ใครได้ใครเสีย? ฝ่ายค้านเมินซักฟอก ปมซื้อขายตำแหน่งที่กระทรวงเกษตรฯ

การเมือง5 ก.พ. 2564 • 16:00 น.
ใครได้ใครเสีย? ฝ่ายค้านเมินซักฟอก ปมซื้อขายตำแหน่งที่กระทรวงเกษตรฯ
16 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มีคิวต้องถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจอีกครั้ง โดย 10 รัฐมนตรี ที่พรรคร่วมฝ่ายค้าน รวมถึงพรรคเศรษฐกิจใหม่ และพรรคไทยศรีวิไลย์ เข้าชื่อขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ประกอบด้วย 1.พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม 2.พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณรองนายกฯ 3.นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรมว.สาธารณสุข 4. นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ 5.พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย 6.นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ 7.นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน 8. นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม 9. นายนิพนธ์ บุญญามณี รมช.มหาดไทย และ 10.ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ไม่น้อยในส่วนของกระทรวงเกษตรฯ ที่มีชื่อ “รัฐมนตรีธรรมนัส” เพียงคนเดียว ติดโผถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจภายใต้ข้อกล่าวหาใช้งบประมาณของรัฐ เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับตนเองและพวกพ้อง เสนอให้มีการแต่งตั้งคู่สมรสที่อยู่กินฉันสามีภรรยาเป็นข้าราชการการเมือง โดยไม่คำนึงถึงวุฒิภาวะและความเหมาะสม ทั้งๆ ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรฯ มีเรื่องอื้อฉาวค่อนข้างมาก โดยเฉพาะกรณีการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ที่มีข่าวเป็นที่ครหากันไปทั่วว่ามีการวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่ง โดยหน่วยงานที่ถูกพูดถึงในทางไม่เป็นมงคลมากที่สุด คือกรมชลประทาน ซึ่งมีตัวละครสำคัญคือ “เสี่ย ก.” คนสนิทนักการเมืองใหญ่ เป็นผู้เดินเกมอ้าง”ผู้ใหญ่”ติดต่อเจรจาวิ่งเต้นเรียกรับผลประโยชน์ ว่ากันว่าค่าวิ่งเต้นงานนี้ สูงแตะระดับพันล้านบาทเลยทีเดียว โดยมีผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ทำมาหากินกับกรมชลประทานมานาน รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพออกค่าใช้จ่ายในการซื้อตำแหน่งให้ข้าราชการที่ตัวเองสนับสนุน เพื่อหวังให้เข้ามาเอื้อประโยชน์ให้บริษัทตนสามารถผูกขาดรับงานจากกรมชลประทานได้แบบต่อเนื่องยาวนาน ขณะที่ เสี่ย ก.รับค่าหัวคิวเข้ากระเป๋าไปแล้วหลายสิบล้านบาท แม้ภายหลังเกิดข่าวนี้แพร่สะพัดไปทั่ว นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการให้นายทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งคณะทำงานขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีนี้ ทว่า ระหว่างที่สื่อมวลชนรวมถึงข้าราชการน้อยใหญ่ในกระทรวงเกษตรฯกำลังรอดูผลสรุปการตรวจสอบจากคณะทำงานชุดนี้ นายเฉลิมชัยได้ผลักดันนายประพิศ จันทร์มา รองอธิบดีกรมชลประทานที่มีชื่อเป็นตัวเต็งมาตลอดขึ้นแท่นอธิบดีกรมชลประทาน เป็นผลสำเร็จ ทั้งที่นายประพิศเพิ่งขึ้นเป็นรองอธิบดีกรมชลประทานได้แค่ปีเดียว มีอาวุโสน้อยกว่านายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน ฝ่ายส่งน้ำบำรุงรักษา ขณะที่รายชื่อผู้ได้รับการแต่งตั้งโยกย้ายในรอบเดียวกันนี้ในส่วนกรมต่างๆ ที่แบ่งให้รัฐมนตรีช่วย 3 คน คือร้อยเอกธรรมนัส นางสาวมณัญญา ไทยเศรษฐ์ และนายประภัตร โพธสุธน ดูแลนั้น รายชื่อการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการที่ได้รับการเสนอจากร้อยเอกธรรมนัส และนางสาวมนัญญา ไม่มีปัญหาอะไร เป็นไปตามที่ 2 รัฐมนตรีช่วยดังกล่าวต้องการทั้งหมด ยกเว้นชื่อที่ได้รับการเสนอจากนายประภัตร ซึ่งสร้างความไม่พอใจเป็นอย่างมากให้กับนายประภัตร ที่มีศักดิ์ศรีเคยเป็นอดีตรมว.เกษตรฯ มาก่อน จนอาจทำให้เกิดรอยร้าวขึ้นในการทำงานขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้เคยมีปัญหาความขัดแย้งในเรื่องการรับซื้อ และแจกเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิ กันมาแล้ว จึงเป็นที่น่าเสียดายที่พรรคฝ่ายค้านปล่อยผ่าน ไม่มีการหยิบยกประเด็นปัญหาการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการในกระทรวงเกษตรฯขึ้นมาอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะไม่เพียงแต่ทำให้คนทั่วไป และข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ เองที่ติดตามการโยกย้ายแต่งตั้งในกระทรวงเกษตรฯมาตลอด ไม่สามารถพึ่งพาฝ่ายค้านช่วยหาความกระจ่างผ่านทางกลไกระบบรัฐสภาตามระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น ในส่วนของนายเฉลิมชัยที่เป็นรัฐมนตรีว่าการเอง ก็พลาดโอกาสในการใช้สภาฯเป็นช่องทางในการชึ้แจงเคลียร์ข้อครหาต่างๆ เกี่ยวกับการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการในกระทรวงเกษตรฯด้วยเช่นกัน สุดท้ายก็คงได้แต่หวังพึ่งพาพลเอกประยุทธ์ในฐานะนายกฯเข้ามาสร้างความชัดเจน ไขข้อข้องใจให้สังคมว่าการแต่งตั้งโยกย้ายในกระทรวงเกษตรฯ มีการซื้อขายตำแหน่งเรียกรับผลประโยชน์โดยมิชอบ ตามที่มีเสียงร่ำลือกันจริงหรือไม่