“หมอวรงค์” ชำแหละงบภัยพิบัติ ฉะรัฐอ้างบิดเบือน 4 หมื่นล้าน ซัดเบี้ยประกัน 1.55 หมื่นล้าน แพงสุดในโลก หวั่นเอื้อคอมมิชชั่น
วันที่ 9 ก.ย.2569 เวลา 11.07 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท ในวาระ 2-3 ที่กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว วันที่สาม ต่อมานพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี ได้ขึ้นอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี มาตรา 20 กระทรวงมหาดไทย โดยยื่นขอปรับลดงบประมาณลง 10% พร้อมส่งสัญญาณเตือนไปยังกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) หัวใจสำคัญของ ปภ. คือการป้องกันไม่ให้เกิดภัยพิบัติมากกว่าการตามเยียวยาหลังเกิดเหตุ ทว่าสิ่งที่น่ากังวลคือข้อมูลความเสียหายที่ฝ่ายการเมืองและฝ่ายราชการนำมาอ้างอิงนั้นไม่ถูกต้อง โดยนายกรัฐมนตรีเคยระบุว่า ประเทศไทยต้องเสียค่าเยียวยาภัยพิบัติสูงถึงปีละ 40,000 ล้านบาท แต่เมื่อตรวจสอบเอกสารงบประมาณย้อนหลังพบว่า ตัวเลข 40,000 ล้านบาทนั้นเป็นยอดรวมสะสม 4 ปี ซึ่งเมื่อนำมาคำนวณเฉลี่ยจริงตกเพียงปีละ 9,877 ล้านบาทเท่านั้น
"การที่รัฐบาลนำตัวเลขยอดรวมมาอ้างเพื่อเดินหน้ามาตรการทำประกันภัยพิบัติ วงเงิน 15,500 ล้านบาท จึงเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผลและไม่เป็นธรรมกับประชาชน เพราะเป็นการประเมินจากฐานข้อมูลปี 2569 เพียงปีเดียว" นพ.วรงค์ กล่าว
นพ.วรงค์ อภิปรายต่อถึงหลักวิชาการด้านประกันภัย โดยตั้งข้อสังเกตว่า โครงการดังกล่าวตั้งทุนประกันไว้ที่ 75,000 ล้านบาท แต่กลับต้องจ่ายเบี้ยประกันสูงถึง 15,500 ล้านบาท หรือคิดเป็น 20% ของทุนประกัน ซึ่งเท่ากับเป็นการประเมินความเสี่ยงว่าประเทศไทยจะเกิดภัยพิบัติร้ายแรงในทุกๆ 5 ปี ทั้งที่ในความเป็นจริง สัดส่วนเบี้ยประกันภัยพิบัติมาตรฐานทั่วโลก รวมถึงของธนาคารโลก (World Bank) อยู่ที่เพียง 4-8% เท่านั้น การที่รัฐบาลชุดนี้อนุมัติเบี้ยประกันสูงถึง 20% จึงถือเป็นอัตราที่ "แพงที่สุดในโลก" และไม่ควรรวมเอาภัยธรรมชาติทั่วไปในแต่ละปีมาคิดคำนวณ
นพ.วรงค์ ได้เสนอแนะแนวทางที่เหมาะสมว่า รัฐบาลควรดำเนินนโยบายตามมาตรฐานสากล หากตั้งงบประมาณไว้ 15,500 ล้านบาท ควรแบ่งเงิน 5,000 ล้านบาท จัดตั้งเป็น "กองทุนภัยพิบัติ" เพื่อรองรับความเสียหายขั้นต้น จากนั้นจึงค่อยนำเงินส่วนที่เหลือไปทำประกันภัยต่อ (Reinsurance) กับบริษัทประกันภัยทั้งในและต่างประเทศ เพื่อดูแลความเสียหายที่เกินจากวงเงินกองทุน
"หากรัฐบาลยังคงเดินหน้าในรูปแบบเดิม ก็ไม่ต่างจากการนำเงินภาษีของประชาชนไปทำให้ประเทศเสียเปรียบ และอาจทำให้สังคมตั้งคำถามว่า มีกลุ่มคนบางกลุ่มกำลังหวังผลประโยชน์จากค่าคอมมิชชั่นในการทำประกันครั้งนี้หรือไม่" นพ.วรงค์ กล่าว