“จักรภพ” ท้วงตัดงบ สนข. ชี้ขนส่งสาธารณะยังไม่ตอบโจทย์ จี้เร่ง “ตั๋วร่วม” ลดค่าเดินทางประชาชน
เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2569 นายจักรภพ เพ็ญแข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อภิปรายการปรับลดงบประมาณของกระทรวงคมนาคม โดยตั้งข้อสังเกตถึงงบประมาณของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ว่า เป็นหนึ่งในหน่วยงานที่ไม่ควรถูกปรับลดงบประมาณ เนื่องจากมีบทบาทสำคัญต่อการวางระบบขนส่งสาธารณะ ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับคุณภาพชีวิตและค่าครองชีพของประชาชนทั้งในกรุงเทพมหานครและเมืองต่าง ๆ ทั่วประเทศ
นายจักรภพ กล่าวว่า ประเทศไทยลงทุนพัฒนาระบบขนส่งมวลชนมาเป็นเวลาหลายสิบปี แต่ตัวเลขที่น่ากังวลคือ ประชาชนในกรุงเทพมหานครใช้ระบบขนส่งมวลชนเพียงประมาณ 10% ของประชากรทั้งหมด สะท้อนว่าความพยายามในการจูงใจให้ประชาชนเปลี่ยนจากรถยนต์ส่วนบุคคลมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ทั้งที่การเพิ่มสัดส่วนการใช้ขนส่งสาธารณะจะช่วยลดภาระการลงทุนของรัฐ ลดการใช้ทรัพยากร และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว
“หลังจากที่มีการลงทุนไปอย่างมหาศาลและเป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว ปรากฏว่าประชาชนในกรุงเทพมหานครใช้ระบบขนส่งมวลชนเพียงประมาณ 10% เท่านั้น เพราะฉะนั้นต้องกลับมาดูว่า การปรับลดงบประมาณในส่วนนี้จะมีประโยชน์อย่างไร และกำลังส่งสัญญาณอย่างไรต่ออนาคตของเมืองใหญ่และเมืองที่จะพัฒนาต่อไป”นายจักรภพ กล่าว
นายจักรภพ กล่าวว่า เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศในอาเซียน ทั้งสิงคโปร์ซึ่งมีระบบขนส่งสาธารณะที่มีประสิทธิภาพสูง หรือฟิลิปปินส์ซึ่งมีระดับการพัฒนาใกล้เคียงกับไทย พบว่าประชาชนใช้บริการขนส่งสาธารณะในสัดส่วนสูงกว่าไทย ขณะที่ปัญหาสำคัญอีกด้านหนึ่งคือค่าโดยสาร โดยเฉพาะรถไฟฟ้าและระบบขนส่งมวลชนของไทย ซึ่งอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับค่าจ้างขั้นต่ำและรายได้ของประชาชน ทำให้ต้นทุนการเดินทางกลายเป็นภาระต่อผู้บริโภค
นายจักรภพ ยังย้อนถึงพัฒนาการของระบบขนส่งมวลชนไทยว่า สมัยที่ตนดำรงตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในรัฐบาล ดร.ทักษิณ ชินวัตร ได้มีความพยายามเชื่อมโยงรถไฟฟ้าหลายสายและหลายสีให้เข้าสู่ระบบเดียวกัน โดยประสานกับกรุงเทพมหานคร ก่อนพัฒนามาเป็นแผนแม่บทและดำเนินการต่อเนื่องมาหลายรัฐบาล กระทั่งมีพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. 2568 เพื่อวางกลไกเชื่อมระบบขนส่งสาธารณะและการจัดเก็บค่าโดยสารให้เป็นระบบเดียวกัน
ดังนั้น ในช่วงที่ประเทศไทยมีกฎหมายและแผนรองรับการพัฒนาระบบตั๋วร่วมแล้ว รัฐบาลควรใช้ สนข. เป็นกลไกสำคัญในการผลักดันให้เกิดผลในทางปฏิบัติ มากกว่าส่งสัญญาณผ่านการปรับลดงบประมาณ เพราะเป้าหมายสำคัญไม่ใช่เพียงการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน แต่ต้องทำให้ประชาชนสามารถใช้ระบบขนส่งสาธารณะได้จริง สะดวก เชื่อมต่อกัน และมีค่าใช้จ่ายที่เหมาะสมกับรายได้
“ไม่ว่าเศรษฐกิจจะดีหรือไม่ดี หากค่าใช้จ่ายในชีวิตของประชาชนสามารถประหยัดลงได้ ผ่านเครื่องมือที่รัฐลงทุนให้ก่อน เรื่องขนส่งมวลชนจะตรงไปถึงคุณภาพชีวิตของประชาชน ทำให้ประชาชนมีความสุขขึ้น” นายจักรภพ ย้ำ
นายจักรภพ กล่าวทิ้งท้ายว่า กระทรวงคมนาคมควรให้ความสำคัญกับ สนข. ซึ่งอาจเป็นหน่วยงานที่ไม่ได้อยู่ในความสนใจของสาธารณชนมากนัก แต่มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมกฎหมาย แผนแม่บท และมาตรการด้านการบริหารเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างระบบขนส่งสาธารณะที่ประชาชนเข้าถึงได้ เพราะระบบหนึ่งของชีวิตคือขนส่งสาธารณะและการลงทุนในเรื่องนี้ย่อมสะท้อนกลับมาโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน