‘การดี’ จี้รัฐรับมือทุน Data Center มองให้ครบ Value Chain ใช้โมเดลสิงคโปร์ต่อรอง ดึง Compute Power หนุน SME-สตาร์ทอัพไทย

การเมือง5 ก.ย. 2569 • 15:08 น.
‘การดี’ จี้รัฐรับมือทุน Data Center มองให้ครบ Value Chain ใช้โมเดลสิงคโปร์ต่อรอง ดึง Compute Power หนุน SME-สตาร์ทอัพไทย

‘การดี’ แนะรัฐรับมือทุน Data Center ชี้ต้องมองทะลุ Value Chain จี้ตั้งอนุกรรมการเศรษฐกิจ-ใช้โมเดลสิงคโปร์ต่อรอง ดึง ‘Compute Power’ หนุน SME-สตาร์ทอัพไทย


'การดี’ แนะรัฐบาลรับมือทุน Data Center เสนอตั้งอนุกรรมการเศรษฐกิจ ใช้โมเดลสิงคโปร์ต่อรอง ดึงกำลังประมวลผล Compute Power หนุน SME-สตาร์ทอัพไทย

วันที่ 5 ก.ย.69 ที่พรรคประชาธิปัตย์ นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงแสดงความเห็นต่อทิศทางการส่งเสริมและควบคุมศูนย์ข้อมูล หรือ Data Center ในประเทศไทย ว่า แม้การประชุมคณะกรรมการ Data Center เมื่อเร็วๆ นี้ จะเน้นย้ำเรื่องมาตรการป้องกันพื้นฐานด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย แต่รัฐบาลต้องทำความเข้าใจโครงสร้างของธุรกิจนี้ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เนื่องจาก Data Center แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลัก คือ รูปแบบแรกที่เป็นพื้นที่จัดเก็บข้อมูล (Storage) ซึ่งมีลักษณะคล้ายโกดังเก็บของและตั้งอยู่ในเมืองมานานนับสิบปี และรูปแบบที่สอง คือ Hyperscaler ขนาดใหญ่ที่มีการลงทุนสูงมากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เพื่อรองรับโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI Infrastructure) ซึ่งรูปแบบหลังนี้มีการใช้พลังงานและปลดปล่อยความร้อนสูงกว่ารูปแบบแรกเป็นอย่างมาก

นางการดี กล่าวว่า ในเชิงยุทธศาสตร์ ตนขอเสนอให้รัฐบาลจัดตั้ง "คณะอนุกรรมการด้านเศรษฐกิจ" เพิ่มเติมจากคณะทำงานด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย โดยกำหนดตัวชี้วัดสำคัญ (KPI) ไปที่ "กำลังการประมวลผล" (Compute Power) ซึ่งเปรียบเสมือนทรัพย์สินทางปัญญาและหัวใจหลักของ AI Data Center ระดับ Hyperscaler เนื่องจากการวัดผลเพียงมิติการจ้างงานหรือการใช้พลังงานเป็นเพียงการป้องกันความเสี่ยงในระยะสั้นเท่านั้น แต่ Compute Power คือโครงสร้างพื้นฐานที่จะตัดสินอนาคตทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาสังคมไทยแทบไม่เคยมีการหยิบยกมาหารือในเชิงยุทธศาสตร์อย่างจริงจัง

รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยังเรียกร้องให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และคณะกรรมการยุทธศาสตร์ เร่งวางตำแหน่งแห่งที่ (Positioning) ของประเทศไทยในห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) และห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของอุตสาหกรรมดิจิทัลโลก โดยปรับเปลี่ยนกลไกการดึงดูดการลงทุนจากเดิมที่ไทยใช้เกณฑ์สิทธิประโยชน์พื้นฐานแบบเดียว (Standard Incentives) ซึ่งใครผ่านเกณฑ์ก็เข้ามาได้ทั้งหมด เปลี่ยนมาใช้ "กลไกการต่อรอง" (Negotiation) เช่นเดียวกับสิงคโปร์หรือประเทศชั้นนำอื่น ๆ

"การตั้งเกณฑ์พื้นฐานแบบเดิมเกิดจากหลักคิดเรื่องความเท่าเทียม แต่สิงคโปร์มองว่าถ้าทุนต่างชาติจะเข้ามาใช้ทรัพยากร ประเทศต้องได้อะไรกลับมาบ้าง ดังนั้นก่อนอนุมัติการลงทุน Data Center รัฐบาลต้องต่อรองให้ชัดเจนว่า นักลงทุนจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ Supply Chain ในประเทศได้อย่างไร จะมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาคนไทยอย่างไร และที่สำคัญคือ รัฐจะสามารถดึงกำลังการประมวลผล (Compute Power) ที่ตั้งอยู่ในประเทศ มาจัดสรรให้แก่กลุ่ม SME และ Start Up ไทยได้เข้าถึงในราคาที่ถูกลงกว่าปัจจุบันได้อย่างไร"นางการดี ระบุ

นางการดี กล่าวด้วยว่า คำถามเหล่านี้เป็นคำถามเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญ หากรัฐบาลเข้าใจ Value Chain อย่างแท้จริง จะไม่ติดกับดักอยู่แค่การถกเถียงว่าจะตั้ง Data Center ไว้ที่ไหน แต่จะสามารถมองข้ามไปถึงผลประโยชน์ที่คนไทยและเศรษฐกิจไทยจะได้ปรับตัวและได้รับประโยชน์ในระยะยาวอย่างยั่งยืน