้างล่าง ก่อนให้นักบินบินเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา ไล่ตามภูเขา เพื่อเปิดโอกาสให้คนในห้องโดยสารยิงเป้าหมายได้อย่างง่ายดาย
ยิ่งเมื่อกลับมาดูภูมิประเทศบริเวณจุดเกิดเหตุ ซึ่งเป็นพื้นที่ภูเขา คำอธิบายว่าเฮลิคอปเตอร์บินต่ำติดตามบุคคลหรือรถไปตามภูมิประเทศในเวลากลางคืน จึงมีคำถามทางการบินอย่างมาก
เพราะนักบินไม่ได้ต้องคิดเพียงเรื่อง “ตามเป้าหมายให้ทัน”
เขาต้องคิดถึงภูเขา แนวต้นไม้ สิ่งกีดขวาง ระดับความสูง ทัศนวิสัย ความปลอดภัยของอากาศยาน และชีวิตของคนทั้งลำ
อีกเรื่องที่แทบไม่มีใครพูดถึงคือ การชี้เป้าจากภาคพื้นสู่อากาศ
สมมติว่ามีด่านตรวจหรือหน่วยภาคพื้นพบคนที่ต้องสงสัย
คำถามคือ เขาจะบอกเฮลิคอปเตอร์อย่างไรว่า
“คนไหนคือเป้าหมาย?”
ในเวลากลางคืน เมื่อมองลงมาจากอากาศ คนบนพื้นมีขนาดเล็กมาก การจะบอกว่า “คันนี้ คนนี้ ตรงนี้” จำเป็นต้องมีระบบการติดต่อ ตำแหน่งพิกัด ขั้นตอนชี้เป้า และการซักซ้อมระหว่างหน่วย
มันไม่ใช่การโทรบอกนักบินว่า “คนที่กำลังวิ่งอยู่นั่นแหละ”
และนี่นำไปสู่อีกคำถามหนึ่งที่ผมคิดว่าสำคัญมาก
ตามเรื่องที่กำลังเล่ากัน มีการกล่าวถึง “จ่า” คนหนึ่งอยู่บนเฮลิคอปเตอร์และเป็นผู้ยิง
ถ้าเป็นเช่นนั้น เราต้องถามต่อว่า
จ่าคนนี้คือใคร?
ขึ้นเฮลิคอปเตอร์ในฐานะอะไร?
นั่งอยู่ตำแหน่งใด?
ใช้อาวุธชนิดไหน?
แล้วเขามีอำนาจในสายการบังคับบัญชามากถึงขนาดสามารถสั่งนักบินซึ่งเป็นนายทหารสัญญาบัตรให้บินซ้าย บินขวา ลดระดับ หรือเปลี่ยนทิศ เพื่อให้ตนเองยิงเป้าหมายได้จริงหรือ?
เขาติดต่อกับนักบินจากห้องโดยสารอย่างไร?
ใครเป็นผู้ระบุว่าบุคคลบนพื้นคือเป้าหมาย?
ใช้เครื่องมืออะไรในการชี้เป้า?
และหน่วยภาคพื้นติดต่อกับเฮลิคอปเตอร์ผ่านระบบใด?
คำถามเหล่านี้ไม่ใช่การพยายามช่วยทหารแก้ตัว
แต่เป็นการทดสอบ “ความสมเหตุสมผลของข้อกล่าวหา” ด้วยวิธีเดียวกับที่เราควรทดสอบคำชี้แจงของฝ่ายทหาร
ถ้ามีการยิงจริง ก็ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าใครยิง จากอาวุธชนิดใด และใครเป็นผู้สั่ง
แต่ถ้าจะกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่บนเฮลิคอปเตอร์ของรัฐใช้อาวุธยิงประชาชน เราก็ควรถามให้ครบเช่นกันว่า เหตุการณ์ตามที่เล่ากันนั้นสามารถเกิดขึ้นได้จริงภายใต้ระบบการบิน การบังคับบัญชา การประสานงาน และข้อจำกัดทางยุทธวิธีหรือไม่
เพราะ “มีเฮลิคอปเตอร์บินอยู่ในบริเวณนั้น”
กับ
“เฮลิคอปเตอร์ลำนั้นเป็นผู้ยิง”
เป็นข้อเท็จจริงคนละเรื่องกัน
และสิ่งที่อันตรายที่สุดในพื้นที่ซึ่งมีความขัดแย้งสะสมมายาวนาน คือการนำช่องว่างระหว่างสองเรื่องนี้มาเติมด้วยข้อสันนิษฐาน แล้วเผยแพร่ข้อสันนิษฐานนั้นจนประชาชนเข้าใจว่าเป็นข้อเท็จจริง
ผมไม่ได้เสนอให้ใครเชื่อทหารโดยไม่ตรวจสอบ
แต่ผมก็ไม่เห็นด้วยกับการกล่าวหาทหารโดยไม่ตรวจสอบเช่นกัน
ถ้าต้องการความจริง เราต้องตรวจทั้งข้อมูลการบิน การสื่อสาร รายชื่อผู้ปฏิบัติหน้าที่ อาวุธและกระสุนบนเครื่อง หลักฐานจากจุดเกิดเหตุ วิถีกระสุน และผลนิติวิทยาศาสตร์
เพราะเรื่องนี้ไม่ควรจบด้วยคำถามว่า
“คุณจะเชื่อทหาร หรือเชื่อผู้กล่าวหา?”
แต่ควรจบด้วยคำถามว่า
“ข้อกล่าวหานั้น สอดคล้องกับหลักฐานและความเป็นจริงในการปฏิบัติการหรือไม่?”
นั่นต่างหากคือวิธีแยกข้อเท็จจริงออกจากเรื่องเล่า
#อัษฎางค์ยมนาค #เอ็ดดี้อัษฎางค์ #เฮลิคอปเตอร์ยิงชาวบ้าน #ข่าวชายแดนใต้ #จชต #ดับไฟใต้ #ยุทธวิธีทางอากาศ #ข่าวด่วนวันนี้ #ข่าววันนี้ #ประเด็นร้อน #อ่านเกมอำนาจ #ข่าวการเมือง #ข่าวภาคใต้ #ความมั่นคง #วิเคราะห์ข่าว #นิติวิทยาศาสตร์ #ข้อเท็จจริง #ข่าวเด่น #SEOข่าว