- โฆษณา -

“กรณ์-อภิสิทธิ์” แท็กทีมเฉือนงบปี 70 แช่แข็งโครงสร้างเก่า เตือนรัฐบาลระวังติดกับดัก-สุ่มเสี่ยงผิดวินัยการคลัง

การเมือง7 ก.ย. 2569 • 12:13 น.
“กรณ์-อภิสิทธิ์” แท็กทีมเฉือนงบปี 70 แช่แข็งโครงสร้างเก่า เตือนรัฐบาลระวังติดกับดัก-สุ่มเสี่ยงผิดวินัยการคลัง

 

วันที่ 7 กันยายน 2569 มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยมี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ซึ่งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญฯ พิจารณาเสร็จเรียบร้อยแล้วในวาระสองเป็นวันแรก

จากนั้นนายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์  อภิปราย ว่า ตนได้เสนอให้มีการปรับลดงบประมาณโดยรวม 10% เจตนาไม่ใช่เพื่อลดวงเงินโดยรวมของรัฐบาล แต่เพื่อเปิดช่องให้ ครม.นำเงินส่วนที่ปรับลดไปนั้น กลับไปจัดสรรใหม่    เพื่อให้ตรงกับความต้องการที่แท้จริงของประเทศ   ซึ่งโจทย์สำคัญที่เราหวังว่ารัฐบาลจะใช้งบประมาณในการแก้ไขมีด้วยกัน 5 เรื่อง   ได้แก่ 1.การศึกษา   2.สังคมสูงอายุ    3.หนี้ครัวเรือน   4. ประสิทธิภาพการผลิต   5.การปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี

- โฆษณา -

S  27164848

ตนไม่ได้โทษรัฐบาลทั้งหมด แต่วันนี้เรามีปัญหาเชิงโครงสร้างในเรื่องงบประมาณ ซึ่งมีปัญหาสองส่วน คือการจัดสรรงบฯ และรายได้   วันนี้ใครเป็นรัฐบาลก็ต้องยอมรับความเป็นจริงว่า เงินไม่พอที่จะมาจัดสรร และแก้ไขปัญหาทั้งหมดที่สะสมมานาน  

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจะอ้างไม่ได้ว่า จัดสรรงบประมาณให้ไม่ได้เพราะเงินไม่พอ   เพราะรัฐบาลเพิ่มเงินในกระเป๋าให้ตัวเอง  โดยการออก พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท แต่ก็เอาไปใช้กับโครงการเดิมๆ ไม่ได้แจกโดยตรงให้กับประชาชน แต่นำไปจัดซื้อพัสดุภัณฑ์ หรือแผงโซลาร์เซลล์ แต่ไม่ได้นำไปแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง

นายกรณ์ ยังกล่าวถึงการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาล โดยยกตัวเลขการจัดเก็บรายได้เมื่อเทียบกับจีดีพี  อยู่ที่ 14%   ซึ่งถือว่าลดลงมาเรื่อยๆ จากปีที่ผ่านมา ถือว่ามีความหมายมาก  นอกจากนี้การจัดเก็บรายได้กว่า 99%  มาจากการจัดเก็บภาษีจากคนทำงาน มีเพียง 1%   ที่จัดเก็บจากอภิมหาเศรษฐีหรือกลุ่มคนร่ำรวย สะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างในการจัดเก็บภาษี ที่ต้องมีการแก้ไข อีกทั้งอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของเราอยู่ที่ 2% ซึ่งถือว่าต่ำมาก  

ดังนั้นเราต้องมีการคิดว่าจะตอบโจทย์เรื่องนี้อย่างไร   ไม่เช่นนั้นเราจะติดกับดักงบประมาณอย่างแน่นอน  ผู้ที่จะเดือดร้อนที่สุดก็คือผู้ที่มีรายได้น้อย และผู้สูงอายุ   จึงอยากกระตุ้นเตือนรัฐบาลว่า เรามีภาระหน้าที่ในการแก้ไขเรื่องนี้โดยเร็ว

“หากยังยึดความคิดแบบเดิม ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างภาษี บทบาทของต่างชาติในระบบเศรษฐกิจ   จุดยืนต่อรัฐวิสาหกิจ หรือหุ้นของรัฐวิสาหกิจที่รัฐบาลถืออยู่  รวมถึงกฎระเบียบต่างๆ เราจะหวังผลแบบใหม่ไม่ได้  เราต้องคิดใหม่ทำใหม่ เพื่อไม่ให้มีปัญหาเรื่องงบประมาณในอนาคตต่อไป” นายกรณ์ กล่าว 

ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่าตนขอเสนอตัดงบในภาพรวม จำนวน1.5 แสนล้านบาท เพราะมีเงินนอกงบประมาณจำนวนมากเพื่อแก้ปัญหาประเทศ รวมถึงเป็นปีที่รัฐบาล ตาม พ.ร.ก.กู้เงิน ทำให้จะมีเงินเติมในระบบอีก 2 แสนล้านบาท นอกจากนั้นแล้วเมื่อพิจารณาถึงสถานะของประเทศในประเด็นหนี้สาธารณะเกือบชนเพดาน และยังมีหนี้ที่ค้างในรัฐวิสาหกิจ หรือ ธนาคารของรัฐอีก เป็นเรื่องอันตราย ตนผิดหวังที่ กมธ. ไม่พยายามรีดไขมัน เพื่อให้มีพื้นที่ทางการคลัง ช่องว่างรับมือสถานการณ์วิกฤติที่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ  รองนายกฯ และ รมว.คลัง ย้ำว่ายังมีวิกฤติที่ยังไม่สิ้นสุด

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่าหากอยากสะสางโครงสร้างงบประมาณ และหากกังวลต่อกับดักงบประมาณที่จะเกิดขึ้นในปีหน้า ต้องเริ่มจากการทำงานและพูดความจริง ทั้งนี้เมื่อมีรายละเอียดงบประมาณปรากฎ พบว่างบประมาณปีนี้ ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัดเพื่อให้มีเสถียรภาพ มั่นคงยั่งยืนตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ ซึ่งกำหนดให้มีงบรายจ่ายงบลงทุนไม่น้อยกว่า 20% และไม่น้อยกว่าวงเงินที่ขาดดุลของบประมาณ แต่งบประมาณที่ถูกเสนอ รายจ่ายลงทุนผ่านเกณฑ์แบบฉิวเฉียด เกิน 3 หมื่นล้านบาท แต่เมื่อเทียบกับการขาดดุล เกินมาเพียง 1.7 พันล้านบาท

S  27164843

กมธ.เห็นรายละเอียดงบแล้ว ไม่ตั้งคำถามหรือ ที่นับเป็นรายจ่ายลงทุน เป็นรายจ่ายลงทุนจริงหรือไม่ เพราะที่ผมเห็นใน 2 รายการ ที่ไม่น่าจะใช่ คือ งบกลาง เงินสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉิน ตั้งไว้ 1แสนล้านบาท บอกว่ามี 6หมื่นล้าน คือ รายจ่ายลงทุน ทั้งที่งบฉุกเฉินไม่มีโครงการ ไม่มีแบบ ไม่มีสถานที่ บอกว่า 60% ของยอดที่นายกฯ หรือ ครม. อนุมัติเป็นงบลงทุน

ผมไม่เชื่อ เพราะหากดูตัวเลขใช้จ่ายงบฉุกเฉินปีผ่านมาเติมโคงการไม่ใช่รายจ่ายลงทุนในสัดสวนที่สูงมาก และ นับค่าบริการคลาวน์ภาครัฐ ค่าเช่าอีก 4.5พันล้านบาทเป็นค่าใช้จ่ายลงทุน ผมมองว่าไม่ใช่ เพราะไม่ใช่ลงทุนเรื่องคลาวน์ ส่วนการจัดเก็บข้อมูลเพื่อภารกิจประจำ หรือรายจ่ายประจำ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เมื่อมีกฎหมายใช้ต้องบังคับใช้จริงจัง ทั้งนี้หากรัฐบาลจัดไม่ได้ต้องแถลงต่อสภา แต่ทำไมถึงไม่ทำอย่างตรงไปตรงมา หรือบังคับใช้กฎหมายเที่ยงธรรม ตนยืนยันว่าควรตัดลดวงเงินงบประมาณ รายจ่ายที่ไม่จำเป็นสุ่มเสี่ยงทุจริตและจัดเพิ่มงบลงทุนและให้มีพื้นที่การคลังเพื่อแก้ปัญหา เรื่องดังกล่าวตนจะติดตาม เพราะงบแสนล้านที่นายกฯ หรือ ครม.อนุมัติ จะดูว่ามีเจตนาเพื่อรักษาวินัยการเงินการคลัง และใช้งบกลาง 60% เพื่อรายจ่ายลงทุน หากไม่ใช่ แปลว่าผิดกฎหมาย ตนมีหน้าที่ตรวจสอบต่อไป

ขณะที่นายอนุรักษ์ จุรีมาศ สส.ร้อยเอ็ด พรรคภูมิใจไทย ฐานะรองประธานกมธ. ชี้แจงโดยยืนยันทำถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ