'จตุพร' แนะทำใจใหญ่วัดใจม็อบ 25 พ.ย. อย่ากั้นรั้วลวดหนามเขตพระราชฐานหวังแพร่ภาพทั่วโลก
วันที่ 24 พ.ย. 2563 นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เฟชบุ๊คไลฟ์ peace talk ในหัวข้อ พรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร โดยระบุถึงสถานการณ์กลุ่มราษฎรประกาศจะไปชุมนุมหน้าสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ในวันพรุ่งนี้ (25พ.ย.) ว่า ตนได้ติดตามข่าวสารและเห็นการเตรียมการของฝ่ายรัฐที่นำลวดหนาม ไปขึงปิดล้อมสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ไว้นั้นตนไม่เห็นด้วย เพราะ การนำลวดหนามไปปิดล้อมดูเสมือนหนึ่งว่าจะต้องปกป้องกันอย่างถึงที่สุด และดูเสมือนว่า นี่คือการปกป้องไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งวิธีดังกล่าวนี้ แม้ว่าจะเจตนาดี แต่ผลลัพธ์เกิดเป็นความเสียหายกับสถาบัน เพราะดูเสมือนหนึ่งว่าอาคารสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นเสมือนกล่องดวงใจ เป็นทุกสิ่งทุกอย่าง และเมื่อภาพเหล่านี้ถูกรายงานข่าวออกไปทั้วโลก ก็ดูเสมือนหนึ่งว่าอาคารดังกล่าวนี้คือกล่องดวงใจของสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจผิดทั้งหมด เพราะจริงๆแล้วเป็นเพียงแค่อาคาร
ดังนั้นหากเป็นตนจะไม่ทำแบบนั้น แต่จะวัดใจ ไม่ต้องมีลวดหนาม หรือแนวสกัดกั้นใดๆ หากยังอยู่ในเวลาราชการก็เปิด เพราะ ในทางปฏิบัติจริงๆนั้น ความกดดันก็จะไปอยู่กับบรรดาการ์ดและแกนนำในการชุมนุม เพราะจะต้องกันไม่ให้มวลชนบุกเข้าไปภายในสำนักงาน เเละหากเข้าไปก็เท่ากับแพ้โดยปริยาย ดังนั้นภาพที่ปรากฎการขึงรั้วลวดหนาม ในทางจิตวิทยาจะส่งผลกระทบต่อความรู้สึก เพราะขณะที่มีการเตรียมการนั้น ภาพความรู้สึกต่างๆ ที่ต้องการให้เกิด สุดท้ายก็จะไปส่งผลกระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์
ขณะเดียวกันในอีกด้านหนึ่ง ของวันที่ 25 พฤศจิกายนเวลา 16.00 น ในหลวงพระราชินีจะเสด็จไปที่ พระบรมอนุสาวรีย์รัชกาลที่ 6 และในส่วนพสกนิกรก็จะไปเข้าเฝ้ารับเสด็จในบริเวณดังกล่าว แต่หากภาพอีกด้านหนึ่ง เกิดการรบราฆ่าฟันกัน ตนอยากถามว่าจะเกิดผลดีอะไร ตรงไหนอย่างไร ดังนั้นการคิดวิธีการทั้งของตำรวจ และทหาร กับการคิดแบบนักเคลื่อนไหวจะมีความแตกต่างกัน และตนก็มองว่าในลักษณะของการขี่ช้างจับตั๊กแตนนั้น ความเป็นจริงใครๆก็รู้ว่า อาคารสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นเพียงแค่อาคาร เป็นเพียงแค่สัญลักษณ์ แต่การไปเตรียมการ ในลักษณะเช่นนั้นเท่ากับ เป็นการบอกว่านี่คือส่วนสำคัญของเรื่องราวทั้งหมด ดังนั้นจึงเป็นการคิดที่ผิดมากที่สุด และจะเกิดการกระทบกระทั่งมีภาพการปะทะตลอดระยะเวลา
ดังนั้นหากลองคิดดู ว่า มีภาพปรากฏการเสียชีวิตเกิดขึ้นเพียงเพราะต้องการที่จะไปที่สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ คำถามคือ ใครจะได้รับผลกระทบ ดังนั้นการเตรียมการของฝ่ายรัฐเป็นการเตรียมการที่เกินข้อเท็จจริง และจะสร้างความเสียหายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่ในทางปฏิบัติหากคิดในใจที่ใหญ่กว่าปัญหาก็จะไม่เกิด และเห็นว่าสิ่งที่เตรียมการกันไว้ทั้งหมดนั้น สิ่งที่ต้องการของแต่ละฝ่าย นั่นคือการปะทะ ดังนั้นหวังว่าจะได้คิดกัน
นายจตุพร กล่าวถึงกรณีที่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมพูดถึง เรื่องการรัฐประหาร และการประกาศใช้กฎอัยการศึก ในทำนองว่า ถ้าตนไม่ทำแล้วใครจะทำ แต่ยืนยันว่าจะไม่ทำ โดยระบุว่า พลเอกประยุทธ์คงจะจำความไม่ได้ว่า ในปี 2557 นั้น คนที่ประกาศใช้กฎอัยการศึก ไม่ใช่นายกรัฐมนตรี แต่จะเป็นผู้บัญชาการทหารบก ซึ่งหลักการของกฎอัยการศึก คือประกาศง่าย แต่เลิกยาก เพราะเมื่อจะยกเลิก จะต้องมีพระบรมราชโองการตามกฎหมาย ปี 2457 ดังนั้น ที่พลเอกประยุทธ์บอกว่าหากพลเอกประยุทธ์ไม่ประกาศแล้วใครจะประกาศ คำตอบคือ ในปี 2557 นายกรัฐมนตรีไม่ได้ประกาศแต่คนประกาศคือผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้นชื่อพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ส่วนการยึดอำนาจนั้น การกระทำโดยผู้บัญชาการทหารบกที่ประกาศใช้กฎอัยการศึก ดังนั้นก็ทบทวนความจำกันว่า ไม่ใช่เฉพาะพลเอกประยุทธ์เท่านั้นที่ประกาศได้แต่เพียงลำพัง
อย่างไรก็ตามสถานการณ์ที่ดำรงอยู่นั้นตนเชื่อว่ากระแสข่าวการรัฐประหาร ซึ่งแต่ละคนก็มีบทเรียนว่า มีการใช้กฎอัยการศึกกันก่อนนั้นจะเห็นได้ว่า มีวิวัฒนาการกันอย่างไร ในตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ดังนั้นเนื้อหาสาระต่างๆทางการเมืองจะเป็นอย่างไรนั้น ตนเชื่อว่าแต่ละคนก็มีความห่วงใยในวันพรุ่งนี้ (25 พ.ย.) เพราะสิ่งที่จะต่อเนื่องกันมาตั้งแต่บรรยากาศที่หน้ารัฐสภาที่มีการสาดกระสุนระหว่างกัน ซึ่งก็ไม่รู้ว่าใครเป็นคนกระทำการที่แท้จริง แต่คนที่ได้รับความบาดเจ็บ คือ ฝ่ายผู้ชุมนุม
ขอขอบคุณข้อมูล และรูปภาพจากเพจเฟซบุ๊ก PEACE NEWS