“ปณิธาน วัฒนายากร” ย้ำนานาประเทศ เชื่อมั่น “ประยุทธ์ 2/1”
หมายเหตุ : รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี ด้านความมั่นคง ให้สัมภาษณ์พิเศษ “สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์” ถึงประเด็นความเชื่อมั่นของนานาประเทศต่อรัฐบาลไทยภายใต้การขับเคลื่อนของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี ในสมัยที่สอง ในท่ามกลางสังคมโลกที่มีการเปลี่ยนแปลง
- การเมืองไทย ในรัฐบาล “ประยุทธ์ 2/1” ในสายตาต่างประเทศเป็นอย่างไร
มองเรื่องความเรียบร้อยจากการเลือกตั้ง เขามีการสังเกตการณ์เกี่ยวกับการเลือกตั้งเราอย่างใกล้ชิด เขามองว่าการเลือกตั้งยอมรับได้หรือไม่ มีความโปร่งใส มีความเป็นธรรมและยุติธรรมหรือไม่ การเลือกตั้งมีเสรีภาพหรือไม่ มีการแข่งขันกันหรือไม่ ซึ่งอย่างน้อยก็เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยขั้นต่ำ ตรงนี้เป็นหัวใจสำคัญที่สุด ที่ต่างชาติจะมองว่าประเทศที่มีการจัดตั้งรัฐบาล การจัดตั้งรัฐมนตรีว่าคนเหล่านี้มาอย่างไร มีระบบและระบอบที่ยอมรับได้หรือไม่ มีความเป็นสากลหรือไม่ รวมถึงเขาจะดูว่าเราได้รับความชอบธรรมมากน้อยแค่ไหนในการไปเจรจากับเขา
การเลือกตั้งที่ผ่านมา มีพรรคการเมืองที่เข้ามาแข่งขันเยอะมากขึ้น ความตื่นตัวของประชาชนก็มีมากขึ้น โดยต่างประเทศเขาดูว่า การมาลงคะแนนเลือกตั้งของประชาชน ถูกบังคับหรือบีบบังคับหรือไม่ ซึ่งประชาชนก็ไม่ได้ถูกบังคับให้มาเลือกตั้ง ทั้งยังมีการมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งที่มีสถิติค่อนข้างสูง 60 - 80 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับต่างประเทศที่เป็นประชาธิปไตยมานานกลับมีผู้มาเลือกตั้งเพียง 40-50 เปอร์เซ็นต์
เมื่อการเลือกตั้งของไทยมีความเป็นธรรมในระดับที่นานาชาติรับได้ ก็ปรับนโยบายเข้าไปสู่สภาวการณ์ปกติหมายความว่า จากที่เคยตั้งเงื่อนไขทางกฎหมาย ทางการเมืองที่เขาจะลดปฏิสัมพันธ์หรือความสัมพันธ์ ลดกิจกรรมกับไทย เพราะรัฐบาลไทยไม่ได้มาจากการเลือกตั้งที่มีความยุติธรรม โปร่งใส ตรวจสอบได้ เพราะเขาไม่แน่ใจว่าที่มาตกลงกับเขามาจากไหนกันแน่ ซึ่งเมื่อมีการลงประชามติและมีรัฐธรรมนูญก็เป็นจุดเปลี่ยนผันของรัฐบาลที่ผ่านมา มองได้ว่าเป็นตัวชี้วัดความชอบธรรมอย่างหนึ่ง เพราะประชาชนยอมรับรัฐธรรมนูญที่ร่างออกมา
และเมื่อมีการเลือกตั้ง ก็มีทูตานุฑูตเข้ามาพบนายกรัฐมนตรี ทั้งด้านเศรษฐกิจ ด้านความมั่นคง ซึ่งการพูดคุยส่วนใหญ่ ทูตานุทูตยินดีที่ประเทศไทยประสบความสำเร็จในการเลือกตั้ง ซึ่งเขาพร้อมที่จะปรับระดับความสัมพันธ์ปกติในหลายด้าน อย่างสหรัฐอเมริกาที่มีการแลกเปลี่ยนการฝึกทางการทหาร ตรงนี้เป็นตัวชี้วัดที่เป็นรูปธรรม รวมถึงการตอบรับและการเชิญต่างๆ ก็ตามมา
ตัวชี้วัดอีกเรื่องคือการตื่นตัว การตอบรับงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับรัฐบาลในทางการเมือง แต่รัฐบาลมีหน้าที่ดูแลความเรียบร้อย ซึ่งทูตานุทูตก็ชื่นชมประเทศและคนไทยที่ร่วมมือสามัคคีกัน เขามองว่าบ้านเมืองเราสงบ เรียบร้อยบ้านเมืองมีความเป็นระเบียบอย่างที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน รวมถึงการจัดระเบียบทางความมั่นคงในช่วงงานพระราชพิธี ซึ่งทำให้เขาเชื่อว่าประเทศไทยกลับสู่สภาวะปกติแล้ว
นอกจากนี้ต่างประเทศอยากให้ประเทศไทย มีความเข้มแข็ง มีความเป็นผู้นำในอาเซียน ในฐานะประธานอาเซียนซึ่งเขามองย้อนไปเมื่อ 9 ปีก่อนที่ไทยเป็นประธานอาเซียน แบบล้มลุกคุกคลานแทบจะจัดการประชุมไม่ได้ และในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในภูมิภาค จึงจำเป็นจะต้องอาศัยความเป็นผู้นำของประเทศไทยในการผลักดัน อย่างเรื่องความมั่นคง ที่เราจะมีการประชุมรัฐมนตรีว่าการกลาโหมในอาเซียน และจะต้องไปพูดคุยกับมหาอำนาจ รวมถึงเรื่องทะเลจีนใต้สถานการณ์คาบสมุทรเกาหลี สถานการณ์ในรัฐยะไข่ ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน ซึ่งเขามีความเชื่อมั่นประเทศไทย เพราะไม่มีความขัดแย้งกับประเทศไหนเลย ซึ่งเมื่อเรามีศักยภาพในเรื่องนี้ เขาก็มาแสดงความประสงค์ที่จะให้ไทยดำเนินการในเรื่องของกรอบอาเซียน ซึ่งเราก็ตอบรับ
ล่าสุด 186 ประเทศ ได้เลือกให้ประเทศไทยเข้ามาเป็นสมาชิกคณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติ ที่เราไม่ได้เข้ามาประมาณ 12 ปีแล้ว การที่ 186 ประเทศเลือกเราจนเรามีคะแนนเป็นที่ 1 แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจจากนานาชาติว่า การพัฒนาอย่างยั่งยืนตามแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่รัชกาลที่ 9 สหประชาชาติเขายอมรับ เขามองประเทศไทยมีแบรนด์และมีแนวคิดที่ชัดเจน ทั้งยังช่วยผลักดันประเทศที่กำลังพัฒนาให้ก้าวพ้นกับดักความยากจนมาเป็นประเทศที่เริ่มพัฒนาแล้วและหลุดออกจากกรอบความยากจนได้
ต่างประเทศเขามองในส่วน ซึ่งแตกต่างจากการรับรู้ของคนไทยที่ยังมีไม่มากพอ เพราะมองในเรื่องของเสถียรภาพทางการเมืองไทย ในการจัดตั้งรัฐบาลการที่รัฐบาลและฝ่ายค้านมีเสียงไม่ห่างกัน
- รัฐบาลใหม่ จะมีเสถียรภาพมากน้อยแค่ไหน
การเมืองไทยในรอบหลาย 10 ปี เราผ่านมาหลายสถานการณ์ รัฐบาลที่มีเสียงท่วมท้นในสภา จนถูกมองว่ามีอำนาจค่อนข้างเผด็จการรวบรัดอย่างที่พูดกันว่า เป็นเผด็จการรัฐสภา ซึ่งเราก็เห็นว่า เสียงข้างมากที่ทำอะไรไม่ได้ก็มี ส่วนที่มีเสียงน้อยที่มีไม่ถึง 10 เสียง จัดตั้งรัฐบาลได้ก็มีมาแล้ว ไม่มีสภาเลยก็มี แต่ในปัจจุบันก็เป็นที่น่าพอใจกับทุกฝ่าย เพราะตัวแทนประชาชนมีความหลากหลายขึ้นทั้งจากพรรคใหญ่ พรรคกลาง และพรรคเล็ก มีพรรคการเมืองจำนวนมากเข้าไปจัดตั้งรัฐบาล ทำให้ในสภาและรัฐบาลมีความหลากหลาย ถือว่ามีความเป็นพหุสังคม
ขณะที่ฝ่ายค้านเองที่มีการพูดกันมาหลายปีว่าอ่อนแอ ขณะนี้ก็มีความเข้มแข็งมากขึ้น และที่สำคัญมีหนึ่งในแกนนำของฝ่ายค้าน เป็นคนรุ่นใหม่ เป็นพรรคการเมืองใหม่ที่มีคนตอบรับและตื่นตัว ถือว่าเป็นปรากฏการณ์ที่ดี ถึงแม้ว่าเขาจะต้องเรียนรู้และทำงานต่อไปอีกนาน แต่ก็ถือว่าสภามีความหลากหลายมีพลวัตสูง สามารถตรวจสอบได้ ซึ่งทำให้มีฝ่ายค้านที่หลากหลายและเข้มแข็งมีการเมืองในสภาที่เราคาดหวังกัน
ส่วนนอกสภาก็มีความคึกคัก มีตั้งกลุ่มเคลื่อนไหวในรูปแบบต่างๆ ซึ่งมีกฎหมายและระเบียบรองรับ ที่สำคัญคนมีความตื่นตัวและตรวจสอบกันเองในสังคมโซเชียลมีเดีย อย่างกรณีเหตุการณ์การปะทะกันของวินมอเตอร์ไซค์ ที่ซอยอุดมสุข กทม. ที่เพียงชั่วข้ามคืน ก็สามารถตรวจสอบว่าใครเป็นใครได้แล้ว ซึ่งประเด็นนี้จะเป็นประโยชน์มากหากบริหารจัดการได้
รวมถึงการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี(ครม.) ที่ช่วงแรกๆ จะมีความสับสน แต่สักพักก็จะมีข้อมูลหลายด้านออกมา และจะเห็นได้ชัดอย่างกรณีของการจัดตั้งรัฐบาล กลุ่มที่เป็นข่าวก็ออกมาให้ข้อมูล ชี้แจงบางคนอาจจะออกมาช้า แต่ก็มีความชัดเจน ซึ่งคนที่รับข่าวสารก็จะได้รับประโยชน์ จะไม่เหมือน 10 ปีที่ผ่านมาที่ข้อมูลข่าวสารจะออกมาจากรัฐบาลฝ่ายเดียวเพราะฝ่ายค้านมีช่องทางน้อย แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบกัน เพราะมีช่องทางการสื่อสารมากขึ้น
ต่างประเทศเขาจะเห็นภาพที่ประเทศไทยอยู่ในสภาวะที่บริหารความหลากหลายได้ ซึ่งดีกว่าบางประเทศที่ปิดกั้น บางประเทศที่มีข้อห้าม และดีกว่าบางประเทศ ที่พลังเหล่านี้อยู่นอกระบบหรืออยู่ใต้ดิน อย่างประเทศอิสราเอลเลือกตั้งมาตั้งแต่ต้นปีพอถึงกลางปียังตั้งรัฐบาลไม่ได้ ก็ต้องเลือกตั้งใหม่ ประเทศออสเตรเลียก็ล้มลุกคลุกคลานมาตลอดเกือบ 10 ปี ตั้งแล้วก็ล้ม เขาเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีบ่อยกว่าประเทศไทยอีก ประเทศเยอรมันที่เคยเข้มแข็งทางการเมือง แต่จากกรณีรับหรือไม่รับผู้อพยพจากตะวันออกกลาง ทำให้มีความคิดเห็นแตกแยกขัดแย้งกัน จนรัฐบาลที่มีความเข้มแข็งก็ดูอ่อนแอลง
- ความมั่นคงของไทยในสายตาต่างประเทศเป็นอย่างไร
เรื่องความมั่นคงเป็นเรื่องแรกที่ต่างประเทศตอบรับก่อนการเมืองเสียด้วยซ้ำ เพราะต่างประเทศมองว่าไทยมีการบริหารจัดการที่ดี ไทยได้รับการตอบรับที่ดีมากตั้งแต่ที่รัฐบาลปัจจุบันเข้ามา เพราะเขาเห็นว่าไม่มีการประท้วงปิดสนามบิน ไม่มีการประท้วงปิดกรุงเทพฯ บ้านเมืองเป็นระเบียบเรียบร้อย มีการจัดระเบียบสังคม เราได้รับการตอบรับในด้านความมั่นคงตั้งแต่หลังรัฐประหาร มีการสื่อสารกับเราทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ อย่างสหรัฐฯ ในช่วงที่มีข้อจำกัด มีข้อห้ามหรือกฎหมายห้าม อะไรที่สหรัฐฯ ทำได้ เขาก็ร่วมมือกับเราตลอด อย่างการฝึกซ้อมทางทหารคอบร้าโกลด์แม้ว่าจะมีข่าวว่าหยุด แต่สหรัฐฯเอง ก็ยืนยันเองว่าจะไม่เปลี่ยนแปลง
5 ปีที่ผ่านมามีการจับกุมผู้ร้ายข้ามแดน มีการจับกุมกลุ่มก่อการร้าย และมีการดำเนินการทางกฎหมายเพื่อให้เป็นไปตามกติกาสากลเช่น การจัดการเรื่องการค้ามนุษย์มีที่มีการจัดตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนอย่างเป็นระบบโดยมีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นผู้ดูแล ที่ผลักดัน จนทำให้การจัดลำดับสถานการณ์ค้ามนุษย์ของไทยจากเทียร์ 3 มาเป็นเทียร์ 2
มีการจับกุมดำเนินคดีเจ้าหน้าที่ที่เข้าไปเกี่ยวข้อง และวางนโยบายป้องกันต่างๆ และการแก้ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย หรือ ไอยูยู ที่เราติดธงแดง จนสามารถเปลี่ยนมาเป็นธงเหลืองและธงเขียวได้ใน 5 ปี ซึ่งทางสภาพยุโรปชื่นชมการทำงานของเรา มีการส่งคนของเขามาร่วมกันทำงานจนประสบความสำเร็จ ซึ่งประเด็นจะเป็นประเด็นสำคัญในอาเซียนและจะเป็นรูปแบบการแก้ปัญหาการประมง ซึ่งอาเซียนตอบรับรูปแบบที่เราจะร่วมมือกับอาเซียน
- การตอบรับจากต่างประเทศในด้านเศรษฐกิจ
ด้านเศรษฐกิจเป็นประเด็นที่ท้าทาย มีหลายเรื่องที่ต่างชาติตอบรับและยังกังวล จึงต้องมีโครงการขนาดใหญ่เพื่อเรียกความมั่นใจอย่างเช่น โครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรืออีอีซี การปรับประเทศไทยให้เข้ากับกติกาสากลใหม่ ๆ การปรับประเทศไทยให้ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น 5 จี การปรับประเทศไทยให้เป็น 4.0 จริงๆ ซึ่งกลุ่มประเทศที่มาลงทุนในประเทศไทยเริ่มที่จะมั่นใจมากขึ้น เพราะเรามีแผนที่สำคัญคือ ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่ในหลายประเทศเขาทำกันอย่างอังกฤษ เวียดนาม สิงคโปร์ ไต้หวัน และเกาหลีใต้ แต่ประเทศไทยไม่เคยทำเพราะเราเปลี่ยนไปตามรัฐบาลที่เข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน ปล่อยให้แต่ละกระทรวงมีแผนแม่บทของตัวเอง โดยที่ไม่มีการพูดคุยกันในแต่ภาพรวม
แต่ในปัจจุบัน ทุกกระทรวงต้องไปทำแผนแม่บทตามกรอบยุทธศาสตร์ใหญ่ ซึ่งแผนแม่บทจะถูกถอดออกเป็นแผนปฏิบัติการ ที่จะเป็นหัวใจสำคัญว่ากระทรวงไหน จะได้รับงบประมาณหรือไม่ ในส่วนการตรวจสอบถ้าไม่เป็นไปตามแผน ประชาชนสามารถเข้าชื่อร้องให้มีการตรวจสอบได้ ซึ่งมีความเข้มข้นมาก ที่ให้รัฐสภาพิจารณาและยื่นเรื่องร้องเรียนไปคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีจึงเป็นเรื่องอีกเรื่อที่ต่างประเทศตอบรับ อย่างเวลานายกรัฐมนตรีเดินทางไปต่างประเทศ เขาจะถามว่า เมื่อเปลี่ยนรัฐบาลจะมีเครื่องมือหรือนโยบายอะไรที่จะยืนยันว่าการลงทุนขนาดใหญ่ เช่นอีอีซี จะไม่เปลี่ยนแปลงใช่หรือไม่ ซึ่งเรายืนยันว่าเรามียุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ซึ่งเป็นสิ่งต่างประเทศเขารอ เพราะหากเรามีแผนขนาดใหญ่ ทำให้เขาสามารถมองทิศทางในการลงทุนได้ 20 ปีที่เขาจะเริ่มลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น
อย่างตอนนี้ที่มีการระบุว่า มีโรงงานต่างๆ จะถอนตัวจากประเทศไทยไปยังประเทศเพื่อนบ้านนั้น ก็เกิดขึ้นตามวงจรของการแข่งขันแต่ทั่วๆไป ซึ่งฐานการผลิตของญี่ปุ่นก็ยังอยู่ที่ประเทศไทย และการลงทุนจากสหรัฐฯ และยุโรปก็ทยอยเข้าใหม่ในอีอีซีมากขึ้น ทั้งอุตสาหกรรมการบิน อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ต่างๆ ก็เข้ามามากขึ้น รถไฟฟ้า การเกษตร การท่องเที่ยวการบริการ
ฉะนั้นในภาพรวม 5 ปีที่ผ่านมา มีสภาวะที่ปกติและเริ่มที่จะเดินหน้าต่อไป รัฐบาลใหม่ก็จะมีบุคคลที่จะมาการเลือกตั้ง จึงเป็นที่ยอมรับในกติกาสากล ซึ่งหลายคนมีความเป็นมืออาชีพ ในการเชื่อมโยงกับท้องถิ่นและเสียงประชาชนทำให้รัฐบาลใหม่ที่จัดตั้งขึ้น สามารถเดินหน้าการต่างประเทศได้มากขึ้น เพราะจะได้ภาพที่ภาพที่ดีและถ้าดูตัวบุคคลก็ถือว่ามีประสบการณ์สูงในเรื่องระบบราชการและระบบการเมือง และน่าจะมองออกว่าปีนี้สิ่งที่เราจะผลัดดันในอาเซียนและในภูมิภาคน่าจะได้รับการตอบรับมากขึ้น
- การที่รัฐบาลมีความหลากหลายของพรรคการเมือง จะทำการทำงานช้า และอาจจะไม่ไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่
ต้องยอมรับก่อนว่าความหลากหลายดีหรือไม่ดี ซึ่งในทางประชาธิปไตย ความหลากหลายเป็นเรื่องที่ดี ,ส่วน Monopolistic เป็นการผูกขาด ไม่หลากหลาย ขั้วเดียว สองขั้ว เขาบอกว่าไม่ดี นี้เป็นตำราต่างประเทศซึ่งคนไทยก็เป็นอย่างนั้น คนไทยอยากมีเพื่อนเป็นจีน เป็นสหรัฐ ฯ เป็นญี่ปุ่น ไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งก็อยู่ในความคิดของคนไทยว่าความหลากหลายดี
สำหรับการบริหารความหลากหลาย เป็นเรื่องที่น่าท้าทายว่า ใครจะเป็นผู้ที่จัดการความหลากหลาย ใครที่จะเป็นผู้ประสานงาน ใครที่จะเป็นผู้เชื่อมความหลากหลาย เพราะเท่าที่ผ่านมา เราไม่บริหารความหลากหลาย ไม่ใช่ว่าไม่มี ทุกๆ ครั้งเวลามีการจัดตั้งรัฐบาล ก็จะมีพรรคการเมืองมาร่วมจัดตั้งรัฐบาลประมาณ 10 พรรคเกือบทุกครั้ง มีพรรคการเมืองที่มาให้เราเลือกตั้ง 50 พรรค 100 พรรค
แต่เมื่อเลือกตั้งเข้ามาแล้วก็ได้มาไม่กี่พรรค ทำให้ไม่มีการบริหารความหลากหลาย รวมถึงไม่มีเวลา อย่างในอดีตยังไม่ประกาศผลการเลือกตั้ง ก็จัดตั้งรัฐบาลเลย บริหารประเทศแล้ว ที่สุดก็ล้มลุกคลุกคลานเพราะไม่มีโอกาสตั้งหลัก ว่านโยบายเป็นอย่างไร ไม่ได้มีการพูดคุยกัน แม้ในพรรคการเมืองเดียวกันก็ไม่เวลาคุยกัน เพราะมัวแต่หาเสียง
ในปัจจุบันเปลี่ยนไป มีเวลาให้มีการพูดคุย ปรับแนวคิดและร่วมกันร่างนโยบายใหม่ของรัฐบาลเหมือนกับปฐมนิเทศ มีการทำความรู้จักกัน เพราะว่าเลือกตั้งแต่ละครั้งอาจจะได้คนที่ไม่รู้จักกันเข้ามา ซึ่งเชื่อว่าเมื่อทุกอย่างเข้าที่เข้าทางแล้ว นายกรัฐมนตรีก็จะเดินหน้าได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งประชาชนอาจจะมีความกังวลในช่วงแรกๆ แต่นี่คือธรรมชาติของการเมือง ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติสักพัก ปล่อยให้เป็นไปตามกติกา อย่างเช่นวันนี้ที่มีการพูดกันว่า ถ้าจะเป็นผู้บริหารก็ต้องราออกจากส.ส.ตรงนี้ ก็เป็นกติกาที่มีมาในรอบหลาย 10 ปี ซึ่งทุกพรรคก็น่าจะต้องเดินตามนั้น
ทั้งนี้ต้องยอมรับว่าความหลากหลาย อาจจะไม่ไปทางเดียวกัน ซึ่งอาจจะตรวจสอบกันเอง อาจจะเห็นต่างบ้างเพราะมีวิธีการมองได้หลายรูปแบบ แต่ในที่สุดก็ไปด้วยกันในระบบเดียวกัน
- การที่ยังไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้ จะกระทบความเชื่อมั่นกับต่างประเทศหรือไม่
ผลกระทบมีน้อย เพราะในแง่ของความเป็นจริงที่เกิดขึ้น รัฐบาลไม่ได้เป็นรัฐบาลรักษาการ ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่แตกต่างจากในอดีต ที่เป็นรัฐบาลรักษาการ ดำเนินการหลายอย่างไม่ได้ อย่างเช่น เรื่องงบประมาณ เรื่องการแต่งตั้ง แต่รัฐบาลนี้มีอำนาจเต็ม ผลกระทบจริงๆ จึงมีน้อยมาก ฉะนั้นต่างประเทศก็ไม่ได้มีความกังวลในเรื่องนี้ เพราะเสถียรภาพรัฐบาลนี้มีความแตกต่างจากรัฐบาลรักษาการ
รวมถึงตัวนายกรัฐมนตรีที่ยังเป็นคนเดิมก็ทำให้มีความมั่นใจขึ้น แต่ถ้านายกรัฐมนตรีเป็นคนอื่นหรือคนใหม่ก็ต้องรีบจัดตั้งรัฐบาล เพราะความมั่นใจและความแน่ใจแตกต่างกัน และการทำงานร่วมกันความต้องการของบุคคลอยากจะทำงานอะไร ซึ่งเขามองว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีแทนที่จะวิ่งเข้าไปทำงานแล้วอลหม่าน ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร ไม่รู้จะทำอะไร ไม่มีกรอบ ซึ่งเคยเกิดขึ้นมาแล้ว และทำให้มีปัญหา
แน่นอนว่า ถ้าการจัดตั้งรัฐบาลนานเกินไปและไม่มีเหตุผล มีความคลุมเครือก็จะมีปัญหา แต่ขณะนี้ไม่ใช่ เพราะได้มีการตรวจสอบคุณสมบัติคนที่มาเป็นรัฐมนตรีแล้ว แต่อยู่ในช่วงของการปรับกลไกปรับกติกา ปรับขั้นตอนในการทำงานร่วมกัน รวมถึงรอให้ผ่านการประชุมอาเซียนไปก่อน
ส่วนคนที่จะมาดูในเรื่องการต่างประเทศนั้น คนที่จะมาก็ต้องทำกรอบตามกรอบยุทธศาสตร์ชาติและแผนแม่บทซึ่งต่างประเทศเข้าใจเรื่องพวกนี้ เขามองหลักการของโครงสร้าง มองที่ยุทธศาสตร์ชาติมากกว่าตัวบุคคล