สภาฯ ถกด่วนแก้ท่วมน่าน “ณัฐพงษ์” ชงระบบ Cell Broadcast แจ้งเตือนภัย ดันปฏิรูปงบฯ-ปรับปรุงฝายธงน้อย

การเมือง27 ส.ค. 2569 • 16:28 น.
สภาฯ ถกด่วนแก้ท่วมน่าน “ณัฐพงษ์” ชงระบบ Cell Broadcast แจ้งเตือนภัย ดันปฏิรูปงบฯ-ปรับปรุงฝายธงน้อย

วันที่ 27 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายเลิศศักดิ์ พัฒนาชัยกุล รองประธานสภาฯคนที่สอง ทำหน้าที่ประธานในการประชุม ทั้งนี้ที่ประชุมได้พิจารณาญัตติด่วนจาก สส. หลากหลายพรรคการเมือง ทั้งพรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย พรรคกล้าธรรม และพรรคเพื่อไทย เกี่ยวกับแนวทางการแก้ไขปัญหาอุทกภัยซ้ำซ้อนในหลายพื้นที่ของประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดน่าน เพื่อรวบรวมข้อเสนอแนะส่งต่อไปยังรัฐบาลให้ดำเนินการเร่งด่วน
นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร อภิปรายโดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยในระดับชุมชน โดยเสนอให้อำนาจหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถแจ้งเตือนภัยผ่านระบบ SMS เจาะจงพื้นที่ หรือ Cell Broadcast ได้ทันท่วงที พร้อมทั้งปรับปรุงโมเดลการคาดการณ์ระดับน้ำให้มีความแม่นยำสูงขึ้น เพื่อลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน
ผู้นำฝ่ายค้านฯ ยังชี้ให้เห็นถึงจุดอ่อนของการจัดการภัยพิบัติในปัจจุบันที่ยังขาดศูนย์บริหารภัยพิบัติแบบรวมศูนย์ (Single Command) ที่นำเทคโนโลยีสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) มาบูรณาการข้อมูลและการช่วยเหลือจากทุกภาคส่วน รวมถึงปัญหาความล่าช้าในการเยียวยาผู้ประสบภัยที่ยังพึ่งพาการกรอกเอกสารกระดาษเป็นหลัก
นายณัฐพงษ์ กล่าวสรุปว่า การรับมือภัยพิบัติไม่ควรมองแค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ต้องผลักดันให้อยู่ในแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติฉบับใหม่ พร้อมเสนอให้ปรับปรุงกฎหมาย ปภ. และกฎหมายวิธีการงบประมาณ เพื่อให้การจัดสรรงบประมาณแก้ปัญหาได้ตรงจุด ตลอดจนเสนอให้เร่งปรับปรุงฝายธงน้อยเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มน้ำน่านอย่างเป็นระบบและยั่งยืน

ด้านนายชนาธิป ศุภศิริ สส.แพร่ พรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ความเจ็บปวดของชาวน่านและชาวแพร่นั้นไม่ต่างกัน น้ำท่วมทุกครั้งกวาดทรัพย์สินที่ประชาชนหามาทั้งชีวิต พร้อมชี้แจงถึงข้อสงสัยเรื่องการตัดไม้ทำลายป่าว่า ที่ผ่านมาชาวภาคเหนือพยายามฟื้นฟูและปลูกป่าทดแทนกันอย่างหนัก แต่เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดจากปริมาณฝนตกหนักสะสมสูงถึง 300–380 มิลลิเมตร จากอิทธิพลของปรากฏการณ์ลานีญาและร่องมรสุม ทำให้ดินอุ้มน้ำจนอิ่มตัวและหลากลงมา ซึ่งเป็นภัยธรรมชาติเกินกว่าประชาชนจะรับมือได้เพียงลำพัง
นายชนาธิป ได้เสนอแนวทางกู้วิกฤตต่อรัฐบาล 3 ข้อ 1.เปลี่ยนแผนเร่งด่วนให้เป็นงบประมาณจริงทันที 2.พัฒนาระบบชลประทานลำน้ำสาขา เร่งสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง แก้มลิง และฝายชะลอน้ำ เนื่องจากน้ำท่วมส่วนใหญ่เกิดจากมวลน้ำในลำน้ำสาขาไหลทะลักลงมาพร้อมกัน และ3.จัดสรรงบประมาณชลประทานเป็นกรณีพิเศษ ในงบประมาณปี 2570 ให้กับกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบนที่เป็นพื้นที่รับน้ำและมีรอยต่อป่าลุ่มน้ำยม-น่านร่วมกัน
นายชนาธิป ยังเสนอให้แก้ปัญหาที่รากเหง้าโดยนำกลไกเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมระดับสากล หรือ PES (Payment for Ecosystem Services - การจ่ายค่าตอบแทนสำหรับการบริการทางระบบนิเวศ) มาใช้เป็นนโยบายระดับชาติ นำร่องจัดตั้ง "กองทุนบริหารจัดการระบบนิเวศลุ่มน้ำ" อุดหนุนงบประมาณให้ท้องถิ่นต้นน้ำ เพื่อชดเชยให้เกษตรกรเปลี่ยนจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยวสู่วรรณเกษตร เป็นค่าตอบแทนในการช่วยดูแลรักษาผืนป่า
ขณะที่นายประสิทธิ์ โนทะ สส.น่าน พรรคกล้าธรรม ได้เสนอ 5 มาตรการกู้วิกฤตน้ำท่วมทั้งระบบ โดยเน้นย้ำว่าประเทศไทยต้องเปลี่ยนจากการแก้ไขหลังเกิดภัย ไปสู่ระบบการป้องกัน ได้แก่ 1.จัดทำแผนบริหารจัดการน้ำจังหวัดน่านทั้งระบบ โดยตั้งคณะทำงานบูรณาการร่วมกัน 2.ยกระดับระบบเตือนภัย ให้ประชาชนรับรู้ล่วงหน้าก่อนมวลน้ำมาถึง 3.เยียวยารวดเร็วและตรงจุด สะท้อนความเสียหายจริงตามคำว่า "เร่งด่วน" 4.เร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจ ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจังหวัดน่านทันทีหลังน้ำลด และ5.วางงบประมาณระยะยาว จัดสรรงบให้โครงการที่มีความพร้อมดำเนินการทันที
ขณะที่ น.ส.ณัฐธิดา เทพสุทิน สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ระบุว่า วิกฤตครั้งนี้ต้องมองให้ครอบคลุมตั้งแต่เมฆฝน ระบบดิน ไปจนถึงพื้นที่ปลายน้ำ โดยเสนอให้เปลี่ยนจากการ "บริหารเหตุการณ์" เป็น "การบริหารความเสี่ยง" จัดทำแผนที่ความเสี่ยงเดียวกัน (Risk Map) ที่รวมข้อมูลน้ำฝน ระดับน้ำ พื้นที่เสี่ยงดินโคลนถล่ม และเส้นทางน้ำไว้ด้วยกัน จึงต้องการให้แยกการจัดการ "ดินโคลนถล่ม" ออกจากการจัดการน้ำท่วมเนื่องจากมีธรรมชาติที่แตกต่างกัน พร้อมยกระดับศูนย์บัญชาการจังหวัดให้เป็นศูนย์ข้อมูลและสั่งการที่ชัดเจน รวมถึงผลักดันโครงการขนาดใหญ่ที่ผ่านการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนแล้ว เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งซ้ำซาก โดยขอให้รัฐบาลและนายกรัฐมนตรีกล้าตัดสินใจ ปลดล็อกข้อติดขัดทางกฎหมาย และติดตามงานอย่างต่อเนื่องแม้ในยามที่ฝนหยุดตกแล้ว เพื่อทำให้น่านและประเทศไทยพร้อมรับมือกับน้ำได้อย่างยั่งยืน