“สังศิต พิริยะรังสรรค์” ชง “นายกฯ” ตั้ง “โครงการกองทุนฟื้นฟูสังคม-เศรษฐกิจฯ” เร่งช่วยคนไทย สู้ “ความยากจน” จาก “วิกฤติโควิด”

การเมือง6 ส.ค. 2564 • 23:00 น.
“สังศิต พิริยะรังสรรค์” ชง “นายกฯ” ตั้ง “โครงการกองทุนฟื้นฟูสังคม-เศรษฐกิจฯ” เร่งช่วยคนไทย สู้ “ความยากจน” จาก “วิกฤติโควิด”
หมายเหตุ : “สังศิต พิริยะรังสรรค์” ประธานคณะกรรมาธิการแก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ วุฒิสภา ให้สัมภาษณ์พิเศษ “สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์” กรณีที่คณะกรรมาธิการฯ ได้ทำหนังสือถึง “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เสนอแนวคิดจัดตั้ง “โครงการกองทุนเพื่อการฟื้นฟูสังคมและเศรษฐกิจฐานรากจากวิกฤติ COVID-19” เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ แก้ไขปัญหาความยากจน ให้นำบทเรียนรู้จากโครงการกองทุนเพื่อการลงทุนทางสังคม SIF (Social Investment Fund) ที่เคยใช้ได้ผลในยุควิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง ที่มาปรับใช้ในการฟื้นฟูประเทศไทยจากผลกระทบไวรัสโควิด-19 มีสาระที่น่าสนใจดังนี้ แนวคิดการเสนอตั้งกองทุน เพื่อการฟื้นฟูสังคมและเศรษฐกิจฯ ต่อนายกรัฐมนตรี มีที่มาอย่างไร ที่ผ่านมารัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ให้การสนับสนุนในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะในภาคการเกษตร เป็นจำนวนหลายแสนล้านบาท รวมทั้งงบประมาณก้อนสุดท้าย โดยเป็นเงินงบประมาณจากพ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ประมาณ 1.7 แสนล้านบาท แต่เท่าที่ผ่านมากรรมาธิการฯ เราพบว่าโครงการของรัฐบาลไม่ประสบความสำเร็จเลย ซึ่งในคณะกรรมาธิการฯนั้นประกอบด้วยอดีตผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับองค์กรภาคประชาสังคม นักวิชาการ ตลอดจนทหาร และสาเหตุสำคัญมาจากหลักคิด และหลักการในการทำงาน โดยในส่วนของหลักคิด คือรัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ ใช้ระบบราชการเป็นตัวขับเคลื่อนโครงการต่างๆ ซึ่งเป็นวิธีการแบบดั้งเดิม คือการให้เงินไปที่กรม ที่กระทรวงต่างๆ แต่ละกรมได้เงินเป็นจำนวนมากมายมหาศาล แต่หลังจากทำไปแล้วเราประเมินว่า ล้มเหลวหมด ประชาชนไม่รู้สึกว่าตัวเองได้อะไรเลย ซึ่งพบว่าหลักการทำงานไม่ค่อยถูกต้อง ด้วยการให้ฝ่ายราชการเป็นคนคิดโครงการ ซึ่งเป็นการคิดแบบท็อปดาวน์ ลงไปให้ชาวบ้าน ขณะที่ประชาชนส่วนไม่อยากได้โครงการนั้นๆ หากฟังดูคล้ายจะเป็นโครงการเพื่อประชาชน แต่สิ่งข้าราชการคิดมันห่างไกลกับความเป็นจริงของชาวบ้าน และโครงการส่วนใหญ่เหมือนกับการตัดเสื้อผ้า ขนาดเดียวกันหมด แล้วนำไปแจกให้กับชาวบ้าน ทั้งที่ความจริงแล้ว คนใส่เสื้อผ้า มีลักษณะที่แตกต่างกัน และในที่สุดคนก็เอาเงินมาคืนกัน ดังนั้นจึงไม่ประสบความสำเร็จ เพราะข้าราชการเป็นคนคิด ฉะนั้นเมื่อเราเจอปัญหาว่าอยู่ตรงไหน ทางคณะกรรมาธิการฯ จึงได้ทำหนังสือไปถึงรัฐบาลว่าหากยังคิดในรูปแบบเดิม โครงการต่างๆก็จะล้มเหลวอีก โดยเฉพาะในส่วนของเงินกู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับแผนฟื้นฟู 1.7 แสนล้านบาท เพราะหากคิดและทำแบบเดิมก็จะล้มเหลวอีก เป็นที่น่าเสียดายงบประมาณแผ่นดิน หากนำไปใช้แล้วไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ ต่อประชาชน ดังนั้นเรามาเริ่มคิดว่าสิ่งที่ทำให้โครงการสำเร็จ ควรคิดอย่างไร ประเทศไทยเคยมีประสบการณ์ในช่วงที่เราเจอกับวิกฤติเศรษฐกิจ “ต้มยำกุ้ง” ในปี 2540 มาแล้ว รัฐบาลสมัยนั้นได้ตั้งโครงการชื่อกองทุนเพื่อการลงทุนทางสังคม (SIF: Social Investment Fund) ทางกรรมาธิการฯ จึงคิดนำแนวคิดนั้นมาปรับปรุง ภายใต้สถานการณ์ใหม่ เกิดผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้ผู้คนตกงาน เกิดปัญหาความยากจน ขึ้นตามมาในเวลานี้ ทั้งนี้แนวคิดในการจัดตั้งกองทุนในลักษณะSIF เพื่อต้องการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ที่เกิดจากความยากจน คนตกงาน คนไม่มีงานทำ คนที่สูญเสียโอกาสในชีวิต กลายเป็นปัญหาความยากจนจำนวนมาก เราจะพบว่าเวลานี้มีคนอพยพจากในเมืองเข้าสู่ชนบท พยายามดิ้นรนเพื่อทำให้ชีวิตตัวเองดีขึ้น เราจึงคิดว่าโครงการแบบSIF ถือว่าแนวคิดและหลักการเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง แต่ต้องนำมาปรับปรุงใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับความเป็นจริงของสังคมปัจจุบัน เพราะการจัดตั้งกองทุนSIF แบบเดิมเกิดขึ้นมามากกว่า 20ปีแล้ว ดังนั้นความเป็นจริงของสังคมไทยเปลี่ยนไปมาก ดังนั้นในการเริ่มต้นต้องนำหลักคิด และหลักการทำงานแบบSIFมาวางกรอบ ในส่วนของงบประมาณ เราก็เห็นว่ารัฐบาลมีเงินกู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับแผนฟื้นฟู 1.7 แสนล้านบาท ตามพ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ รอบที่ 2 จึงคิดว่ารัฐบาลควรกันออกมา 10 เปอร์เซนต์ มาทำเป็นโครงการลักษณะ SIF ส่วนที่เหลืออีก90 เปอร์เซนต์เอาไปให้ข้าราชการใช้ ซึ่งผมเชื่อว่ามันล้มเหลวหมด ใน90 เปอร์เซนต์ แต่สำหรับ10 เปอร์เซนต์ ผมรับประกันว่า จะเป็นต้นไม้ที่งอกงามขึ้น เพราะว่าSIF ที่ทำเมื่อหลังปี 2540 ยังอยู่ แต่ที่เราเคยทำกันไปหลายแสนล้านบาทนั้น ตอไม้ก็ไม่มีแล้ว “ เราก็มาคิดว่า ถ้าเราเริ่มต้นแนวคิดที่มาทำแบบใหม่ โดยแตกต่างจากในยุคปี2540 คือองค์กรภาคประชาสังคม องค์กรชุมนุมต่างๆที่เข้มแข็งมีมาก แต่ในสมัยก่อนไม่มี แต่วันนี้เรามีอยู่ราว 2.5แสนองค์กร โดยองค์กรที่มีความเข้มแข็งมีประมาณ 30 เปอร์เซนต์ หยาบๆ จะอยู่ที่ 7.5หมื่นองค์กร เราคิดว่าจะเอา 30 เปอร์เซนต์นี้เป็นตัวขับเคลื่อน เศรษฐกิจ สังคม แล้วให้เขาทำหน้าที่ เป็นพี่เลี้ยงให้แก่ 70 เปอร์เซนต์ที่เหลือ” วิธีคิดแบบนี้เพื่อต้องการให้ชาวบ้าน ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคมในระดับฐานราก สมมติว่าเรามีเงินอยู่ 1.7 แสนล้านบาท เราก็แบ่งออกเป็นสองก้อน ก้อนที่1 จะเป็นเงินให้เปล่า แก่ชุมชนและภาคประชาสังคมที่ทำโครงการเกี่ยวกับเรื่องของ ปากท้อง การทำมาหากินอย่างเดียว อย่างน้อยงบให้มากกว่า 50 เปอร์เซนต์ ให้ชาวบ้านเขียนโครงการกันขึ้นมา ส่วนก้อนที่ 2 ให้เป็นเงินกู้ยืมแก่อปท. คือองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น มีอบจ. มีเทศบาล อบต.ซึ่งขนาดจะไม่เท่ากัน ได้รับเงินงบประมาณไม่เท่ากัน โครงการที่จะเสนอขึ้นมาต้องเกี่ยวกับเศรษฐกิจ เป็นเรื่องปากท้องเท่านั้น หากเป็นโครงการเล็กๆ ก็อาจจะมีการวางหลักเกณฑ์เพื่ออนุมัติดังนี้ว่า สมมติโครงการนี้ใช้เงิน 1 ล้านบาทรัฐบาลจะให้กู้ยืม 80 เปอร์เซนต์ องค์กรออกเอง 20 เปอร์เซนต์ และเมื่อกู้ยืมไปแล้วก็ต้องตั้งงบประมาณในปีถัดๆไปเพื่อนำมาคืนรัฐบาล หากเป็นขนาดกลาง สมมติ 10 ล้านบาท ท่านก็ออกเอง 30-40 เปอร์เซนต์ รัฐบาลจะให้กู้ยืม 60-70 เปอร์เซนต์ จากนั้นก็กำหนดมาว่าภายในกี่ปีจึงจะคืนเงินกู้ให้กับรัฐบาล แต่ถ้าเป็นโครงการขนาดใหญ่ หลายสิบล้านหรืออาจจะร้อยล้าน ท่านต้องออกเอง 50 เปอร์เซนต์เป็นงบของอปท. แล้วรัฐบาลจะให้กู้ยืมอีก 50 เปอร์เซนต์ จุดนี้ต้องหาทางป้องกันไม่ให้เป็นเอ็นพีแอล แน่นอน ต้องมี แต่ผมคิดว่าถ้าเป็นเรื่องปากท้องเสียแล้ว มีคนได้ประโยชน์จริง โอกาสที่จะเกิดเอ็นพีแอล น่าจะยาก เพราะเราสามารถประเมินโครงการได้ โดยคนที่จะมากู้ยืมเป็นองค์กรของชาวบ้าน ซึ่งจะเป็นส่วนที่เราให้เปล่าเลย เพราะต้องการให้คนที่ยังไม่ได้พัฒนาไปสู่เป็นโซเชียล เอนเตอร์ไพรซ์ หรือเป็นเอสเอ็มอี ก็จะช่วยเขาคิดให้ แต่บางส่วนที่เข้มแข็ง ในส่วนของ 30 เปอร์เซนต์ เขาเป็นโซเชียล เอ็นเตอไพรซ์ ไปแล้ว เป็นเอสเอ็มอีแล้ว เราก็ช่วยต่อยอดให้โตขึ้นไปอีก นอกจากนี้ในส่วนของ บอร์ดก็มีความสำคัญมาก หากเป็นบอร์ดของรัฐบาล ส่วนใหญ่ก็จะเป็นข้าราชการนั่งกันเต็มไปหมด แต่ในองค์กรใหม่ต้องมีการแบ่งสัดส่วนกัน โดยจากรัฐบาลจะมีที่นั่งไม่เกิน 20 เปอร์เซนต์ อีก 80 เปอร์เซนต์จะต้องมาจากตัวแทนของผู้ทรงคุณวุฒิที่ทำงานกับชาวบ้านเป็นหลัก “เราต้องการผู้ทรงคุณวุฒิ ต้องการนักวิชาการที่มีหัวใจแบบเดียวกับชาวบ้าน ทำงานกับชาวบ้าน หรือหากไม่ได้ทำงานกับชาวบ้าน อย่างน้อยผลงานที่เคยทำมาต้องแสดงให้เห็นว่าได้คิดเพื่อชาวบ้าน หรือมาจากตัวแทนปราชญ์ชาวบ้านที่ประสบความสำเร็จแล้ว ในแต่ละภาคก็ได้ ซึ่งคนเหล่านี้เรามีทั้งหมดอยู่แล้ว จากนั้นให้สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ทำหน้าเป็นสำนักเลขาธิการ” “โครงการกองทุนเพื่อการฟื้นฟูสังคมและเศรษฐกิจฐานรากจากวิกฤติ COVID-19”ตามที่คณะกรรมาธิการฯ เสนอต่อนายกฯ ทราบว่าวางกรอบระยะเวลาเอาไว้ไม่เกิน 3 ปี คิดว่าควรจะเริ่มได้เร็วที่สุดเมื่อใด เพื่อให้ทันต่อการแก้ปัญหาความยากจนจากกระทบโควิด-19 คิดว่า เริ่มได้เร็วที่สุด เท่าไหร่ก็จะยิ่งดีเท่านั้น เริ่มพรุ่งนี้ได้เลยยิ่งดี หากนายกฯเห็นชอบข้อเสนอของคณะกรรมาธิการฯ เราหวังว่าเมื่อมีการเลือกตั้งแล้ว คนที่จะมารับผิดชอบต่อไปคือรัฐบาลใหม่ ไม่ใช่รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งท่านได้แค่เริ่มต้นเอาไว้ให้ และหากรัฐบาลใหม่เข้ามาแล้วเขารู้สึกว่าภายใน2ปี โครงการประสบความสำเร็จดี ชีวิตความเป็นอยู่ของคนดีขึ้นรัฐบาลให้การสนับสนุนไปทำโครงการต่างๆในชุมชน หรืออปท. เอาไปทำแล้วประชาชนได้ประโยชน์ดี เช่นไปทำแหล่งน้ำขนาดเล็ก ทำฝายแกนซอยซีเมนต์ แล้วประชาชนสนใจมาทำกันเพิ่มมากขึ้นทั้งอำเภอ รัฐบาลใหม่ที่เข้ามา ดูแล้วพบว่าเป็นประโยชน์กับประชาชนจริง ๆ ก็อาจจะสนับสนุนด้วยการตั้งงบให้อีก ก็ได้ เมื่อโครงการกองทุนฯ ที่เสนอตั้งขึ้นมาเป็นไปในลักษณะเฉพาะกิจ ดังนั้นจะมีผลผูกพันกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองด้วยหรือไม่ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับการเมือง แต่เกี่ยวกับประชาชน เพราะฉะนั้นผมคิดว่าพล.อ.ประยุทธ์ ท่านช่วยจุดไฟดวงแรกให้ ไฟที่เหลือก็ขอให้มาจากการเลือกตั้งในอนาคต และระเบียบหลักเกณฑ์ต่างๆก็เอาของSIF มาดู มาปรับดูว่า ในสถานการณ์แบบใหม่ ซึ่งมีองค์กรภาคประชาชนที่เข้มแข็งอยู่ในพื้นที่ชนบทอีกมาก ก็เอาคนเหล่านี้ ที่เริ่มทำในปี 2540 เอามาช่วยเป็นกรรมการ อีกอย่างเรามีบทเรียนแล้วตั้งแต่ตอนต้มยำกุ้ง และตลอด 20 กว่าที่ผ่านมาถือว่ามากมายอยู่แล้ว เพียงแต่ถูกเก็บเอาไว้ ไม่เคยถูกรัฐบาลที่ผ่านมาเอามาใช้ประโยชน์ เรื่องนี้อย่าทำให้เป็นการเมืองเป็นอันขาด ต้องทำให้เป็นเรื่องของปากท้องประชาชนเท่านั้น ประเมินจุดแข็งของประเทศไทยที่จะสามารถขับเคลื่อนโครงการกองทุนนี้ ว่ามีอะไรบ้าง เพราะอย่าลืมว่า สถานการณ์ความยากจนจากไวรัสโควิดวันนี้ แตกต่างจากปัญหาเศรษฐกิจในยุคต้มยำกุ้ง ในระหว่างสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จนถึงวันนี้ คนมีความยากลำบากอยู่แล้ว มีการตกงาน จึงอยากให้เริ่มกันวันนี้ และจุดแข็งของไทยคือการที่เรามีทรัพยากรบุคคลเป็นจำนวนมากที่มีประสบการณ์จริง ในพื้นที่ชนบท มีตั้งแต่ปราชญ์ชาวบ้าน องค์กรต่างๆที่เขาทำกันมาก่อนหน้านี้แล้ว และประสบความสำเร็จ สามารถซื้อขายสินค้าได้ทางออนไลน์ ส่งออกไปต่างประเทศแล้ว มีแปลนของตัวเองบ้างแล้ว เราเพียงแต่จะไปต่อยอดเพื่อให้เขาเดินไปได้อย่างไร ให้สูงขึ้น และเขาต้องมาเป็นพี่เลี้ยงให้กับ 70 เปอร์เซนต์ขององค์กร และชุมชน ทั้งประเทศด้วย หมายความว่าเขาต้องแสดงสองบท คือหนึ่ง ผลักดันโครงการของตัวเองไป และสองต้องมาช่วยเป็นพี่เลี้ยง จากโมเดลกองทุนนี้กมธ.คิดว่าจะสามาถรมองเห็นรูปธรรม ได้ภายใน 3ปีหรือไม่ เพื่อให้ทันต่อการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ สังคมและความยากจน กล้าพูดได้ว่าอย่างน้อยที่สุดภายใน 3ปีจะมีคนประมาณ 30 ล้านคนอย่างน้อยก็เกือบครึ่งประเทศจะได้ประโยชน์แน่ๆ ผมกล้ารับประกันเลยด้วยเงิน7พันล้านบาท อยากฝากอะไรไปถึงรัฐบาลหรือนายกฯหรือไม่ ภายหลังจากที่กมธ.ได้ยื่นจดหมายไปแล้ว ผมหวังว่าท่านนายกฯและครม. ตลอดจนฝ่ายการเมืองและข้าราชการที่เกี่ยวข้องจะพิจารณาข้อเสนอของเราด้วยใจเป็นธรรม และด้วยการเปิดหัวใจ ถ้าท่านยังคิดแบบดั้งเดิม อยากให้ข้าราชการเป็นคนทำเท่านั้น ใช้อำนาจในการสั่งการ จากบนลงล่างอย่างเดียว ผมก็รู้ว่าท่านก็จะไม่รับโครงการของเรา เพราะสิ่งที่เราคิด ท่านอาจจะบอกว่าอย่างนี้พวกผมเป็นข้าราชการก็เสียอำนาจหมด ต้องถามว่าเสียอะไร เพราะอีก 90 เปอร์เซนต์ผมยังให้คุณอยู่ แล้วยังมีงบประมาณประจำปีอีก เราขอแค่ 10เปอร์เซนต์จากพ.ร.ก.เงินกู้มาทดลองทำให้ดู แล้วผมเดิมพันกับท่าน 3ปี ผมว่าแล้วเรามาดูกัน