เลือกตั้ง 66 จุดเปลี่ยนประเทศไทย
การเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 14 พ.ค.2566 นี้คือวาระทางการเมืองที่ถูกจับตามาโดยตลอด ทั้งในและต่างประเทศ เนื่องจากการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ สำหรับภาคพลเมือง นักธุรกิจ นักลงทุน นอกเหนือไปจาก “ฝ่ายการเมือง” ที่เปิดหน้าต่อสู้กันในห้วงตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา
การเมืองไทยถูกแบ่งออกเป็น สองขั้วหลักๆ ด้านหนึ่ง คือฝ่ายที่ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มอนุรักษ์นิยม กับฝ่ายเสรีประชาธิปไตย ฝ่ายหนึ่งเป็นตัวแทนของคนรุ่นเก่า ขณะที่ฝ่ายเสรีประชาธิปไตย ถูกวางเอาไว้ให้เป็นตัวแทนของ “คนรุ่นใหม่” ต้องการเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนฝ่ายบริหาร และยังหวังว่าการเลือกตั้งรอบนี้พวกเขามีความฝันที่จะได้เห็นประเทศเปลี่ยนแปลงไป ในมุมที่หวังจะให้เป็น
และแน่นอนว่า พรรคก้าวไกล ได้กลายเป็นพรรคการเมืองตัวแทนของคนรุ่นใหม่ ขี่กระแสเหนือ “พรรคเพื่อไทย” ที่แม้จะถูกจัดให้อยู่ในฝ่ายเสรีประชาธิปไตยเช่นกันก็ตามที แต่เมื่อพรรคเพื่อไทย ยังคงมีกลิ่นอายของการเมืองเก่า แม่ทัพนักรบตัวจริงที่เคลื่อนไหวล้วนแล้วแต่เป็นคนรุ่นเก่า เคยทำงานกับ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี มาตั้งแต่ครั้งก่อตั้งพรรคไทยรักไทย ในยุครุ่งเรือง
รวมทั้งพรรคเพื่อไทย กลับถูกตั้งคำถามถึง “จุดยืน” ว่าจะจับมือกับ “2 ลุง” ในปีกของพรรคฝ่ายอนุรักษ์นิยม ทั้ง พรรครวมไทยสร้างชาติ และพรรคพลังประชารัฐ หรือไม่ หลายครั้งหลายครา จน “ไม่ได้ใจ” ของฝ่ายที่ยืนตรงข้าม “2ลุง” ทั้ง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ในฐานะแคนดิเดตนายกฯของพรรครวมไทยสร้างชาติ กับ “ลุงป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและแคนดิเดตนายกฯพรรคพลังประชารัฐ
ดังนั้นหมายความว่า ภาพการเลือกข้าง ประกาศตัวชัดของ พรรคก้าวไกลจึงกลายเป็นความโดดเด่นที่เหนือพรรคเพื่อไทย และแม้ว่าเกมที่พรรคก้าวไกล เลือกเล่นนี้ จะกลายเป็น “กับดัก” ที่ทำให้ต้องถูกโดดเดี่ยว กลายเป็น “ฝ่ายค้าน” ไปอีก 4 ปีก็ตาม
บนสนามการต่อสู้ทางการเมือง ผ่านสมรภูมิเลือกตั้ง 14 พ.ค.ครั้งนี้ แม้จะมีพรรคการเมืองเป็น “ผู้เล่น” เกิดขึ้นหลายพรรค ไม่ว่าจะเป็นแกนนำจากพรรคใหญ่ที่ถอยออกมาตั้งพรรคการเมืองเอง หรือแม้แต่พรรคที่ถูกมองว่าเป็น “พรรคสาขา” แต่ที่สุดแล้ว นี่คือการห้ำหั่นกันระหว่าง สองขั้วอุดมการณ์อย่างชัดเจน
ยิ่งกระแสความแรงของพรรคก้าวไกลมีมากเท่าใด ไม่ว่าจะผ่านการสำรวจจากโพลสำนักต่างๆ หรือการ “ขยายความคิด” ผ่านทุกช่องทางในโลกโซเชียล อย่างต่อเนื่องและเข้มข้น ยิ่งส่งผลต่อความคิดของผู้คนมากขึ้น โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ไม่เช่นนั้นพรรคก้าวไกล คงไม่เลือกชูมอตโต้ เลือกเพื่อ “เปลี่ยนประเทศ” หลังจากที่เปิดตัวมอตโต้ “มีลุง ไม่มีเรา มีเรา ไม่มีลุง” มาก่อนหน้านี้
ขณะที่พรรคการเมืองฝั่งอนุรักษ์นิยมนั้นพยายามสกัดการแพร่ขยายแนวคิดการเปลี่ยนแปลงประเทศนั้นดีจริงหรือไม่ หรือจะนำไปสู่ ปัญหาใหม่ ขึ้นมาแทนที่ !และแน่นอนว่า หัวหอกคือ “พรรครวมไทยสร้างชาติ” ประกาศจุดยืนของพรรคอย่างเข้มแข็งว่ามีหน้าที่ปกป้องสถาบันหลักของชาติ ไปพร้อมๆกับการดูแลพี่น้องประชาชน ด้วยการสานต่อสิ่งที่ได้ทำมาก่อนหน้านี้
หากย้อนกลับไปก่อนหน้านี้จะว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคการเมืองไปจนถึงตัวผู้สมัคร ไม่เพียงแต่จะต้องหาทาง “ฝ่าด่านเลือกตั้ง” เพื่อเข้าสภาผู้แทนราษฎรให้ได้ โดยใช้ความไว้วางใจจากประชาชนในพื้นที่ ในแต่ละภาค แต่ละจังหวัด ตามกติกาเลือกตั้งใหม่ ผ่านรูปแบบ “บัตร 2ใบ” เลือกคน และเลือกพรรค
แต่ยังน่าสนใจว่าทุกพรรคการเมืองต่างประชัน “นโยบายพรรค” นำเสนอ “สินค้า” ให้ประชาชนได้รับรู้ เข้าใจและตัดสินใจ จะเลือกหรือไม่เลือก กันอย่างดุเดือด โดยเฉพาะต่างพากันนำเสนอนโยบายที่พูดถึง เม็ดเงินผ่านโครงการต่างๆ จนทำให้ทีดีอาร์ไอต้องมา “ส่งสัญญาณเตือน” พร้อมทั้งตั้งคำถามว่า จะเอาเงินมาจากไหน จะกระทบกับวินัยการเงิน การคลังของประเทศหรือไม่
นอกจากนี้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยังได้สั่งให้แต่ละพรรคต้อง “แจกแจง” ให้ความชัดเจนว่านโยบายต่างๆ มีแนวทางอย่างไร จนทำให้พรรคเพื่อไทย ที่เสนอนโยบายกระเป๋าเงินดิจิทัล วอลเล็ต แจกเงินให้คนละ 1หมื่นบาท “ถอยไม่เป็นกระบวน” กันมาแล้ว
การตรวจสอบแนวนโยบายของแต่ละพรรคการเมือง จึงไม่ได้กลายเป็นเพียงหน้าที่ของกกต.เท่านั้น หากแต่พบว่า บรรดานักวิชาการ นักการเงิน การธนาคาร ต่างส่งสัญญาณเตือนดังๆไปยังพรรคและพี่น้องประชาชน อีกด้วย
การเลือกตั้งรอบนี้ ยังพบว่ารูปแบบการหาเสียง นั้นได้เปลี่ยนไปจากที่เคยทำกันมาในอดีตอย่างสิ้นเชิง เมื่อโลกแห่งการสื่อสารไร้พรมแดน คือ “โอกาส” และ “ความได้เปรียบ” สุดแท้แต่ว่าพรรคไหนจะบริหารจัดการกันได้มากที่สุด ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่จะพบว่า แต่ละพรรคต่างส่งตัวแทน ขึ้นเวทีดีเบต โชว์วิสัยทัศน์ พร้อมทั้ง “หักล้าง” ข้อโจมตีจากฝ่ายตรงข้าม จนทำให้แทบทุกเวทีดีเบต กลายเป็นสมรภูมิรบขนาดย่อมๆ มาแล้ว
ทั้งที่ผ่านมา การหาเสียง เดินสายทำแต้มของแต่ละพรรคการเมืองจะเน้นเวทีปราศรัย เป็นหลักเพื่อเรียก “กองเชียร์” และคอการเมืองให้เฝ้ารอฟังการปราศรัยกันอย่างคึกคัก
การเมืองไทยอาจมาถึง “จุดเปลี่ยน” ที่มีความสำคัญยิ่ง เมื่อหลังการเลือกตั้ง 14 พ.ค.66 ผ่านพ้นนาทีปิดหีบบัตรเลือกตั้ง 17.00 น.ไปแล้ว เพราะนั่นหมายความว่าการเคลื่อนไหวเพื่อ “จับขั้ว” ตั้งรัฐบาล จะเริ่มเปิดฉากอย่างเป็นทางการ
และน่าสนใจว่าการจับขั้ว จัดสูตรตั้งรัฐบาลรอบนี้การเมืองไทยอาจถูก “ล็อค”เอาไว้ด้วย แนวทางและจุดยืนของอุดมการณ์ทางการเมืองที่ถูกแบ่งฝ่ายเอาไว้ เมื่อฝ่ายหนึ่งคืออนุรักษ์นิยม อีกฝ่ายหนึ่งคือเสรีประชาธิปไตย ประกาศเปลี่ยนแปลงประเทศ จนทำให้ฝ่ายอนุรักษ์นิยม ต้อง “ตั้งการ์ด”สู้กลับ
อย่างไรก็ดี ไม่ว่าหลังการเลือกตั้งการเมืองไทยจะเปลี่ยนโฉมหน้ารัฐบาลไปเช่นใด แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องคงเอาไว้คือการสถาบันหลักของชาติ การเมืองไทยต้องดำรงอยู่ภายใต้ ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ใครก็มิอาจเปลี่ยนแปลงได้ !