"ณัฐพงษ์" เปิดเวทีผู้นำฝ่ายค้าน ถกวิกฤตศรัทธาการเมือง ซัด "ระบอบสีน้ำเงิน" กินรวบทั้งประเทศ
วันที่ 29 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา กลุ่มงานผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จัดโครงการผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรพบประชาชน ประจำปีงบประมาณ 2569 ภายใต้หัวข้อ "การเมืองไทยในวิกฤตความเชื่อมั่น: ความจริงที่สังคมต้องการคำตอบ"
โดยมีนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้กล่าวเปิดเวที ซึ่งระบุว่าโครงการดังกล่าวมีความฉุกละหุกเล็กน้อยจนต้องเปลี่ยนสถานที่จัดงานในหัวข้อ "วิกฤตศรัทธาต่อการเมืองไทยของพี่น้องประชาชน" ซึ่งเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการถ่วงดุลตรวจสอบเรื่องการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) และเป็นวาระที่ตนได้ออกมาชี้ให้สังคมเห็นถึง "ระบอบสีน้ำเงิน" ครบ 100 วันพอดี
นายณัฐพงษ์ ได้นิยามระบอบสีน้ำเงินว่ามีลักษณะเป็นระบอบอำนาจนิยมที่ขาดความเป็นประชาธิปไตย เนื่องจากการตรวจสอบถ่วงดุลไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน โดยตั้งข้อสังเกตว่าองค์กรอิสระมาจากการแต่งตั้งของ สว. ที่อาจมีการจัดตั้งหรือทุจริตเข้ามา และมีความเชื่อมโยงกับพรรคการเมืองที่เป็นแกนนำรัฐบาลในปัจจุบัน สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าระบอบสีน้ำเงินกำลังกินรวบทั่วประเทศ
นอกจากนี้ยังได้อ้างถึงความเห็นของ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ในเวทีผู้นำฝ่ายค้านครั้งที่ผ่านมาเกี่ยวกับหนังสือเล่มหนึ่งที่ทำให้เห็นภาพชัดเจนว่า การทุจริตเลือก สว. คือจุดเริ่มต้นของการกินรวบประเทศ
สำหรับแนวทางการขับเคลื่อน นายณัฐพงษ์ มองว่าเวทีอดีตผู้นำฝ่ายค้านฯ ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญไม่ว่าจะเป็นพรรคฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาลที่จะร่วมกันส่งเสียงสื่อสารว่าต้องการระบบการเมืองที่เป็นประชาธิปไตย ไม่ใช่ระบบอำนาจนิยมที่มีกลุ่มบุคคลบางกลุ่มกินรวบประเทศอยู่ ทั้งนี้ยังได้กล่าวถึงกรณีที่นักวิเคราะห์มองว่าการเอาผิดผู้ทุจริตเลือก สว. เป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดใหญ่ 4 ใน 7 คน ถูกเลือกมาจาก สว. ชุดปัจจุบัน และหลายรายยังมีชื่ออยู่ในสำนวนที่จะถูกสั่งฟ้อง
"ดังนั้น จะคาดหวังได้อย่างไร กับการใช้อำนาจ บอกว่ามันมีมูลนะ บอกได้ว่ามีการโกงสว.นะ จากคนที่ถูกเลือกเข้ามา เพราะมันมีผลประโยชน์ทับซ้อนตรงๆ หลายๆ คนจึงบอกว่ามันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย แต่ผมอยากให้ทุกคนมองแบบนี้ ผมเชื่อว่านักการเมืองหลายๆ คน รวมถึงตัวผมเอง เราเข้ามาทำงานการเมืองเพื่อทำให้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ให้กลายเป็นสิ่งที่พวกเขาปฏิเสธไม่ได้
การทำงานการเมืองคือการที่ต้องผลักดันสังคมไปข้างหน้า ถ้าพูดอยู่แค่ในกรอบของกฎหมาย ความคิดเดิมๆ เป็นไปไม่ได้ สุดท้ายสังคมก็ไม่ได้เดินหน้าไปไหน แต่ผมเชื่อว่าการที่เราจัดเวทีในลักษณะนี้ทุกวัน เรากำลังทำให้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ให้เขาปฏิเสธไม่ได้ มากขึ้นทุกวัน"
นอกจากนี้ ผู้นำฝ่ายค้านยังระบุว่าหน้าที่ของ กกต. ตามที่กฎหมายเขียนไว้ค่อนข้างชัดเจนคือไม่ใช่การชี้ถูกชี้ผิด แต่หาก "ควรเชื่อได้ว่า" มีการทุจริตเลือก สว. เกิดขึ้น กกต. มีหน้าที่ต้องส่งสำนวนต่อไปยังศาลฎีกา ซึ่งถือเป็นโอกาสอันดีที่ กกต. เลื่อนการพิจารณาออกไปเป็นวันที่ 14 กันยายนนี้ โดยจะใช้โอกาสจากเวทีนี้ขับเคลื่อนสื่อสารเพื่อให้สิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้กลายเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายปฏิเสธไม่ได้มากยิ่งขึ้น