“พร้อมพงศ์” ฉะแหลก! กกต.-องค์กรอิสระ สุ่มเสี่ยงเจอ "วิกฤตศรัทธา" ชง 4 ข้อผ่าตัดใหญ่ สว. ร่างพิมพ์เขียวล้างระบบฮั้ว
“พร้อมพงศ์” ฉะแหลก! กกต.-องค์กรอิสระ สุ่มเสี่ยงเจอ "วิกฤตศรัทธา" ชง 4 ข้อผ่าตัดใหญ่ สว. ร่างพิมพ์เขียวล้างระบบฮั้ว
เมื่อวันที่ 29 ส.ค.69 นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการตรวจสอบกระบวนการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติดำเนินคดีอาญาผู้สมัคร สว. 1,767 ราย แต่ต้องแยกประเด็นนี้ออกจากข้อกล่าวหาเกี่ยวกับกระบวนการได้มาซึ่ง สว. ซึ่งยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของ กกต. ล่าสุด กกต.กำหนดประชุมลงมติสำนวนเกี่ยวกับการได้มาซึ่ง สว. ในวันจันทร์ที่ 14 กันยายน 2569 ถือเป็นอีกหมุดหมายสำคัญที่ประชาชนกำลังรอคำตอบ เรื่องนี้ต้องว่ากันด้วยข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน วันนี้ประชาชนไม่ได้ถามแค่ว่า จะมีใครถูกดำเนินคดีอีกกี่คน แต่ถามว่า คดีใหญ่ที่สังคมจับตาจะมีคำตอบอย่างไร ทุกฝ่ายถูกตรวจสอบด้วยมาตรฐานเดียวกันหรือไม่ และหลังจากนี้จะปิดช่องไม่ให้ปัญหาเดิมเกิดขึ้นอีกได้อย่างไร ส่วนกรณีที่สังคมกำลังถกเถียงถึงการเปิดเผยข้อมูลหรือเอกสารที่ถูกนำมาเชื่อมโยงกับข้อกล่าวหาเรื่องการฮั้ว รวมถึงผู้เปิดเผยข้อมูลจะมีความผิดหรือไม่ ต้องให้กระบวนการกฎหมายตรวจสอบตามข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน
นายพร้อมพงศ์กล่าวว่า ไม่แปลกใจที่นักการเมือง นักวิชาการ และประชาชนจำนวนมากจะผิดหวังกับ กกต.และองค์กรอิสระอีกหลายองค์กร จนเกิดคำถามถึงการทำหน้าที่และความเชื่อมั่น รวมถึงตั้งคำถามว่าระบบมีช่องให้ถูกแทรกแซงได้หรือไม่ เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ องค์กรเหล่านั้นต้องพิสูจน์ด้วยการทำงาน เพื่อฟื้นความเชื่อมั่น และทำให้ประชาชนเห็นว่า ไม่ว่าใคร ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายและมาตรฐานเดียวกัน ใครทำผิดต้องดำเนินการตามกฎหมาย ละเลยหรือปล่อยไม่ได้ แต่ “จับคนอย่างเดียวไม่พอ ต้องปิดช่องของระบบ ทำให้โกงยากตั้งแต่ต้น” ถ้ากติกามีจุดอ่อนก็ต้องกล้าทบทวน โดยเฉพาะกระบวนการได้มาซึ่ง สว. ผมขอเสนอ 4 ทางออก เพื่อให้ทุกฝ่ายช่วยกันคิด
1. เปิดข้อมูลให้ตรวจสอบตั้งแต่ต้น ข้อมูลผู้สมัคร คุณสมบัติ และข้อมูลที่กฎหมายเปิดเผยได้ ควรอยู่ในระบบดิจิทัลที่ประชาชน สื่อ และภาคประชาสังคมสามารถค้นหาและตรวจสอบได้ง่าย ควบคู่กับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลที่กฎหมายกำหนดให้เป็นความลับยิ่งข้อมูลเปิด ยิ่งลดช่องมืดของระบบ
2. ทบทวนระบบเลือกกันเอง–เลือกไขว้ กลุ่มอาชีพ นำบทเรียนที่ผ่านมาไปตรวจสอบว่า ขั้นตอนไหนมีความเสี่ยงต่อการจัดตั้ง การสมยอม หรือการควบคุมคะแนน หากพบช่องโหว่ ต้องแก้ไขภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญและกฎหมาย พร้อมกำหนดบทลงโทษให้ชัดเจนกับทั้งคนทำและคนสมยอมตามที่กฎหมายกำหนด
3. ยกระดับการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส ต้องมีระบบรักษาความลับ ป้องกันการข่มขู่หรือการตอบโต้ มีช่องทางส่งหลักฐานที่ปลอดภัย และพิจารณากลไกให้รางวัลแก่ข้อมูลที่นำไปสู่การพิสูจน์ความผิดได้จริง ภายใต้หลักเกณฑ์ที่รัดกุมและป้องกันการกลั่นแกล้ง ถ้ารัฐอยากได้ความจริง ต้องทำให้คนที่มีความจริงอยู่ในมือกล้าพูด และมั่นใจว่าจะได้รับการคุ้มครอง
4. เปิดวงถกอนาคต สว. มีไว้ทำอะไร มาจากไหน ใครตรวจสอบ รัฐสภา นักวิชาการ ภาคประชาชน สื่อ และทุกฝ่าย ควรร่วมกันตอบให้ชัดว่า สว.ในอนาคตควรมีบทบาทและอำนาจเพียงใด กระบวนการได้มาควรเป็นอย่างไร และจะสร้างระบบตรวจสอบอย่างไรให้ประชาชนเชื่อมั่น
นายพร้อมพงศ์กล่าวว่า ไม่อยากเห็นเรื่องนี้จบลงด้วยการกล่าวหากันว่า “กลุ่มนั้นฮั้ว กลุ่มนี้ก็ฮั้ว” หากประเทศได้เพียงความขัดแย้ง แต่ไม่ได้ระบบที่ดีขึ้น ประชาชนก็ไม่ได้อะไร ประเทศต้องได้บทเรียนจากเรื่องนี้ด้วย เป้าหมายไม่ใช่แก้กติกาเพื่อเล่นงานฝ่ายหนึ่ง หรือช่วยอีกฝ่ายหนึ่ง แต่ต้องสร้างระบบที่ “โกงยาก ตรวจจับง่าย ประชาชนตรวจสอบได้”
“ผมอยากเสนอให้นำบทเรียนครั้งนี้มาร่วมกันจัดทำ ‘พิมพ์เขียว สว.ในอนาคต’ ตั้งแต่ที่มา วิธีการเลือก บทบาท อำนาจหน้าที่ ไปจนถึงระบบตรวจสอบ ประชาธิปไตยที่แข็งแรง ต้องออกแบบระบบให้ทำผิดได้ยากตั้งแต่ต้น ไม่ใช่รอให้โกงแล้วค่อยจับ สว.จะมาจากวิธีไหน สิ่งสำคัญคือต้องมาจากกระบวนการที่สุจริต เที่ยงธรรม โปร่งใส ประชาชนเชื่อมั่น และตรวจสอบได้” นายพร้อมพงศ์กล่าว
#พร้อมพงศ์นพฤทธิ์ #กกต #สว2569 #เลือกสว #ปฏิรูปสว #วิกฤตศรัทธา #ข่าวการเมือง #ข่าววันนี้ #ข่าวเด่น #พรรคเพื่อไทย #องค์กรอิสระ #พิมพ์เขียวสว #ข่าวสด #การเมืองไทย #ข่าวติดเทรนด์ #ฮั้วสว #โปร่งใสตรวจสอบได้ #ข่าวการเมืองวันนี้ #ประเด็นร้อนการเมือง #ประชาธิปไตย