พักรบ “ศึกการเมือง” ชั่วคราว !
เมื่อการเลือกตั้งจบ แต่ปัญหายังไม่จบ !
แต่ทว่าในห้วงเวลานี้ ทุกพรรคการเมือง ทำได้แค่เพียง wait and see อดใจรอไปจนกว่าจะถึงช่วงหลังวันที่ 9 พ.ค. เพราะตามกระบวนการขั้นตอน คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะต้องประกาศรับรองส.ส.อย่างเป็นทางการ ส่วนที่กำลังวุ่นวาย กันอยู่ในวันนี้ ก็ดำเนินการฟ้องร้อง ยื่นเรื่องร้องเรียน กดดัน “7 เสือกกต.”กันไปพลางๆ
เนื่องจากไฮไลต์สำคัญ หลังวันที่ 9 พ.ค.นี้จะเป็น “เงื่อนไข” สำคัญว่า ที่สุดแล้วระหว่าง “พรรคเพื่อไทย” กับ “พรรคพลังประชารัฐ” พรรคไหน จะยังสามารถ “ยืนระยะ” ทำหน้าที่เป็น “แกนหลัก”ในการจัดตั้ง “รัฐบาลผสม” ได้ต่อไป
ในระหว่างที่ทุกคนต้องร้องเพลงรอ จังหวะนี้ก็ใช่ว่า สถานการณ์ทางการเมือง จะเงียบเหงา สงบสงัดไปด้วยแต่อย่างใด
ตรงกันข้าม กลับกลายเป็นว่า เมื่อเปิดหน้าสู้กันใน “สนามเลือกตั้ง” ผ่านพ้นไปแล้ว ช็อตต่อมาคือการที่ รัฐบาล และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ( คสช.) ที่มี “บิ๊กตู่”พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยืนตระหง่านที่หัวโต๊ะ กลับต้องมา “รับมือ” กับการเคลื่อนไหวของ “แกนนำพรรคอนาคตใหม่” ที่ประกาศเปิดหน้าชนกับคสช. อย่างชัดเจน
และดูเหมือนว่า ทุกความเคลื่อนไหว ทุกเกมการตอบโต้ จาก “2 แกนนำ” ค่อนข้างได้ผลเป็นที่น่าพอใจเอาเสียด้วย
ทั้ง “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรค และ “ปิยะบุตร แสงกนกกุล” เลขาธิการพรรค กำลังกลายเป็น “โจทย์ข้อยาก” สำหรับ คสช. ยิ่งเมื่อความวุ่นวายภายในประเทศ ไม่ได้จบลงในบ้านเรา หากแต่ถูกขยายความออกไปสู่สังคมโลก
แน่นอนว่าสภาพการณ์เช่นนี้ ย่อมเกิดแรงเหวี่ยงไปยังฝ่ายรัฐบาล คสช.และอาจกระทบกับภารกิจการจับขั้วเพื่อตั้งรัฐบาลของพรรคพลังประชารัฐ ไปโดยปริยาย
ขณะเดียวกัน เมื่อฝ่ายพรรคอนาคตใหม่เอง ได้ชู “พลังมวลชนคนรุ่นใหม่” ที่เทคะแนนให้พรรคกว่า 6ล้านเสียง นั้นย่อมมีความหมาย และมีพลังมากพอที่จะปลุกขึ้นมาเพื่อ “งัดง้าง” กับคสช. บนวาทกรรม “ประชาธิปไตย” ล้มล้าง “เผด็จการ” !
เมื่อมองไปยังพรรคประชาธิปัตย์เอง ที่วันนี้ “บิ๊กเนม” ของพรรคหลายต่อหลายคน เริ่มรับรู้แล้วว่า “ศึกใน” ในยุค 2562 นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายดายที่จะยุติลงที่ การลาออกจาก “หัวหน้าพรรค” ของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เพื่อเซ่นกับความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด โทษฐานที่นำทัพไปรบ แต่ไม่ชนะ แถมยังทำให้ประชาธิปัตย์ กลายเป็นพรรค “ต่ำร้อย” เพราะการเดินเกมที่ผิดพลาดของอภิสิทธิ์ เอง
ยิ่งเมื่อการเปลี่ยนแปลงและทุกความเคลื่อนไหวภายในประชาธิปัตย์ ห้วงเวลานี้ ยังถูก “ยึดโยง”กับ “อนาคตทางการเมือง” การตัดสินใจเข้าร่วมรัฐบาลกับ พรรคพลังประชารัฐ หลังวันที่ 9 พ.ค.นี้หรือไม่ เป็นสำคัญ
นั่นหมายความว่า “ปัจจัยภายนอก” กำลังกลายเป็น “เงื่อนไข” สำหรับ “ศึกใน” ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่พบว่าวันนี้ ทั้งฝ่ายกลุ่มถาวร เสนเนียม กับกลุ่มของอภิสิทธิ์ ต่างไม่มีใคร “ลดราวาศอก” แม้ล่าสุด “ชวน หลีกภัย” ประธานสภาที่ปรึกษาพรรค จะออกโรงปรามถาวร ผ่านสื่อด้วยตนเอง แต่จนถึงบัดนี้บรรยากาศที่ประชาธิปัตย์ยังปกคลุมด้วยความอึมครึม !
และถึงแม้ “วัชระ เพชรทอง” อดีตส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ของพรรค จะออกตัวชู “ นายหัวชวน” ว่ามีความเหมาะสมที่จะกลับมานั่ง หัวหน้าพรรค ก็ตาม แต่ล่าสุดได้รับการปฏิเสธจาก ชวน ว่าจะไม่ขอรับตำแหน่งหัวหน้าพรรคอย่างแน่นอน และเชื่อว่าในพรรคยังมีคนที่มีความสามารถอีกมาก
“ เชื่อมั่นว่ายังมีคนในพรรคที่มีความสามารถอีกหลายคน ซึ่งผมยืนยันว่า พร้อมช่วยงานในพรรค และเชื่อว่าสถานะปัจจุบันสามารถช่วยงานได้มากกว่าและในพรรคมีคนมากที่มีความสามารถทำอะไรได้
ซึ่งทุกคนมีความสามารถไม่ต้องถึงขั้นที่ผมลงมา เพราะผมช่วยอยู่แล้ว ที่จริงอยู่ในสถานะแบบนี้ช่วยได้เยอะ เพราะ ไม่ต้องเสียเวลาเรื่องพิธีการ สามารถออกไปช่วยได้ตลอด” (10เม.ย.2562)
นอกจากนี้นายหัวชวน ยังกำชับทุกกลุ่มในพรรคขอให้ยุติการแสดงความเห็นเรื่อง “การร่วมรัฐบาล” หรือการไปเป็น “ฝ่ายค้านอิสระ” ให้รอความชัดเจนจาก “กรรมการบริหารพรรคชุดใหม่” เสียก่อน
มาแลนด์ดิ้ง กันต่อที่พรรคเพื่อไทย ซึ่งดูเหมือนว่าจะเงียบเหงาจนน่าใจหาย ท่ามกลางกระแสข่าวที่สะพัดว่า “นายใหญ่” กำลังจะหันไปหนุนหมากตัวใหม่ที่ไฉไลและโดดเด่นกว่าอย่าง พรรคอนาคตใหม่ เพราะแม้ในสายตาของฝ่ายหนุน คสช.จะเย้ยเยาะว่า เป็นพรรคที่ “ไม่มีอนาคต” เพราะทั้งหัวหน้าและเลขาฯพรรคต่างติดบ่วงคดีกันไปตามๆกัน ก็ตาม
แต่สำหรับนายใหญ่แล้วต้องนับถือว่า หมากตัวไหนที่สามารถ “สั่นประสาท” คสช.และกองทัพได้มากที่สุด หมากตัวนั้นย่อมมีราคา ยิ่งเมื่อหันมามองที่พรรคเพื่อไทย แม้จะมี 137 เสียงตุนเอาไว้ในมือ แต่จนแล้วจนรอดก็ยังมองไม่เห็น “ทางสะดวก” ที่พรรคเพื่อไทยจะเดินไปถึง “ทำเนียบรัฐบาล”
มิหนำซ้ำ “แกนนำ”ระดับคีย์แมนเริ่มพากันหายหน้าหายตา ไปเงียบๆ จะมีก็แค่แสดงความเห็นผ่านเฟชบุค ผ่านโลกออนไลน์ เพื่อรักษาพื้นที่ข่าวของตนเองเอาไว้ก็เท่านั้น
จากนี้ไปจนกว่าจะผ่านพ้นงานพระราชพิธีสำคัญยิ่งสำหรับพสกนิกรชาวไทย จนกว่าผ่านพ้นหลังวันที่ 9 พ.ค.เมื่อกกต.ประกาศรับรองส.ส.อย่างเป็นทางการไปเรียบร้อยแล้ว คงคาดการณ์กันได้ไม่ยากว่า บรรยากาศทางการเมืองจะกลับมาร้อนแรง ทะลุจุดเดือดกันสักแค่ไหน ยิ่งเมื่อต่างฝ่ายต่างช่วงชิงจังหวะการตั้งรัฐบาลกันทุกนาที !