มองสถานการณ์ “ประชาธิปัตย์-ทักษิณ” ผ่านสายตา “เทพไท เสนพงศ์”
หมายเหตุ : “เทพไท เสนพงศ์” อดีตสส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์รายการ “สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์” ทางช่องยูทูบ SiamrathOnline ออกอากาศเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2566 สะท้อนบรรยากาศทางการเมืองที่ฟากฝั่ง “พรรคประชาธิปัตย์” ที่ยังคงคุกรุ่น ไปจนถึงปมประเด็นอันเป็นที่มาของเพลง “คุกมีไว้ขังคนจน” จะสะเทือนไปถึง “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ออกมารักษาตัวนอกเรือนจำนานกว่า 90 วันแล้ว ด้วยหรือไม่
-ในฐานะกูรูการเมืองที่มองเข้าไปในพรรคประชาธิปัตย์ และก่อนหน้านี้ก็ได้โพสต์แสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในพรรค
ในฐานะที่เป็นศิษย์เก่าของพรรคประชาธิปัตย์ และได้มีการเฝ้าดูการเปลี่ยนแปลงของพรรค และได้เห็นว่าการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคคาราคาซังเป็นเวลาหลายเดือนแล้ว และยังไม่มีท่าทีที่จะยุติ ล่าสุดทราบว่ามีการเปลี่ยนแปลงโดยรักษาการหัวหน้าพรรคลาออก และได้มีการแต่งตั้งผู้รักษาการหัวหน้าพรรคใหม่ และจะมีการเลือกตั้งในวันที่ 9 ธันวาคม ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าผลจะออกมาอย่างไร
เพียงแต่ผมเป็นห่วง ว่าถ้าหากคนในพรรคซึ่งในตอนนี้เป็นที่รับรู้กันว่ามีอยู่ 2 ขั้ว ระหว่างกลุ่มผู้อาวุโสกับกลุ่มสส.ที่เข้ามาใหม่ในพรรค หากดูดุลกำลังในพรรค จะพบกลุ่มสส.ใหม่มีกำลังมากกว่า ซึ่งแน่นอนที่สุดว่าผลที่ออกมาคือกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เป็นสส.ใหม่ ก็อาจจะมีอำนาจในการบริหารพรรคชุดใหม่ได้ และในขณะเดียวกันผู้อาวุโสที่อยู่กับพรรคมานานอาจจะไม่ได้ตามที่ตั้งใจ
ผมคิดว่าถ้าอย่างนั้นอยากให้ทั้งสองฝ่ายมาคุยกัน และผมก็เป็นห่วงว่าพรรคประชาธิปัตย์ 78 ปีที่อยู่มานาน หากขัดแย้งแบบนี้และไม่มีทิศทางในการทำงานการเมือง ผมกลัวว่าพรรคก็จะตกต่ำกว่านี้ เละกว่านี้ และในที่สุดก็สลายไป และสมมติว่าคนที่อยู่ในพรรคตอนนี้เขาไม่อยากจะอยู่ ก็ไม่เป็นไรไปหาพรรคใหม่ โหวตขับตนเองออกไป เพราะในสมัยนี้ไม่ยากเลยที่จะออกจากพรรค ทำการโหวตขับตนเองออกและไปหาพรรคที่ตนเองอยากสังกัด และก็ปล่อยให้คนที่เหลืออยู่ให้เขาฟื้นฟูพรรคต่อไป ผมคิดว่าแบบนี้จะสวยงามในการจบปัญหาภายในพรรคประชาธิปัตย์
-การโหวตขับตัวเอง หมายถึงกลุ่มของคุณเดชอิศม์ ขาวทอง รักษาการรองหัวหน้าพรรค หรือไม่ที่คุณเทพไทพูดถึง
แน่นอนว่ามี 2 กลุ่ม ระหว่างกลุ่มผู้อาวุโสและกลุ่มผู้มาใหม่ ผมคิดว่าผู้มาใหม่ในเรื่องของความผูกพันกับพรรคมีน้อยกว่าผู้อาวุโสที่อยู่มา 40 – 50 ปี เมื่ออยากเข้ามาอยู่ในพรรคแบบนี้และเมื่อไม่เห็นด้วยกับแนวทางของพรรคก็ควรจะถอยออกไป ก็ปล่อยให้ผู้ใหญ่ได้ฟื้นฟูพรรคต่อไป คุณเดชอิศม์หรือใครก็ตาม คนชุดใหม่ที่เข้ามาเป็นสส.ชุดนี้หลายคนก็เป็นคนใหม่ ความผูกพันกับพรรคอาจจะน้อย การซึมซับอุดมการณ์ก็อาจจะน้อย เพราะฉะนั้นก็เสียสละเรียกกันว่า “บัวไม่ให้ช้ำ น้ำไม่ให้ขุ่น” และจากกันด้วยดีไปอยู่พรรคที่ตนเองอยากอยู่ ก็จบ ไม่ควรที่จะคาราคาซังอยู่แบบนี้ ถ้ากลุ่มนี้เข้าไปบริหารพรรคและผู้ใหญ่ในพรรคก็ยังอยู่ในพรรค ความขัดแย้งก็จะไม่จบสิ้น
-มีข่าวว่ากลุ่มของคุณเดชอิศม์ อาจจะย้ายไปอยู่พรรคการเมืองใหม่ อย่างพรรคพลังประชารัฐ
ผมมองว่าแนวทางของกลุ่มนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าต้องการเข้าร่วมรัฐบาล และเป็นไปไม่ได้ที่พรรคประชาธิปัตย์จะเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย แม้ว่าสส. 25 คนอาจจะอยากเข้าร่วมรัฐบาล แต่สมาชิกหรือกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ไม่เห็นด้วยและรับไม่ได้ เพราะประชาธิปัตย์กับเพื่อไทยแข่งขันต่อสู้เป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาตลอด และมาวันหนึ่งเมื่อโครงสร้างของพรรคเปลี่ยนแปลงหรือว่าจำนวนสส.เปลี่ยนแปลง มีคนรุ่นใหม่เข้ามาอยู่ในพรรคและคนเหล่านี้ก็จะกลับไปจับมือร่วมรัฐบาลกับเพื่อไทย
ผมคิดว่าผู้สนับสนุนทำใจยาก เมื่อเป็นแบบนี้คนกลุ่มนี้อยากจะเป็นรัฐบาล อยากที่จะร่วมรัฐบาลก็ไปหาพรรคที่เข้าร่วมรัฐบาลมันจะได้แฮปปี้กับทุกฝ่ายและจะไม่ขัดแย้งกัน
-คิดว่าสส.ที่เหลืออยู่จะฟื้นฟูพรรคประชาธิปัตย์ได้หรือไม่
ไม่เป็นไร พรรคประชาธิปัตย์จะเหลือกี่คนก็ฟื้นฟูได้ ขอให้ประชาธิปัตย์ยึดมั่นในอุดมการณ์ของพรรคที่จะสู้เพื่อพี่น้องประชาชน ยึดหลักการประชาธิปไตยตามอุดมการณ์ของพรรคที่ประกาศ10ข้อเมื่อวันก่อตั้งพรรคปีพ.ศ.2489 ผมคิดว่าถ้าทำเช่นนี้ประชาธิปัตย์ก็จะเดินต่อไปได้และจะค่อย ๆ โตขึ้นมา
-การที่กกต.ให้ใบแดงแรกกับใบดำ มาที่อดีตผู้สมัครสส.ประชาธิปัตย์ ในมุมมองของคุณเทพไท คิดว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะประชาธิปัตย์ยืนหยัดในเรื่องของความซื่อสัตย์ ย้ำปัญหาการซื้อเสียงการเลือกตั้ง
ผมคิดว่าการเลือกตั้ง 400 เขต มีการซื้อกันทุกเขตและทุกพรรค ยกเว้นพรรคก้าวไกล ผมคิดว่าพรรคก้าวไกลไม่มีการซื้อเสียง อยู่ที่กกต.จะหยิบเคสไหนขึ้นมาประกาศ ซึ่งผมได้โพสต์ข้อความว่าผมผิดหวังกับการทำงานของกกต. เพราะกกต.ควรจะเรียงลำดับความสำคัญเรื่องการให้ใบเหลืองและใบแดง เพราะหากว่าจะให้ใบแดงควรจะทำที่สุดคือให้ใบแดงกับสส.ที่คุณมีการรับรองแล้ว คุณจะให้ใบแดงกับผู้สมัครที่สอบตกเมื่อใดก็ได้ เพราะเขาไม่มีหน้าที่ ที่จะเข้าไปในสภาฯ แต่วันที่คนเหล่านี้เข้าไปในสภาฯ หากคุณบอกว่า 1 ปีแล้วค่อยสอย คนเหล่านี้ต้องเข้าไปโหวตประธานสภาฯ โหวตนายกฯ เข้าไปเป็นประธานกรรมาธิการ มันสร้างความเสียหายให้กับระบบรัฐสภา และระบอบประชาธิปไตย
เพราะฉะนั้นคุณต้องเลือก หลักการมีกกต.มีเพื่อกลั่นกรองไม่ให้คนทุจริต ไม่ให้คนซื้อเสียงเข้าไปในสภาฯแม้แต่วินาทีเดียว แต่วันนี้เมื่อเลือกตั้งเสร็จสิ้น 400 เขต ชาวบ้านทราบหมดว่ามีการซื้อเสียงทั้งประเทศ แต่กกต.เป็นหน่วยงานเดียวที่ไม่ทราบ จับคาหนังคาเขาไม่ได้ ไม่มีการให้ใบแดง ใบเหลืองและใบส้ม แม้แต่คนเดียว กลับมาปล่อยผีและบอกว่า 1 ปีค่อยสอยภายหลัง
กรณี 1 ปี สอยภายหลังเสียหายไปมากแค่ไหนแล้ว และใครเป็นผู้รับผิดชอบ เพราะฉะนั้นการที่ กกต.ประกาศให้ผู้สมัครสส.สอบตก กทม.พรรคประชาธิปัตย์คนหนึ่ง ผมเองก็ไม่ทราบว่าเพื่ออะไร และไม่มีผลต่อการเมือง เมื่อสอบตกก็จบ ไม่ได้หมายถึงว่าหากสอบตกแล้วให้ใบแดงไม่ได้ ผมคิดว่าให้ได้แต่ให้ภายหลังก็ได้ แต่คนที่คุณรับรองให้เข้าไปมีบทบาทในสภาฯ แล้ว มีส่วนได้ส่วนเสียกับการเมืองการปกครองประเทศ คุณควรจะจัดการตรงนี้ก่อน
-พูดถึงกระแสความนิยมต่อเพลง “คุกมีไว้ขังคนจน” ของคุณเทพไท มีกระแสตอบรับมีการแชร์บนโลกออนไลน์อย่างมากมาย
จริง ๆ เพลงนี้ผมแต่งจากความรู้สึกของนักโทษ ผมแต่งตอนที่ผมอยู่ในเรือนจำและพบว่านักโทษที่ได้รับข่าวกรณีคุณทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ก็รับไม่ได้ มีความรู้สึกว่ามันเหลื่อมล้ำ กรมราชฑัณฑ์ปฏิบัติสองมาตรฐาน ในขณะที่นักโทษ ติดคุก 10 – 20 ปี เขายังไม่ได้รับสิทธิ์อะไรสักครั้ง แต่คุณทักษิณกลับได้สิทธิ์มากมาย ตั้งแต่การถูกจำคุก 10 ปี เหลือ 8 ปี ได้รับพระราชทานอภัยโทษจาก 8 ปี เหลือ 1 ปี และ 1 ปี ก็ยังไม่ยอมเข้าเรือนจำทำตัวเป็นนักโทษเทวดา
นักโทษเหล่านั้นได้บอกผมว่า เมื่อผมมีความสามารถเขียนเพลงจึงอยากให้เขียนเพลงสื่อความรู้สึกของเขาบ้าง ผมจึงแต่งขึ้นมาเมื่อผมได้รับการพักโทษ ผมจึงออกมาร้องเพลง บันทึกเสียง และทำการเผยแพร่
เป็นความรู้สึกของนักโทษ แต่บังเอิญสอดคล้องกับอารมณ์ความรู้สึกของสังคม เพลงจึงได้รับการแชร์อย่างมากมาย เป็นเรื่องปกติของสังคมไทย เมื่อเห็นอะไรที่ไม่เป็นธรรม จึงมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น ซึ่งผมก็บอกกับคุณทักษิณ แต่ผมไม่แน่ใจว่าคุณทักษิณยังอยู่บนชั้น 14 ที่โรงพยาบาลตำรวจ หรือไม่ หรือว่าไปอยู่ที่ไหนผมก็ไม่ทราบ
เพียงแต่ผมตั้งข้อสังเกตว่าถ้าคุณทักษิณอยู่ชั้น 14 จริง ผมคิดว่าน่าจะมีลูก ญาติ เข้าเยี่ยมบ้างหรือเป็นข่าวบ้าง แม้ตัวผมอยู่ในเรือนจำ น้องชายก็ยังส่งข้าว ส่งอะไรต่าง ๆ ไปเยี่ยมตลอดเวลา แต่คุณทักษิณที่อยู่ชั้น 14 เป็นไปได้อย่างไรที่ลูก 3 คนไม่เคยไปเยี่ยมเลย อยู่ที่นั่นหรือไม่ ผมเกิดความแปลกใจ ทั้งที่เข้าเยี่ยมได้
ผมมีความรู้สึกว่าคุณทักษิณต้องเป็นตัวอย่างในการปฏิบัติ ในฐานะที่เป็นผู้ใหญ่ของประเทศ เมื่อมีกฎหมายก็ควรที่จะปฏิบัติตามกฎหมาย เพราะฉะนั้นเพลงคุกมีไว้ขังคนจนของผม ผมสะท้อนปัญหาสังคม และสะท้อนปัญหาความรู้สึกของพี่น้องประชาชน ผมก็บอกกับคุณทักษิณว่า คุณอย่าล้อเล่นกับอารมณ์ความรู้สึกของประชาชน คุณทำแบบนี้ผมคิดว่านักโทษ 400,000 คนไม่พอใจอย่างแน่นอน และนักโทษ 1 คนมีญาติอย่างน้อย 3 คน ทั้ง พ่อ แม่ พี่และน้อง นับแล้วเป็นล้านคน
เพราะฉะนั้น ถ้าคุณท้าทายเรื่องนี้ คุณระวังจะเจอปัญหาแบบกลุ่มกปปส.ที่ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้าน กรณีรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร การออกพ.ร.บ.นิรโทษกรรม เมื่อจุดไฟติด คนอาจจะลุกขึ้นมาต่อต้าน อย่าคิดว่ายุคนี้ไม่มีม็อบแล้ว ไม่มีความแน่นอน หากคนไม่พอใจก็อาจจะออกมาอีกครั้ง ดังนั้นผมอยากเตือนไว้ อะไรที่ทำได้หรือปฏิบัติตามกฎหมายได้ ก็ควรทำ