“อภิสิทธิ์” สับเละ! เตือนวิกฤต “ฮั้ว สว.-สสร.” ขู่ กกต.อย่าลอยตัว ยัน 14 ก.ย. นี้ ไม่จบ โดนเช็กบิลแน่
“อภิสิทธิ์” สับเละ! เตือนวิกฤต “ฮั้ว สว.-สสร.” ขู่ กกต.อย่าลอยตัว ยัน 14 ก.ย. นี้ ไม่จบ โดนเช็กบิลแน่
วันที่ 29 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ร่วมแสดงทัศนะในเวทีผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรพบประชาชน ประจำปีงบประมาณ 2569 เกี่ยวกับประเด็นการทุจริตเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) และบทบาทของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
โดยนายอภิสิทธิ์กล่าวว่าการร่วมเวทีเดียวกันไม่จำเป็นต้องเห็นตรงกันทุกเรื่อง พร้อมอ้างถึงคำเตือนของนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับวิกฤตขององค์กรอิสระ โดยเปรียบเทียบว่าก่อนปี 2540 ที่ยังไม่มีองค์กรเหล่านี้ แทบไม่มีประวัติศาสตร์การลงโทษผู้บริหารระดับสูงของรัฐบาล และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในอดีตมักถูกออกแบบให้ฝ่ายรัฐบาลเป็นเสียงข้างมาก อย่างไรก็ตาม ตนไม่ได้สรุปว่าไม่ควรมีองค์กรอิสระ เพียงแต่ต้องระมัดระวังในการสรุปผล เนื่องจากในต่างประเทศมักใช้กระแสสังคมเป็นกลไกจัดการผู้กระทำผิดแม้จะเป็นหัวหน้าพรรคก็ตาม
นายอภิสิทธิ์ระบุต่อไปว่า ตนสนับสนุนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่โดยการตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) แต่ขอเตือนให้ระวังการเกิด "ฮั้ว สสร." ซึ่งจะเป็นการเขียนกติกาใหม่เพื่อรับรองสิ่งที่ดำรงอยู่ในปัจจุบันให้หนักหนายิ่งขึ้น พร้อมเสนอให้ผู้นำฝ่ายค้านดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราควบคู่กันไป โดยเฉพาะในส่วนของวุฒิสภาและองค์กรอิสระ โดยดึงภาคสังคมเข้าร่วมสร้างความเปลี่ยนแปลง
นอกจากนี้ยังมีบททดสอบสำคัญเรื่องกลไกการตรวจสอบ คือกรณีการยื่นขอให้ประธานรัฐสภาส่งเรื่องถอดถอนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่พิจารณาคดีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กรณีซุกหุ้น ไปยังศาลฎีกา ซึ่งขณะนี้นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา แจ้งว่ามีการตั้งกรรมการผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบอยู่ โดยตนเรียกร้องให้เปิดเผยรายชื่อกรรมการเพื่อความเป็นอิสระ ทั้งนี้ นายวัส ติงสมิตร อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา เคยให้ความเห็นว่าประธานสภามีหน้าที่ส่งเรื่องหากมีเหตุอันควรสงสัย ซึ่งระยะเวลาที่ผ่านมาถึง 83 วัน สะท้อนว่ามีเหตุอันควรสงสัยแล้ว
ในส่วนของประเด็นการฮั้ว สว. นายอภิสิทธิ์กล่าวว่ามีความกังวลต่อกระแสข่าวการเลี้ยงฉลองล่วงหน้าว่าทุกคนจะรอดพ้นในวันที่ 14 กันยายนนี้ พร้อมตั้งคำถามถึงเกณฑ์ "หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า" ที่ กกต. จะใช้ส่งให้ศาลพิจารณา โดยจากการตรวจสอบพบว่านายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. เคยเตือนผู้สมัครโดยอ้างอิงคำพิพากษาศาลฎีกาว่าเพียงแค่การพูดคุยแลกเปลี่ยนกันก็เป็นความผิดแล้ว
แต่ภายหลังกลับเปลี่ยนแนวทางเน้นองค์ประกอบความผิดเรื่องการเสนอผลประโยชน์ ทั้งที่จริงแล้วคำพิพากษาศาลฎีกาเมื่อเดือนสิงหาคม กันยายน และพฤศจิกายน ปี 2568 วินิจฉัยชัดเจนว่าลำพังเพียงบทสนทนาผ่านแอปพลิเคชัน LINE หรือการแลกคะแนนกันโดยไม่มีพฤติกรรมอื่น ก็ถือว่ามีความผิดตามมาตรา 62 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. แล้ว โดยนายอภิสิทธิ์ตั้งคำถามถึง กกต. ว่าเหตุใดจึงไม่มีการส่งเรื่องให้ศาลพิจารณาทั้งที่มีบรรทัดฐานจากศาลฎีกา และพฤติกรรมที่เกิดขึ้นมีความรุนแรงเป็นขบวนการมากกว่ากรณีในอดีต
"ถ้าใครคิดว่าวันที่ 14 กันยายนนี้ จะจบนั้น มันไม่จบ เพราะยังมีข้อมูลอีกเยอะ และมีข้อเท็จจริงอื่นๆ ที่ปรากฏมาในภายหลังซึ่งกกต.จะกล้าปฏิเสธหรือไม่ ว่าสิ่งเหล่านี้ไม่เกี่ยวข้องกับการที่ท่านจะต้องใช้ดุลยพินิจ เพียงแค่หาหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ต่อให้ท่านบอกว่าเรื่องนี้จบแล้ว สำหรับสว. และเรื่องของท่านไม่จบแน่ เราต้องดำเนินการกับท่านโดยใช้สิทธิ์ตามกฎหมาย เดี๋ยวนายศุภชัย ใจสมุทร จะเข้าใจผิด เพราะนี่เป็นการใช้สิทธิ์ตามกฎหมายสุจริตของพวกผม" นายอภิสิทธิ์กล่าว และย้ำอีกว่า เรื่องนี้จะไม่จบลงในวันที่ 14 กันยายนแน่นอน และเป็นหน้าที่ของทุกคนที่ต้องติดตามตรวจสอบต่อไป
#อภิสิทธิ์ #อภิสิทธิ์เวชชาชีวะ #พรรคประชาธิปัตย์ #ฮั้วสว #ฮั้วสสร #กกต #ข่าวการเมือง #ข่าววันนี้ #ข่าวเด่น #รัฐสภา #การเมืองไทย #ข่าวติดเทรนด์ #สว2569 #แก้รัฐธรรมนูญ #ปปช #ข่าวสด #ประเด็นร้อนการเมือง #ข่าวสังคม #ข่าวเด็ดวันนี้ #ตรวจสอบรัฐบาล #ประชาธิปไตยไทย