"ทักษิณ" ยันยังไม่วางมือการเมือง อัดทหารยุคนี้ไม่เป็นลูกผู้ชาย เย้ย "บิ๊กตู่" อยู่มา 5 ปี ยังขุดรากถอนโคนไม่ได้

การเมือง26 ก.ค. 2562 • 15:57 น.
"ทักษิณ" ยันยังไม่วางมือการเมือง อัดทหารยุคนี้ไม่เป็นลูกผู้ชาย เย้ย "บิ๊กตู่" อยู่มา 5 ปี ยังขุดรากถอนโคนไม่ได้
“ทักษิณ” ยังไม่วางมือการเมือง บอกมีสิทธิ์แสดงความเห็น ฉะทหารยุคนี้ไม่เป็นลูกผู้ชาย ชนะเลือกตั้งเพราะมี กรรมการช่วย แขวะกลัว "คนหน้าด้าน"มากกว่า "คนเก่ง" ถ้าต้องหน้าด้านเลือกมุดรูดีกว่า หวัง “บิ๊กตู่” เปลี่ยนสไตล์เลิกกดขี่ความรู้สึกปชช. เรื่องกลับเมืองไทย คงต้องจุดธูปเอา เย้ย “สมคิด” โทรปรึกษาปัญหาเศรษฐกิจได้ตลอด วันที่ 26 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายจอม เพชรประดับ สื่อมวลชนอิสระ ได้ไลฟ์สดบรรยากาศการโฟนอินของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จากนครดูไบ มายังนครลอสแองเจอลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา ผ่านเฟสบุ๊กส่วนตัว Jom Petchpradab โดยภายในงานมีแขกร่วมยินดีเนื่องในวันคล้ายวันเกิด ซึ่งจัดโดยกลุ่มคนไทยผู้รักประชาธิปไตยในแอลเอ สหรัฐอเมริกา โดยนายทักษิณ กล่าวว่า ขอขอบคุณทุกคนที่ร่วมอวยพรวันเกิด เป็นเวลา 13 ปีแล้วที่ตนอยู่ต่างประเทศ แต่ทุกคนก็ยังไม่ลืม ยังคอยเป็นห่วงเป็นใย ถือว่าเป็นคุณูปการสำหรับตน ทำให้มีกำลังใจ และต้องรักษาสุขภาพให้แข็งแรง วันนี้ครบ 70 ปี เป็นเลขที่น่าใจหาย แต่อายุเป็นเพียงตัวเลข สำคัญที่สุดคือสุขภาพดีเงินซื้อไม่ได้ต้องหาเอาเอง นายทักษิณ กล่าวว่า ในเรื่องสุขภาพจิต ต้องมองทั้งสองด้าน ด้านหนึ่งก็เล่นงานแบบไม่มีหลัก ไม่มีเกณฑ์ว่ากันไปเรื่อยเปื่อย แต่อีกด้านหนึ่งก็มีการให้กำลังใจตลอดเวลา เราต้องเอาสิ่งที่เป็นบวกมาเป็นกำลังใจ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่รับรู้เรื่องทุกข์ แต่อย่าให้ความทุกข์มาบั่นทอนเรา จนไม่สามารถที่จะมีความสุขได้ เพราะชีวิตไม่ได้ยืนนาน ตนเตือนตัวเองตลอดเวลาว่าต้องอยู่ให้เป็น อยู่ให้มีคุณค่า วันนี้อายุ 70 ปีแล้ว ยังแข็งแรงดี มีจิตใจที่เข้มแข็ง และคิดถึงพี่น้องประชาชน ตนคิดอย่างเดียวว่าเป็นหนี้บุญคุณประชาชน เพราะประชาชนรักและห่วงใยสนับสนุน เลือกตั้งกี่ครั้งก็ชนะตลอด กำลังใจเหล่านี้ทำให้ตนอยู่ได้ เมื่อถามว่ากรณีที่มีกระแสข่าวว่าจะวางมือทางการเมือง นายทักษิณ กล่าวว่า มือมันต้องวางตลอด กินข้าวก็ต้องวางบนโต๊ะ นั่งก็ต้องวางบนหน้าขาตัวเอง มันต้องวางมือไม่อย่างนั้นมันหนัก เมื่อถามย้ำว่าแสดงว่างานทางการเมืองจะหยุดพักไปชั่วขณะใช่หรือไม่ นายทักษิณ กล่าวว่า ตนไม่ได้มีบทบาทอะไรมาก ได้แต่ให้กำลังใจ และสนับสนุนคน ทุกวันนี้ตนอยู่เมืองนอกมา 10 กว่าปีก็ต้องทำมาหากิน ต้องหาเลี้ยงชีพ ส่วนการเมืองที่เมืองไทยก็มีคนทำหน้าที่ของเขาแล้ว พรรคเพื่อไทยก็มีหัวหน้าพรรค และมีการบริหารพรรคกันอยู่ ถือว่าพรรคไปได้ดี ไม่ต้องกังวล พี่น้องประชาชนก็เข้าใจว่าพรรคนี้เป็นสายเลือดเป็นดีเอ็นเอที่ตนได้ก่อตั้งมาตั้งแต่พรรคไทยรักไทย แต่ส่วนที่ออกไปอยู่ที่อื่นนั้น ประชาชนก็ไม่ได้มองว่าเป็นไทยรักไทย เลือกตั้งทีไรก็แพ้ แต่ครั้งนี้เราใช้กำลังภายในทุกรูปแบบ ถือว่าความเป็นดีเอ็นเอของเรายังแข็งแรงกันดี พี่น้องประชาชนยังสนับสนุน และเรายังเป็นพรรคการเมืองที่ยึดดีเอ็นเอเดิม คือเป็นพรรคที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ทำอะไรก็ทำเพื่อประชาชนเป็นหลัก และรักษาระบอบประชาธิปไตยเพื่อให้สิทธิเสรีภาพแก่ประชาชนอย่างทั่วถึง ทำให้เรายังอยู่ และได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้จะอยู่ในภาวะอย่างไรก็ตาม แม้มีการออกกฎหมาย ออกกติกามากลั่นแกล้ง มาเอาเปรียบกันอย่างไรก็ตาม “ผมก็ไม่เคยเห็นทหารยุคไหนที่ขาดความเป็นลูกผู้ชายเหมือนยุคนี้ ผมคิดว่ามันไม่เท่ ผมคิดว่าชัยชนะที่ประชาชนเลือกอย่างแท้จริงมันเท่กว่าชัยชนะแบบให้กรรมการช่วย ไม่ใช่เอากติกา กรรมการ หรือคนช่วยโกงให้ด้วย มันไม่เท่ ดังนั้นไปที่ไหนความนับหน้าถือตามันก็ไม่มีเพราะมันไม่เท่” เมื่อถามว่าหลังจากนี้จะยังมีการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองอยู่ใช่หรือไม่ นายทักษิณ กล่าวว่า ตนเป็นคนไทย เป็นอดีตนายกรัฐมนตรีที่ห่วงใยประชาชนอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นการแสดงความคิดเห็นมันเป็นเสรีภาพขั้นพื้นฐาน ยิ่งเรามีความรับผิดชอบ รักและห่วงใยประชาชน ซึ่งประชาชนก็ยังห่วงใยเราอยู่ จะให้เราลืมประชาชนไปเลยมันก็เหมือนเป็นคนขาดความรับผิดชอบ เป็นคนใช้ไม่ได้ เมื่อถามว่าแสดงว่ายังไม่ได้เป็นการวางมือทางการเมือง แต่ยังมีสิทธิ์ในการพูดถึงการเมืองไทยอยู่ตลอดเวลา นายทักษิณ กล่าวว่า ตนมีสิทธิ์ในฐานะเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่จะพูดหรือวิจารณ์อะไรก็ได้ แต่ต้องรู้ว่าเมื่อไหร่ควรหรือเมื่อไหร่ไม่ควร หลังจากที่พูดแล้วมันจะเสียหายประเทศหรือไม่ วันนี้เราต้องแยกประเทศออกเป็น 3 ส่วน คือประเทศ ที่เป็นจุดสูงสุด ประชาชนและรีจีม (Regime) ซึ่งรีจีมคือตัวแทนที่เข้ามาทำหน้าที่บริหารดูแลประเทศ และดูแลประชาชน แต่รีจีมส่วนใหญ่ที่เข้ามาระยะหลังเข้ามาโดยการปฏิวัติ มักจะใช้ทรัพยากรของประเทศทำเพื่อตัวเองเสียส่วนใหญ่ ทำเพื่อรักษาเสถียรภาพให้ตัวเอง ไม่ได้รักษาเสถียรภาพให้ประเทศและประชาชน ซึ่งตรงนี้เป็นความเสียหาย คือต้องไม่รักษารีจีมมากกว่ารักษาประเทศ แต่ส่วนใหญ่จะเอารีจีมมาเป็นตัวตั้ง ทำให้เราเสียหายมากมาย และบางทีความขัดแย้งที่ไม่ตรงจุด ก็เพราะว่าต้องการรักษารีจีมากกว่ารักษาประเทศ และประชาชน เรื่องนี้เป็นสิ่งที่จะต้องแยกแยะให้ออก บางครั้งสังคมแยกแยะไม่ออก โดยเฉพาะผู้มีอำนาจบางครั้งไปปกป้องตัวเอง และเวลาคนวิจารณ์ก็ไปหาว่าพวกเขาไม่รักชาติเขารักชาติมากกว่าแต่เขาไม่ได้รักรีจีมเพราะรีจีมไม่ดี เมื่อถามว่ามีโอกาสจะได้กลับมาประเทศไทยหรือไม่ นายทักษิณ กล่าวว่า “เรื่องนี้ผมไม่ทราบ คงต้องจุดธูป” เมื่อถามว่านายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ได้โฟนอินมาอวยพรวันเกิด และบอกว่าจะเชือดนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ เป็นของขวัญวันเกิด นายทักษิณ กล่าวว่า สิ่งที่น่าห่วงวันนี้คือการบิดเบี้ยวกฎหมาย ประเทศไหนก็แล้วแต่ถ้าความยุติธรรมหายไป ความยุติธรรมเริ่มต้นตั้งแต่การออกกฎกติกา เพราะกติกาหรือกฎหมายมีไว้เพื่อให้คนอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ไม่ให้คนที่แข็งแรงกว่าข่มเหงรังแกผู้ที่อ่อนแอกว่า มันถึงจะอยู่ร่วมกันอย่างสันติในสังคม แต่เริ่มต้นออกกฎหมายก็เป็นกฎหมายที่รังแก และขั้นตอนที่ 2 คือการใช้กฎหมายก็ใช้ด้วยการรังแก เริ่มต้นด้วยการตีความที่หน้าด้านๆ “ความเก่งผมไม่เคยกลัวใคร แต่วันนี้ผมกลัวที่สุดคือความหน้าด้านของคน เพราะหน้าเราไม่ด้านเท่าเขา แต่ถ้าจะให้หน้าด้าน ผมเลือกมุดรูดีกว่า ดังนั้นวันนี้การออกกฎหมาย หรือการตีความกฎหมายก็ดี การใช้กฎหมายแบบหน้าด้านไม่มีทางทำให้ประเทศสันติได้ ถ้าอยากให้ประเทศสันติได้ต้องมีกติกา เปรียบเหมือนเราไปดูฟุตบอล มีการออกกติกาว่าฝ่ายหนึ่งถือปืนได้ ไม่ต้องวิ่ง แค่ยิงเอา แต่อีกฝ่ายต้องวิ่งแทบตาย ซึ่งยังไม่ทันเริ่มเราก็รู้ว่าแพ้แล้ว ซึ่งถ้าเริ่มใช้สิทธิ์ที่เอาเปรียบกัน คนดูก็ตีกันเอง หรือบางที่ก็ลงไปตีกรรมการ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้แค่เอากีฬามาเปรียบเทียบก็รู้ เรานั่งดูอยู่ ถ้ากรรมการเฮงซวยเมื่อไหร่ ก็ไม่สนุกแล้ว วันนี้เราอยากได้ผู้เล่นที่ยึดถือกติกา อยากได้กติกาที่เป็นกลาง กรรมการที่มีจรรยาบรรณ เพื่อให้เล่นกันอย่างมีความสุข ถ้ากรรมการไม่มีจรรยาบรรณ มันก็ดูไม่สนุก และก็นำไปสู่ความขัดแย้งหรือการตีกันของคนดูได้ วันนี้ผมคิดว่าบ้านเมืองเราถึงเวลาที่จะต้องมีกติกาที่เป็นกลาง อย่าเอาคนตะแบงหน้าด้านมาตีความกฎหมาย” เมื่อถามว่าจากการแถลงนโยบายของรัฐบาลรู้สึกอย่างไร และพอใจการทำหน้าที่ของพรรคฝ่ายค้านในการตรวจสอบหรือตั้งคำถามต่อการแถลงนโยบายของรัฐบาลหรือไม่ นายทักษิณ กล่าวว่า “วันนี้เราต้องถามว่าตกลงเราจะเป็นประชาธิปไตยหรือจะเป็นเผด็จการ ที่ผ่านมาผมเคยวิเคราะห์การเมืองก่อนที่จะมีการตั้งพรรคไทยรักไทย การเมืองบางค่ายแสดงความชัดเจน แสดงให้รู้เลยว่าข้าคือฝ่ายจะหาเงินอย่างเดียว บางคนก็จะบอกว่าค่ายนี้สะอาดเป็นเทวดาอย่างเดียว บางคนฉลาดกว่าแต่ไม่ค่อยถูกต้องเท่าไหร่ ทำตัวหน้าเป็นเทวดาแต่ตัวเป็นเปรต” นายทักษิณ กล่าวว่า ดังนั้นวันนี้มันถึงเวลาที่เราต้องเป็นมนุษย์ มนุษย์ที่แข็งแรง คือมนุษย์ที่มีสิ่งที่สะอาดอยู่ในตัวมากกว่าสิ่งที่สกปรก แต่สิ่งสกปรกมันเป็นสิ่งที่ไม่มีทางกำจัดได้เลย ถ้ามนุษย์เราเอาเชื้อโรค 18 ที่มีในตัวเราออกให้หมดก็ตายเร็ว เพราะไม่มีภูมิคุ้มกัน หรือถ้าใส่เชื้อโรคเข้าไปเกิน 18 เปอร์เซ็นต์ก็ตายเร็วเช่นกัน เพราะมันกัดกิน เปรียบเหมือนกับเมืองที่มีตำรวจ โจรผู้ร้ายจะปล้น ถ้ามีตำรวจเขาก็รู้ว่ามีตำรวจทำงานอยู่ ดังนั้นจะปล้นหรืออะไรก็ลำบาก ก็เหมือนกับเชื้อโรคกับสิ่งที่เป็นสิ่งที่ดี ดังนั้นอย่าบอกว่าประชาธิปไตยดีที่สุด เพราะมันไม่มีอะไรดีที่สุดในโลก แต่ประชาธิปไตยมันทำให้เราสามารถเรียนรู้ความหลากหลาย ความคิดต่างๆ ของมนุษย์ ดังนั้นประชาธิปไตย ควรให้คนแสดงออกเยอะๆ เพราะมันเป็นประโยชน์ ถ้าฝ่ายค้านแนะนำไม่ดี ก็ไม่ต้องไปเชื่อ แต่ถ้าดีก็ควรจะฟัง รัฐบาลต้องใจกว้างหรือเป็นฝ่ายค้านก็ต้องใจกว้างที่จะแนะนำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน แน่นอนการตำหนิการบริหารไม่ดี การทำตัวไม่ดี ไม่ถูกต้องเป็นหน้าที่ฝ่ายค้าน วันนี้รัฐบาลต้องใจกว้างยิ่งอยู่ในฐานะสำคัญเป็นศูนย์กลางของการบริหารประเทศก็ต้องยิ่งใจกว้างที่จะรับฟัง ไม่อย่างนั้นจะไม่รู้ว่าเขาต้องการให้เราแก้ไขปัญหาอะไร เมื่อถามว่าในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาฝ่ายประชาธิปไตยก็ต่อสู้กับเผด็จการในประเทศไทย แต่ฝ่ายประชาธิปไตยมีความรู้สึกว่าแพ้ตลอด และอำนาจเผด็จการก็ยังคงอยู่ และดูเหมือนว่าจะอยู่อีกยาวมีอะไรที่จะแนะนำ นายทักษิณ กล่าวว่า ตนต้องมาอยู่ต่างประเทศ ก็เพราะว่าความซื่อบื้อที่ไม่เข้าใจการเมืองของอีลิทในกรุงเทพฯ และวันนี้ถึงแม้จะเข้าใจดีแล้ว แต่ก็ต้องยอมรับว่ากลยุทธ์ก็เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ "ใครจะไปคิดว่าพล.อ.ประยุทธ์ จะอยู่ถึง 5 ปี แต่ใครจะไปคิดว่า 5 ปียังถอนรากถอนโคนความเป็นประชาธิปไตยจากหัวใจของประชาชนไม่ได้ ตนเชื่อว่าประชาชนมีตัวตายตัวแทน หมดรุ่นหนึ่งก็มีอีกรุ่นหนึ่งขึ้นมา และคนรุ่นหลังๆ จะใฝ่ในประชาธิปไตย ใฝ่ในเสรีภาพในการแสดงออกทางความคิดเห็นมากขึ้นกว่าเดิม ขณะเดียวกันฝ่ายการเมืองในกรุงเทพฯ ก็พยายามจะบีบคั้นลดเสรีภาพลงไป" นายทักษิณ กล่าวต่อว่า พรรคเพื่อไทยเคยมีนโยบายแจกแท็บเล็ต เพื่อให้ประชาชนได้เข้าถึงห้องสมุดของโลก เราต้องให้คนฉลาด ให้เขาหาทางออกของชีวิตเขาด้วยตัวเอง ถ้าเราให้เขาโง่มันก็จนทั้งประเทศ มนุษย์คนหนึ่งถ้าเปรียบเทียบประเทศก็เหมือนร่างกายคน มนุษย์แต่ละคนก็เหมือนเซลล์ 1 เซลล์ ถ้าเซลล์แข็งแรงร่างกายมนุษย์คนนี้ก็จะแข็งแรง ถ้าทำให้เซลล์เน่าหรือตาย มนุษย์คนนี้ก็อ่อนแอลงทุกวัน ดังนั้นใจต้องกว้าง มองมนุษย์ให้เป็นเซลล์ของร่างกายในประเทศไทย ต้องให้เซลล์ทุกเซลล์แข็งแรง นอกจากทางด้านกายภาพแล้ว ต้องแข็งแรงด้านจิตใจด้วย ดังนั้นการพูดคุยการแสดงออกทางระบอบประชาธิปไตยจะทำให้จิตใจเขาดีขึ้น "อย่าคิดว่านั่งดูละครน้ำเน่าทุกวันแล้วจะฉลาดขึ้น โลกมันเปลี่ยนแปลงไม่เหมือนเดิมแล้ว เขารู้เรื่องทั้งโลก ไม่ใช่รู้เรื่องแค่ประเทศ ความรู้สึกที่เปรียบเทียบมันเกิดขึ้นตลอดเวลา อย่าไปคิดว่าจะเอากะลาใบหนึ่งมาครอบไว้แล้วทุกอย่างจะอยู่ในนั้นนิ่งๆ ไม่มีทาง กบมันยังไม่อยากจะวิ่งออกจากกะลาเลย” เมื่อถามว่าหลังจากมีกระแสข่าวว่าจะวางมือทางการเมือง ฝ่ายประชาธิปไตยหลายคนก็เริ่มท้อ นายทักษิณ กล่าวว่า “ชัดๆ คือผมยังเป็นคนไทย ถึงแม้จะโดนยึดพาสปอร์ตก็ตาม ผมยังมีหัวใจเป็นคนไทย ผมยังคิดตลอดเวลาว่าจะต้องทำหน้าที่ช่วยประเทศไทย และคนไทย แต่ผมไม่ได้ปกป้องรีจีมที่ไม่ดี ถ้ารีจีมดีเราต้องช่วยกัน บ้านเมืองวันนี้บริษัทใหญ่ๆ กว่าจะเลือกผู้บริหารได้เขาต้องหาคนเก่งๆ มาทำงาน แต่ของเราจับหัวหน้ายามมาเป็นผู้บริหารมันก็ได้แค่นี้” นายทักษิณ กล่าวว่า ของขวัญวันเกิดปีนี้อยากให้ประเทศไทยมีความสามัคคีกัน และอยากได้รัฐบาลที่ไม่กดขี่อารมณ์ ความรู้สึก และจิตใจของประชาชน ให้เสรีภาพแก่ประชาชน และวันนี้พลังของประชาชนจะฟื้นเศรษฐกิจได้เร็วกว่าที่รัฐบาลคิดจะบอกว่าซ้ายหันขวาหัน เพราะพวกประชาชนไม่ใช่ทหาร ตนอยากเห็นประชาชนไทยมีความสุข สามารถทำมาหากินได้อย่างมีเสรีภาพ หวังว่าพล.อ.ประยุทธ์ คงจะเปลี่ยนสไตล์ได้ และขอให้จำไว้ว่าสูตรเศรษฐกิจที่ผมเคยใช้สมัยอยู่พรรคไทยรักไทย มันเอามาใช้อีกทีไม่ได้แล้ว มันเหมือนยารักษาโรค เพราะช่วงเวลาไม่เหมือนกัน สมมติฐานโรคไม่เหมือนกัน ไวรัสก็กลายพันธุ์ จะใช้ยาเม็ดเดิมมารักษาไม่หาย "ถ้าอยากได้ยาเม็ดใหม่ ถามผมได้ ผมยินดี และไม่เคยจะหวงวิชา แต่มาเที่ยวด่า เที่ยวอะไรกัน มันไม่ได้ประโยชน์ คนไทยควรจะหันหน้าปรึกษากัน ผมไม่ได้บอกว่าผมจะกลับเมืองไทย แค่ถามว่าเราจะแก้อย่างไร สมมติฐานโรคครั้งที่แล้วมันเกิดจากอะไร และครั้งนี้มันเกิดจากอะไร ทำไมถึงใช้ยาเม็ดเดิมไม่หาย ผมยินดีให้คำปรึกษาหากนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี จะโทรมาสอบถามเรื่องปัญหาเศรษฐกิจ เพราะรู้จักกันมาตั้งแต่เด็กๆ ดังนั้นถ้ามีอะไรก็โทรมาถามได้”