“วัส ติงสมิตร” ชำแหละปม กสทช.เผยแพร่ข่าวศาลปกครองสูงสุด ชี้ต้องแยก “คำอ้างคู่ความ” กับ “คำวินิจฉัยศาล”

การเมือง5 ก.ย. 2569 • 14:43 น.
“วัส ติงสมิตร” ชำแหละปม กสทช.เผยแพร่ข่าวศาลปกครองสูงสุด ชี้ต้องแยก “คำอ้างคู่ความ” กับ “คำวินิจฉัยศาล”

วันที่ 5 ก.ย.69 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก วัส ติงสมิตร ระบุว่า...

“ถอดรหัสศึกข่าว กสทช. : จาก ‘คำสั่งศาลปกครองสูงสุด’ สู่แท็กติกสื่อสารและการดัดหลังตามหลักนิติธรรม” กล่าวถึงกรณีข้อพิพาทระหว่าง นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. กับคณะกรรมการสรรหา กสทช. ซึ่งนำไปสู่การออกเอกสารข่าวของสำนักงาน กสทช. และการชี้แจงจากสำนักงานศาลปกครอง

นายวัสระบุว่า จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 สำนักงาน กสทช. โดยนายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. เผยแพร่เอกสารข่าวฉบับที่ 85/2569 ชี้แจงกรณีศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ตามคำสั่งที่ 952/2569 กลับคำสั่งศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้รับคำฟ้องของ นพ.สรณ ไว้พิจารณา

อย่างไรก็ตาม ในหัวข้อ 3, 4 และ 5 ของเอกสารข่าว สำนักงาน กสทช. ใช้ข้อความว่า “ศาลปกครองสูงสุดระบุว่า...” ก่อนกล่าวถึงประเด็นความเสียหายหากต้องรอให้มีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง และผลกระทบของคำวินิจฉัยคณะกรรมการสรรหาฯ ต่อสถานะประธาน กสทช.

ต่อมาวันที่ 4 กันยายน 2569 สำนักงานศาลปกครองออกคำชี้แจง ระบุว่า ข้อความดังกล่าวในเอกสารข่าวของสำนักงาน กสทช. “ไม่ตรงกับความเป็นจริง” เนื่องจากข้อความที่นำมาอ้างนั้นเป็นเพียง “ข้อกล่าวอ้างในคำอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี” มิใช่คำวินิจฉัยหรือเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยของศาล

สำนักงานศาลปกครองยังระบุว่า การนำข้อความเพียงบางส่วนที่ปรากฏในคำสั่งศาลไปเผยแพร่โดยไม่สมบูรณ์ครบถ้วน ในลักษณะที่อาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับคำวินิจฉัยและเหตุผลในการวินิจฉัยของศาล เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมาย และสำนักงานศาลปกครองจะดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

นายวัสระบุต่อว่า ในช่วงหัวค่ำวันที่ 4 กันยายน สำนักงาน กสทช. ได้ออกข่าวฉบับใหม่เพื่อขออภัยในความคลาดเคลื่อนและขอแก้ไขข่าว พร้อมลบเอกสารฉบับเดิมออกจากเว็บไซต์ โดยปรับเนื้อหาว่า ศาลปกครองสูงสุดเพียงรับคำฟ้องไว้พิจารณา และยังไม่ได้วินิจฉัยในเนื้อหาว่าคณะกรรมการสรรหาฯ มีอำนาจหรือไม่

อย่างไรก็ตาม นายวัสตั้งข้อสังเกตว่า แม้สำนักงาน กสทช. จะปรับแก้ข่าว แต่ยังอ้างถึงระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับแนวปฏิบัติระหว่างคดียังไม่ถึงที่สุดว่า ไม่ควรกระทำการใดๆ ที่กระทบต่อการทำงานของบุคคลนั้น โดยนายวัสวิเคราะห์ว่า เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ในการสื่อสารของสำนักงาน กสทช. ยังคงอยู่ที่การยืนยันใช้ระเบียบฝ่ายบริหารดังกล่าว

นายวัสยังเสนอข้อสังเกตทางกฎหมายว่า การที่ศาล “รับฟ้อง” ไม่ได้หมายความว่าผู้ฟ้อง “ชนะคดี” แต่หมายถึงคดีผ่านเงื่อนไขเข้าสู่การพิจารณาของศาล ขณะเดียวกัน การที่คำสั่งทางปกครองยังมีผลอยู่ ก็ไม่ได้หมายความว่าคำสั่งดังกล่าวชอบด้วยกฎหมาย

ส่วนการวิพากษ์วิจารณ์คำสั่งศาลโดยสุจริตและในทางวิชาการนั้น นายวัสระบุว่าสามารถกระทำได้ตามกฎหมาย แต่การนำเสนอว่าศาลกล่าวในสิ่งที่ศาลไม่ได้กล่าว เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ต้องแยกออกจากกัน