“สามารถ” เปิดกลเกมสภา ชี้ฝ่ายค้านโดนแกงหม้อใหญ่ รัฐบาลคุม “เสียง-เวลา-กติกา-จังหวะ” ครูโสภณปิดกระดาน

การเมือง4 ก.ย. 2569 • 08:47 น.
“สามารถ” เปิดกลเกมสภา ชี้ฝ่ายค้านโดนแกงหม้อใหญ่ รัฐบาลคุม “เสียง-เวลา-กติกา-จังหวะ” ครูโสภณปิดกระดาน
วันที่ 4 ก.ย.69 นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก สามารถ เจนชัยจิตรวนิช ระบุว่า...
 
#กลเกมสภาชั้นครู ต้มจนเปื่อย ฝ่ายค้านโดนแกงหม้อใหญ่ ดาบจริงมีไม่ใช้ ดีแต่โหมโรงนอกสภา—สุดท้ายเจอ “ครูโสภณ” ปิดกระดาน
​พี่น้องครับ...
ผมติดตามการเมืองมานาน และพูดเสมอว่า “การเมืองไม่ใช่แค่เรื่องว่าใครพูดเก่งกว่าใคร แต่คือใครอ่านเกมขาดกว่าใคร”
​โดยเฉพาะการเมืองในระบบรัฐสภา คนที่เสียงดังที่สุดอาจไม่ใช่คนชนะ คนที่มีข้อมูลมากที่สุดก็อาจไม่ใช่คนคุมเกม
เพราะเกมสภามีของสำคัญอยู่ 4 อย่าง
เสียง — เวลา — กติกา — จังหวะ
ใครคุม 4 อย่างนี้ได้ คนนั้นมีโอกาสคุมกระดาน
​สิ่งที่เกิดขึ้นในสภาวันนี้ ผมมองว่าเป็น “ตำราการเมืองภาคปฏิบัติ” ที่คนเล่นการเมืองควรกลับไปศึกษา เพราะฝ่ายค้านตั้งใจเข้ามาเป็นฝ่ายรุก แต่สุดท้ายกลับถูกบังคับให้เล่นตามเกมของฝ่ายรัฐบาลตั้งแต่ต้นจนจบ
​ฝ่ายค้านวางหมากจะเล่น กกต. แต่รัฐบาล “เปลี่ยนกระดาน”
เดิมมีวาระ รายงานผลการปฏิบัติงานประจำปีของ กกต. ฝ่ายค้านมองเห็นโอกาสที่จะใช้เวทีนี้อภิปรายการทำงานของ กกต. รวมถึงประเด็นฮั้ว ส.ว. และประเด็นการเมืองที่กำลังร้อนแรง
พูดง่าย ๆ คือ เวทีพร้อม — เรื่องพร้อม — กล้องพร้อม — กระแสพร้อม
​แต่ปัญหาคือ... คุณคิดเกมของคุณได้ ฝ่ายตรงข้ามเขาก็คิดเกมของเขาได้เหมือนกัน
ฝ่ายรัฐบาลจึงชิงเสนอให้พิจารณาญัตติด่วนเรื่อง ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก่อนรายงาน กกต. และที่ประชุมลงมติเห็นชอบ 266 ต่อ 108 เสียง
​หมากนี้สำคัญมากครับ เพราะรัฐบาลไม่ได้เอาเรื่องเล็กมาขวางเรื่องใหญ่ แต่หยิบปัญหาชีวิตและความปลอดภัยของประชาชนขึ้นมาวางบนโต๊ะ ฝ่ายค้านจะค้านก็ลำบาก เพราะถ้าค้าน ก็ต้องตอบประชาชนอีกว่า ทำไมเรื่องชีวิตคนถึงรอไม่ได้? นี่เรียกว่า “บีบทางเลือก” ไม่ได้บังคับให้อีกฝ่ายเดิน แต่จัดกระดานจนอีกฝ่ายเหลือช่องเดินน้อยลง
​ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ได้อยู่นอกกติกา รัฐธรรมนูญ มาตรา 128 วางหลักให้สภามีอำนาจตราข้อบังคับการประชุมของตนเอง ดังนั้น เกมจัดวาระ เสนอญัตติ ลงมติ และบริหารเวลา ถ้าอยู่ภายใต้กติกา ก็เป็นส่วนหนึ่งของ “การเมืองในระบบรัฐสภา”
ไม่ชอบได้ วิจารณ์ได้ แต่ต้องแยกให้ออกระหว่าง “เสียเหลี่ยมทางการเมือง” กับ “ผิดกฎหมาย” สองอย่างนี้ไม่เหมือนกันครับ
วิป​รัฐบาลใช้ “เวลา” เป็นอาวุธ
เมื่อญัตติชายแดนใต้เข้าสู่การพิจารณา ส.ส.ก็อภิปรายต่อเนื่องไปจนถึงช่วงค่ำ และยังเหลือผู้อภิปรายฝ่ายรัฐบาลอีก 27 คน ฝ่ายค้าน 5 คน
โดยประธานโสภณระบุว่าอาจต้องยกไปพิจารณาคราวหน้า พร้อมต้องการให้ผู้เกี่ยวข้องมารับฟังและชี้แจง
​ตรงนี้คนทั่วไปอาจเห็นว่าเป็นการอภิปรายปกติ แต่คนการเมืองต้องมองอีกชั้นครับ
“เวลา” ในสภาคือต้นทุนทางการเมือง วาระหนึ่งกินเวลา อีกวาระหนึ่งก็ต้องถอย และเป้าหมายของฝ่ายค้านไม่ได้มีเพียงว่า “จะได้อภิปรายหรือไม่” แต่อยู่ที่ว่า “จะได้อภิปรายเมื่อไร” เพราะการเมืองบางเรื่อง วันนี้พูดมีราคา อีกหนึ่งสัปดาห์พูดน้ำหนักอาจเปลี่ยนไปแล้ว นี่คือ “การเมืองของจังหวะ”
​พอฝ่ายค้านรู้ว่าโดนต้ม จึงงัดเกม “นับองค์ประชุม”
เมื่อฝ่ายค้านเห็นว่าวาระ กกต. อาจไม่เดินตามแผน จึงเกิดการขอนับองค์ประชุม ซึ่ง รัฐธรรมนูญ มาตรา 120 วางหลักเรื่ององค์ประชุมไว้ การขอนับจึงไม่ใช่เรื่องผิด แต่เป็นอาวุธตรวจสอบเสียงข้างมาก
แต่คำถามทางการเมืองคือ... ทำไมถึงเพิ่งหยิบอาวุธนี้ขึ้นมาใช้ เมื่อเกมเดินมาถึงปลายกระดานแล้ว?
หมากสุดท้าย“ประธานโสภณ” ปิดกระดานก่อนขานชื่อ — จังหวะครูการเมือง
เมื่อมีการเสนอให้นับองค์ประชุมแบบ “ขานชื่อ” เรื่องจะไม่ใช่แค่คำถามว่าองค์ครบหรือไม่ แต่ประชาชนจะเห็นชื่อกันเลยว่า ใครอยู่ — ใครไม่อยู่ รายชื่อคือรายชื่อครับ ดิ้นไม่ได้
​แต่ก่อนจะถึงจุดนั้น นายโสภณประกาศว่า “เมื่อการประชุมถึงเวลาสมควรแล้ว ผมขอปิดประชุม” ทำให้การประชุมสิ้นสุดลงก่อนการนับแบบขานชื่อจะเกิดขึ้น
​ตรงนี้ผมต้องชมจังหวะของท่านประธานโสภณครับ จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยเป็นอีกเรื่อง แต่ถ้ามองเฉพาะ “เหลี่ยมสภา” นี่คือการตัดเกมที่เฉียบมาก เพราะถ้าขานชื่อจริงแล้ว ส.ส.รัฐบาลไม่อยู่ วันรุ่งขึ้นชื่อขึ้นหน้าสื่อทันที รัฐบาลที่กำลังได้เปรียบอาจกลายเป็นการเปิดแผลให้ฝ่ายค้านเอารายชื่อไปขยายผล
​ผมขอพูดแบบติดอารมณ์ขันทางการเมืองสักหน่อย...
ท่านโสภณเป็นครูมาก่อนครับ ครูย่อมรู้ว่า ถ้าขานชื่อเมื่อไร ก็รู้หมดว่า “ลูกศิษย์คนไหนมาเรียน คนไหนโดดเรียน” ถ้าขานแล้วเด็กคนไหนหาย ชื่อถูกบันทึก กลับพรรคไปอาจต้องเจอมาตรการพรรคอีก ครูใหญ่โสภณเห็นท่าไม่ดี ก็เลยตีระฆังเลิกเรียนเสียก่อน
​(ผมพูดตรงนี้ในฐานะ อุปมาทางการเมือง นะครับ ไม่ได้หมายความว่านี่คือเหตุผลที่ท่านประธานประกาศไว้)
แต่ถ้ามองในเชิงเกม... นี่คือการรู้ว่า “เมื่อไรควรเล่นต่อ และเมื่อไรควรปิดกระดาน”
​ประธานไม่ได้มีหน้าที่ทำให้ฝ่ายไหนชนะ ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 119 กำหนดให้ประธานต้องวางตนเป็นกลาง ควบคุมการประชุมภายใต้ รัฐธรรมนูญ + ข้อบังคับ + มติที่ประชุม ก่อนปิดประชุมท่านก็ยืนยันว่าจะดำเนินการตามข้อบังคับ แต่เมื่อเกิดการโต้เถียงกัน ท่านจึงประกาศปิดประชุมเมื่อเห็นสมควร กติกาอย่างเดียวไม่พอ ต้องรู้จังหวะของกติกาด้วย
​ผมตั้งคำถามใหญ่ไปที่พรรคผู้นำฝ่ายค้าน “ดาบจริงมีอยู่ในมือ ทำไมไม่ใช้?”
ฝ่ายค้านมีเครื่องมือตรวจสอบอยู่แล้ว
​รัฐธรรมนูญ มาตรา 151 อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี
​รัฐธรรมนูญ มาตรา 152 อภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามข้อเท็จจริง
​นี่คือ “ดาบจริง” ครับ ถ้ามีข้อมูลเด็ด ถ้ารัฐบาลมีปัญหา ชักดาบออกมาครับ เอาข้อมูลเข้าสภา ตั้งคำถามให้รัฐบาลตอบ แล้วให้ประชาชนเป็นกรรมการ ยิ่งมั่นใจว่ามี “แผล” ก็ยิ่งต้องใช้มาตรา 151 ให้เต็มประสิทธิภาพ อย่าถือดาบเหล็กอยู่ในมือ แต่ไม่ยอมชักออกจากฝัก แล้วไปฝากความหวังกับช่องว่างของวาระอื่น ในสภาไม่รบ แล้วจะเก่งแต่หน้าไมค์ไม่ได้!
​ประชาชนไม่ได้เลือก ส.ส.มาเป็นนักวิเคราะห์การเมือง แต่เลือกมาเป็น “ผู้เล่นทางการเมือง” รัฐธรรมนูญ มาตรา 124 ให้ความคุ้มครองในการกล่าวถ้อยคำในสภา นี่คือพื้นที่ที่ ส.ส.มีอำนาจทำงานแทนประชาชน สนามสอบของ ส.ส. คือ สภา
​ผมสรุปเกมวันนี้เป็น 4 คำ: “เสียง — เวลา — กติกา — จังหวะ”
รัฐบาลใช้ เสียง ชนะมติเลื่อนญัตติ
ใช้ เวลา ดึงวาระเดินยาวถึงค่ำ
ใช้ กติกา เดินเกมผ่านกระบวนการ
ประธานใช้ จังหวะ ปิดประชุมก่อนเกมขานชื่อ
​ฝ่ายค้านตกจาก “ผู้กำหนดเกม” มาเป็น “ผู้ตามเกม” ทันที นี่แหละครับ “กลเกมสภา”
การเมืองไม่มีทางตัน มีแต่คนที่อ่านทางออกไม่เจอ คนการเมืองที่เก่งจริง ไม่ใช่คนพูดเก่งที่สุด หรือออกสื่อบ่อยที่สุด แต่คือคนที่รู้ว่า “จะเดินอะไร — เมื่อไร — เพื่ออะไร — คู่แข่งจะตอบอะไร — แล้วเราจะเดินอะไรต่อ”
​วันนี้ฝ่ายค้านมีดาบอยู่ในมือ แต่กลับปล่อยให้อีกฝ่ายค่อย ๆ กำหนดเกม วิ่งตามแก้หมากจนวินาทีสุดท้าย พอจะขานชื่อดูว่าใครอยู่ใครหาย... ครูโสภณก็ตีระฆังเลิกเรียนเสียก่อน
​นี่ไม่ใช่เกมเด็กเล่นขายของ แต่นี่คือการเมืองในสภา
คนอ่านเกมขาด เดินนำหนึ่งก้าว... แต่คนอ่านเกมออกหลายตา คือคนกำหนดว่ากระดานจะจบตรงไหน
 
#สามารถ #กลเกมสภา #การเมือง #ฝ่ายค้าน #รัฐบาล #สภาผู้แทนราษฎร #โสภณ #ข่าวการเมือง #การเมืองไทย #ข่าววันนี้ #สยามรัฐออนไลน์ #siamrathonline