"สว.สุนทร" หวัง "ตุลาการ" ช่วยลดอุณหภูมิการเมือง "คดีฮั้ว สว." จี้จัดโซนนิ่งย้าย Data Center พ้นเมืองหลวง

การเมือง6 ก.ย. 2569 • 16:02 น.
"สว.สุนทร" หวัง "ตุลาการ" ช่วยลดอุณหภูมิการเมือง "คดีฮั้ว สว."  จี้จัดโซนนิ่งย้าย Data Center พ้นเมืองหลวง

 

เจาะลึกปมร้อนการเมืองในรั้วสภาสูงกับ "สุนทร พฤกษพิพัฒน์" สมาชิกวุฒิสภา ร่วมวิเคราะห์ทิศทางบ้านเมืองก่อนวันชี้ชะตาคดีฮั้ว สว. 14 กันยายนนี้ ในรายการสยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ ออกอากาศทางช่องยูทูบ Siamrathonline 

พร้อมเปิดมุมมองการฝากความหวังสุดท้ายไว้ที่ศาลฎีกาเพื่อลดอุณหภูมิความขัดแย้ง และแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราเพื่อปลดล็อกประเทศปิดท้ายด้วยการถอดรหัส  "Data Center" ผุดขึ้นกลางกรุง กับประเด็นความปลอดภัยในการสต๊อกน้ำมันปริมาณมหาศาลที่อาจเป็นระเบิดเวลาของชุมชนหรือไม่ 

Ds C03501

- บรรยากาศการเมืองในส่วนของวุฒิสภา (สภาสูง) ในปัจจุบันนี้มีความดุเดือดและเข้มข้นมากน้อยแค่ไหน?

ดุเดือดมาก  อย่างเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาที่มีการพิจารณาเพื่อเห็นชอบอัยการสูงสุด ผมเองเป็นคนหนึ่งที่ออกมาเสนอว่าอยากให้ชะลอการเลือกออกไปก่อนอีกแค่ 14 วัน เพื่อกิตติภูมิของ สว. จะได้ไม่ต้องรู้สึกว่าพวกเรารีบร้อนเลือกองค์กรอิสระเข้าไป แต่ปรากฏว่าในวันนั้นดุเดือดมาก มีการตอบโต้กัน และอาจารย์นันทนาก็ถูกปิดไมค์ด้วย

- จากบรรยากาศเช่นนี้ ทำให้เกิดข้อสังเกตว่าสภาล่างและสภาสูงมีความเชื่อมโยงกัน โดยมองว่าพรรคการเมืองใหญ่บางพรรค โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทย กำลังครอบงำการทำงานของ สว. เสียงข้างมาก เรื่องนี้มีผลต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นมากน้อยแค่ไหน

มีผลต่อภาพลักษณ์มากๆ โดยเฉพาะ สว. ในกรุงเทพฯ หรือจังหวัดใกล้เคียงอย่างผมซึ่งมาจากนนทบุรี  เวลาผมไปงานแต่งงานแล้วพี่ชายแนะนำว่าผมเป็นวุฒิสมาชิก บรรดาเถ้าแก่ก็จะมองหน้าแล้วถามว่า "สว. กลุ่มไหน" หรือบางท่านถึงกับเดินมาถามตรงๆ ว่า "จ่ายเงินเข้ามารึเปล่า"

ในกรุงเทพฯ คนที่ติดตามบ้านเมืองเขาจะรับรู้เรื่องนี้ ผมจึงต้องคอยชี้แจงตลอดว่าผมไม่ใช่ สว. กลุ่มนั้น แต่เป็นกลุ่มเสียงข้างน้อย

.การทำงานในฐานะ สว. เสียงข้างน้อย ท่ามกลาง สว. กลุ่มต่างๆ เช่น กลุ่ม สว. สีน้ำเงิน กลุ่ม สว. อิสระ และกลุ่ม สว. วันใหม่ มีความยากลำบากอย่างไรบ้าง

ยากมาก บางเรื่องที่เราคิดว่าเป็นสิ่งที่ดีต่อประเทศชาติและประชาชน เราพยายามอภิปรายโน้มน้าวด้วยเหตุผลต่างๆ แต่พอถึงเวลาลงมติ ฝั่งเสียงข้างมากประมาณ 150 เสียงเขามีวาระทางการเมือง (Agenda) ตั้งไว้ล่วงหน้าแล้วว่าจะต้องออกมารูปแบบนี้ตลอดเวลา  ทำให้การทำงานและการถ่วงดุลทำได้ยาก หากผู้นำของฝั่งเสียงข้างมากเขาไม่เห็นด้วย

- มีความกังวลเรื่องการเชื่อมโยงของกลุ่ม สว. เสียงข้างมากกับพรรคการเมืองในสภาล่าง และเรื่องกฎจริยธรรมของ สว. อย่างไรบ้าง

เรื่องการเชื่อมโยงกับสภาล่างนั้นผมอาจพูดได้ลำบาก เพราะ สว. มีกฎจริยธรรมที่ค่อนข้างเข้มงวดว่าห้ามทำเรื่องที่ทำให้เสื่อมเสีย แม้ว่าสิ่งที่พูดจะเป็นความจริงก็ตาม สำหรับเรื่องความเห็นต่าง ผมคิดว่าความเห็นต่างเป็นเรื่องที่ดีแต่ต้องไม่แตกแยก

ซึ่งผมเคยคุยกับท่านประธานและรองประธานทั้งสองท่านเป็นการส่วนตัว ท่านก็ยืนยันหลักการนี้ว่าคิดต่างได้แต่ต้องไม่แตกแยก ผมจึงเสนอความคิดเห็นต่างของผมได้อย่างเต็มที่

- ประชาชนคาดหวังกับ สว. หรือสภาสูงค่อนข้างมาก ในแง่ของภาพลักษณ์วันนี้เปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง

วุฒิสภาไทยถูกเรียกว่าสภาสูงและถูกคาดหวังให้เป็นสภาพี่เลี้ยงของ สส. ที่เพียบพร้อมด้วยวุฒิภาวะ คุณวุฒิ และความรู้  แต่ในความเป็นจริงวันนี้ มันเกิดเหตุการณ์แบบที่ผมไม่เคยเจอมาก่อนเลยในชีวิต  เวลาจะพิจารณา พรบ. หรือกฎหมายต่างๆ บางทีต้องอ่านข้อมูลหนาถึง 300-400 หน้า ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจว่าท่านอื่นๆ ได้อ่านกันบ้างไหม

Ds C03502

- อีกหนึ่งบทบาทสำคัญของ สว. คือการเลือกบุคคลเข้าไปดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ตรงนี้มีความสำคัญอย่างไรในสถานการณ์ปัจจุบัน

ถือเป็นจุดที่สำคัญที่สุดในตอนนี้เลย หลังจากที่หมดบทเฉพาะกาลในการเลือกนายกรัฐมนตรีไปแล้ว ตอนนี้อำนาจที่เหลืออยู่คือการเห็นชอบองค์กรอิสระ ซึ่งองค์กรอิสระเปรียบเหมือนเสาหลักที่ 4 ของระบอบการปกครอง และปัจจุบันแข็งแรงมากจนสามารถฟาดฟันฝ่ายบริหารไปได้หลายคน

ฝ่ายบริหารจะเข้ามาได้ก็ต้องผ่าน กกต. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระ เมื่อ สว. เป็นคนเลือก กกต. แล้ว กกต. มาตัดสินเรื่องต่างๆ มันจึงกลายเป็นวงจรที่วนเวียนเป็นก้อนเดียวกัน  หากเราไม่แก้ไขจุดนี้ มันจะกลายเป็นการกินรวบประเทศโดยกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ซึ่งจำเป็นต้องแก้รัฐธรรมนูญ

- สว. ชุดนี้มาตามรัฐธรรมนูญปี 2560 ด้วยวิธีการเลือกกันเองซึ่งถือว่าแปลกใหม่ เจตนาของผู้ร่างอาจจะดีที่ต้องการความหลากหลาย แต่ในทางปฏิบัติส่งผลอย่างไรบ้าง

โดยหลักการของรัฐธรรมนูญปี 2560 เหมือนจะดีที่แบ่งกลุ่มอาชีพหลากหลาย  แต่ผลลัพธ์ที่ออกมากลับดูแย่ที่สุดเมื่อเทียบกับรัฐธรรมนูญชุดก่อนๆ ไม่ว่าจะเป็นปี 2540 ที่เลือกตั้ง 100% หรือปี 2550 ที่เลือกตั้งครึ่งหนึ่ง หรือช่วงแรกของปี 2560 ที่แต่งตั้งทั้งหมด ปัญหาอยู่ที่เรื่องคุณสมบัติและการศึกษาของบางท่าน  การที่รัฐธรรมนูญไม่จำกัดการศึกษาเป็นเรื่องที่ดีในเชิงหลักการ แต่การต้องมาอ่านกฎหมายหนาเป็นร้อยๆ หน้าไม่ใช่เรื่องง่าย

หากจะมีวุฒิสภาต่อไป ผมคิดว่าควรจำกัดคุณวุฒิด้านการศึกษาบ้าง แม้จะเป็นเกษตรกรก็เชื่อว่าปัจจุบันมีผู้จบปริญญาตรีจำนวนมาก เพื่อให้มีความเชี่ยวชาญในการอ่าน เขียน และพูด

- สำหรับคดีฮั้ว สว. ที่ กกต. จะชี้ขาดในวันที่ 14 กันยายนนี้ ทิศทางจะออกมาเป็นอย่างไร และจะส่งผลให้สถานการณ์ทางการเมืองตึงเครียดขึ้นหรือไม่

ขึ้นอยู่กับว่าผลการชี้ขาดของ กกต. จะออกมาในหน้าไหน ซึ่งเป็นไปได้ 3 แนวทาง  คือ1.ส่งฟ้องศาลทั้งหมด ตามมติคณะอนุกรรมการฯ  ชุดที่ 26 ให้ฟ้อง 229 ท่าน วิธีนี้ดีที่สุด เพราะสังคมกังขาและรับรู้พยานหลักฐานจำนวนมากแล้ว หากส่งศาลฎีกาจะเป็นการส่งต่อและลดแรงกดดันทางการเมืองให้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

2. ไม่ส่งฟ้องเลยสักคน สังคมจะยอมรับไม่ได้อย่างแน่นอน เพราะหลักฐานต่างๆ ชัดเจนมาก และหลายภาคส่วนรวมถึงคุณสมชัยก็ได้ออกมาเปิดเผยหลักฐานแล้ว

หรือ 3. ส่งฟ้องบางส่วน อาจลดความกดดันได้บ้าง แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหารากเหง้าได้ เพราะ สว. เสียงส่วนใหญ่ก็ยังจะทำหน้าที่เลือกองค์กรอิสระต่อไปเรื่อยๆ

- มีประเด็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนในการทำหน้าที่เลือกองค์กรอิสระของ สว. ในเวลานี้อย่างไรบ้าง

ใช่ การที่ สว. บางท่านยังมีสถานะเป็นผู้ถูกร้องเรียน แต่กลับต้องมาทำหน้าที่เลือกกรรมการ (องค์กรอิสระ) เพื่อให้กรรมการเหล่านั้นย้อนกลับมาตัดสินตัวท่านเอง เป็นเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อนที่ชัดเจนและไม่ถูกต้องตั้งแต่แรก

- วิกฤตการเมืองในขณะนี้จะนำไปสู่การเคลื่อนไหวลงถนนหรือมีม็อบไล่รัฐบาลไหม

ตอนนี้ก็ใกล้เคียงแล้ว เห็นคุณสนธิ ลิ้มทองกุล  อดีตแกนนำพันธมิตรฯ ออกมาบอกว่าพร้อมจะลงถนนแล้ว  แต่ส่วนตัวผมไม่อยากให้พี่น้องประชาชนต้องลงถนนกันอีกเลย ผมเคยผ่านยุคนั้นมา อยู่ในเหตุการณ์อย่างใกล้ชิดและเห็นความสูญเสียที่มีคนโดนยิง เราควรปล่อยให้ระบอบประชาธิปไตยค่อยๆ เติบโตขึ้นมา ประชาชนจะค่อยๆ เรียนรู้จากการเลือกตั้งแต่ละครั้ง

และผมก็เชื่อและหวังว่าทหารจะไม่ใช้อำนาจออกมาแทรกแซงอีก เพราะประเทศชาติบอบช้ำมามากแล้ว

- ทิศทางหลังวันที่ 14 กันยายนนี้ บรรยากาศบ้านเมืองจะเป็นบวกหรือเป็นลบ และความหวังในการแก้ไขสถานการณ์อยู่ที่ไหน

หากส่งคดีไปที่ศาลฎีกาเพื่อให้ศาลตัดสิน ฝ่ายตุลาการน่าจะเป็นที่พึ่งและความหวังเดียวของปวงชนชาวไทยในขณะนี้ ที่จะช่วยลดความกดดันทางการเมืองได้ ถ้าไม่ส่งฟ้องเลยสังคมคงรับไม่ได้ และนอกจากศาลฎีกาแล้ว ความหวังที่สองก็คงต้องฝากไว้กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์และฟ้าดินลงโทษแล้ว เพราะสถานการณ์ตอนนี้มันไม่ชอบมาพากลจริงๆ

- สภาสูงจะสามารถช่วยปลดล็อกหรือช่วยเหลือบ้านเมืองในสถานการณ์ปัจจุบันได้อย่างไรบ้าง

ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา  เรื่องแรกที่ต้องทำคือแก้ไขที่มาของ สว. เพราะการปล่อยให้เลือกกันเองแบบนี้ดูไม่สมศักดิ์ศรีของวุฒิสภา

และสองคือต้องปรับลดอำนาจของ สว. ให้เหมาะสมกับที่มา ปัจจุบัน สส. มาจากการเลือกตั้งของประชาชนมีเสียงคนละ 4-5 หมื่นคะแนน แต่ สว. ที่มาจากการเลือกกันเองกลับมีอำนาจมากจนสามารถบล็อกการแก้รัฐธรรมนูญได้ ซึ่งต้องใช้เสียง สว. ถึง 1 ใน 3 ซึ่งเป็นสัดส่วนที่มากเกินไป

- ขอสลับมาที่อีกบทบาทหนึ่ง ในฐานะประธานคณะอนุกรรมธิการการคุ้มครองผู้บริโภค ปัจจุบันมีประเด็นร้อนเรื่อง Data Center (ศูนย์ข้อมูล) กลางกรุงเทพฯ (เช่น ย่านพระราม 9) ที่ประชาชนร้องเรียนเรื่องน้ำมีกลิ่น และถูกมองว่าเป็นระเบิดเวลา มีความน่ากังวลอย่างไร

น่ากังวลมาก Data Center เหล่านี้มีการเก็บสต๊อกน้ำมันดีเซลไว้สูงถึง 4 แสนกว่าลิตร ซึ่งเป็นการเลี่ยงไม่ให้เกินเพดานควบคุมที่ 5 แสนลิตร ปริมาณขนาดนี้เทียบเท่ากับคลังน้ำมันย่อยๆ หรือปั๊มน้ำมันเลยทีเดียว แต่ตัวอาคารเหล่านี้ไม่ได้ถูกควบคุมมาตรฐานความปลอดภัยในการก่อสร้างหรือพื้นที่โดยรอบเหมือนปั๊มน้ำมัน หลายตึกจดทะเบียนเป็นเพียงแค่โกดังเก็บสินค้าเท่านั้น

01

-มีคนเปรียบเทียบว่าการสำรองน้ำมันของ Data Center ก็คล้ายกับโรงแรมห้าดาวหรือห้างสรรพสินค้าทั่วไป เรื่องนี้เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไรในฐานะที่เป็นสถาปนิก

ไม่เหมือนกันเลย จากประสบการณ์ที่เคยทำงานในห้างสรรพสินค้าและเป็นสถาปนิก ห้างสรรพสินค้าหรือโรงแรมห้าดาวจะออกแบบให้แทงก์น้ำมันฝังอยู่ใต้ดินเหมือนปั๊มน้ำมัน และเก็บสำรองน้ำมันเพียงแค่ 10,000 - 20,000 ลิตร เพื่อใช้ยามไฟดับฉุกเฉินแค่ 2-3 ชั่วโมงเท่านั้น  

แต่ Data Center มีการสำรองน้ำมันไว้เพื่อรองรับกรณีไฟดับนานถึง 2 วัน ปริมาณจึงมากกว่ากันเป็น 10 เท่า อีกทั้งภายในอาคารมีระบบอิเล็กทรอนิกส์และสายไฟหนาแน่น ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดไฟฟ้าลัดวงจรและเป็นชนวนให้เกิดเพลิงไหม้ขนาดใหญ่ร่วมกับน้ำมันที่มีอยู่มหาศาล

- ล่าสุดก็มีเหตุเพลิงไหม้หลายจุดในกรุงเทพฯ เช่น โรงเบียร์ย่านลาดพร้าว ที่มีผู้เสียชีวิต 41 ราย คลองถม หรือชุมชนร่วมเกื้อ ซึ่งจุดเหล่านั้นไม่มีน้ำมันด้วยซ้ำ ความเสี่ยงของ Data Center จะรุนแรงกว่าอย่างไร

สถานที่เหล่านั้นมีความสูญเสียสูงเนื่องจากมีคนเข้าไปใช้บริการหนาแน่นและวัสดุอาจลามไฟง่าย สำหรับ Data Center ข้อมูลของเขามีค่ามหาศาล เขาคงออกแบบระบบป้องกันและดับเพลิงไว้อย่างดีที่สุด แต่ประเด็นคือมันมีน้ำมันปริมาณมาก และล่าสุดที่ย่านพระราม 9 ก็พบน้ำมันรั่วไหลลงไปในแหล่งน้ำแล้ว ดังนั้นทางออกที่ถูกต้องคือ ควรจัดโซนนิ่ง (Zoning) ให้ Data Center ออกไปนอกเมือง หรือไปอยู่ในนิคมอุตสาหกรรม เช่น อมตะนคร แทน

- ในต่างประเทศ เช่น นิวยอร์ก หรือรัฐจอร์เจีย ก็มีประชาชนออกมาต่อต้าน Data Center ในเรื่องการแย่งใช้น้ำและพลังงาน สำหรับประเทศไทยมีจุดอ่อนในเรื่องนี้อย่างไร

Data Center ต้องเปิดเครื่องปรับอากาศตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อระบายความร้อน จึงใช้พลังงานมหาศาล ในต่างประเทศจึงบังคับให้ใช้พลังงานสะอาด เช่น โซลาร์เซลล์ แต่ของบ้านเรา อาคารเหล่านี้ไม่ได้ถูกเตรียมการมารองรับตั้งแต่ต้น และดันไปตั้งอยู่ใจกลางเมืองอย่างพระราม 9 หรือรามคำแหง ซึ่งใกล้ชุมชนและโรงพยาบาล แถมยังปล่อยลมร้อนมหาศาลออกมาจากคอมเพรสเซอร์แอร์ เหมือนเป็นตัวกระจายความร้อนในกรุงเทพฯ

 นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงด้านการก่อการร้าย หรือกระทั่งอุบัติเหตุรุนแรง เช่น รถสิบล้อพุ่งชนอาคารที่มีน้ำมันอยู่เต็มพิกัด ซึ่งอันตรายและน่าหวาดเสียวมาก

- ขั้นตอนต่อไปที่เราควรเร่งดำเนินการเพื่อควบคุมเรื่อง Data Center คืออะไร

เร่งออกกฎกระทรวงหรือข้อบัญญัติของ กทม. ควบคุมลักษณะอาคาร Data Center โดยเฉพาะ และสั่งห้ามสร้างอาคารประเภทนี้ในใจกลางเมืองเพิ่มอีก กำหนดกรอบระยะเวลา (Timeline) ที่ชัดเจนในการย้ายอาคารที่มีอยู่ออกไป คนไทยมักพูดว่าสิ่งนี้ไม่ดี แต่ไม่เคยกำหนดว่าจะต้องย้ายออกไปเมื่อไหร่

อย่างเรื่องความปลอดภัยรอบอาคารสูงที่ผมประชุมร่วมกับ กทม. เพื่อบังคับให้ทำถนนกว้าง 6 เมตรรอบตึกให้รถดับเพลิงวิ่งได้ พอผมถามว่าจะแก้ไขเสร็จในกี่วัน ทางข้าราชการก็ตอบแต่เพียงว่าเร่งด่วน จนผมต้องเค้นคำตอบสรุปมาได้ว่า 30 วัน เพื่อที่จะสามารถมาติดตามผลการประชุมกันต่อได้

- ปัญหาของระบบราชการไทยส่วนใหญ่คือเวลามีปัญหามักจะใช้วิธีตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณา ซึ่งทำให้แก้ปัญหาไม่ทันการณ์ใช่ไหม

ตั้งแต่เข้ามาทำงานเป็น สว. สัมผัสได้ว่าข้าราชการในระดับกระทรวงมีความตั้งใจดี มีคนที่เก่งและอยากลงมือแก้ปัญหา แต่ปัญหามักจะติดขัดที่ระดับ "หัว" หรือผู้นำด้านบน  ทุกอย่างจะแก้ได้เร็วและสำเร็จได้จริงหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่า "หัวเอาจริงไหม"

ผมเคยทำงานร่วมกับ อย. ในการแก้ไขปัญหาสารเคมีปนเปื้อนในผัก ซึ่งทาง อย. ดำเนินการได้รวดเร็วและดีมาก ข้าราชการยังขอบคุณ สว. ที่ช่วยเปิดนโยบายให้พวกเขาได้เร่งทำงาน

ดังนั้นผมจึงอยากฝากถึงผู้นำและหัวหน้าหน่วยงานต่างๆ รวมถึงรัฐบาลว่าขอให้เอาจริงเอาจังกับการทำงานเพื่อประเทศชาติ อย่ามัวแต่เล่นการเมืองหรือแย่งชิงอำนาจกันเลย