แฉงบครุภัณฑ์ส่อทุจริต! “ธนเดช” ตะลึงจ้างที่ปรึกษาเดือนละ 4 แสน “หมอวรงค์” เสนอตัดงบ 10% แฉโกงกินหัวคิว 30%
วันที่ 7 กันยายน 2569 มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยมี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ซึ่งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญฯ พิจารณาเสร็จเรียบร้อยแล้วในวาระสองเป็นวันแรก
ต่อมา ร.อ.ท. ธนเดช เพ็งสุข สส.กทม. พรรคประชาชน อภิปรายถึงการจัดซื้อจัดจ้างครุภัณฑ์และการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดิน โดย ได้ชี้ให้เห็นถึงปัญหาการซื้อของซ้ำซ้อน ราคากลางไร้มาตรฐาน และหลายหน่วยงานมักสืบราคาจากเอกชนที่ไม่ใช่ผู้ประกอบการโดยตรง ว่า การพัฒนาระบบของแทบทุกหน่วยงานมักแฝงมาในรูปแบบการจ้างบุคลากรและที่ปรึกษา เช่น โครงการพัฒนาระบบบริหารข้อมูลกลางทางทะเลและชายฝั่ง งบประมาณ 50 ล้านบาท แต่กลับเป็นค่าจ้างบุคลากรสูงถึง 34 ล้านบาท ซึ่งผู้จัดการโครงการรับค่าตอบแทนสูงถึง 400,000 บาทต่อเดือน (ระยะเวลาทำงาน 8 เดือน) ขณะที่โครงการพัฒนาโมเดลการจัดการทะเลสาบสงขลาเพื่อเศรษฐกิจสีน้ำเงิน งบประมาณ 190 ล้านบาท มีงบจ้างที่ปรึกษา 50 ล้านบาท โดยผู้จัดการโครงการได้รับเงินเดือน 170,000 บาท
นอกจากนี้ ยังพบสภาวะ “เพื่อนฝากซื้อ” เช่น กรมการท่องเที่ยว ตั้งงบจัดซื้ออุปกรณ์และแอปพลิเคชันให้กับตำรวจท่องเที่ยว ซึ่งสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) รวมถึงปัญหา “บัญชีนวัตกรรม” ที่มีราคาสูงเกินจริง เช่น เครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Wall Charger) ขนาด 7 กิโลวัตต์ ราคา 70,000 บาท, ขนาด 22 กิโลวัตต์ ราคา 82,000 บาท และขนาด 60 กิโลวัตต์ สูงถึงชุดละ 460,000 บาท ตลอดจนเรือนวัตกรรมที่มีราคาสูงกว่าท้องตลาด
“อยากเรียกร้องให้กรมบัญชีกลางและหน่วยงานบรรเทาสาธารณภัย เข้ามากำกับดูแลการจัดซื้อจัดจ้าง หากสินค้านวัตกรรมมีราคาแพง ขอให้จัดทำบัญชีใหม่ให้สอดคล้องกับราคากลาง พร้อมบูรณาการการจัดซื้อครุภัณฑ์ เช่น เรดาร์และโดรน ไม่ให้เกิดการซื้อซ้ำซ้อนกันระหว่างหน่วยงาน” ร.อ.ท. ธนเดช กล่าว
ขณะที่ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี ได้อภิปรายขอปรับลดงบประมาณตามมาตรา 4 ลง 10% เนื่องจากกังวลเรื่องการคอร์รัปชัน โดยระบุว่าได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ประกอบการว่า แม้โครงการจะอยู่ในชั้นวาระแรก แต่กลับมีการจ่ายเงินกันแล้วว่า สินค้าที่มีต้นทุนจริงเพียง 100 บาท เมื่อถูกบรรจุลงในเล่มงบประมาณ กลับพุ่งสูงถึง 300-400 บาท เพื่อเผื่อหักค่าหัวคิวจ่ายให้ส่วนราชการและรายทางสูงถึง 30%
“สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ เงินสดธนบัตรฉบับละ 1,000 บาท หายไปจากระบบกว่า 1.4 แสนล้านบาท ซึ่งเชื่อว่าพัวพันกับเงินเทา การพนัน เงินสินบน เงินใต้โต๊ะ และการนำไปใช้ซื้อเสียงของนักการเมือง จึงขอตั้งคำถามไปยังคณะกรรมาธิการว่า ได้มีการหารือถึงเรื่องนี้หรือปล่อยให้หมักหมม จนประเทศอาจไปไม่รอด” นพ.วรงค์ กล่าว