“พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” “แม่ทัพก้าวไกล”พร้อมสู้ทุกรูปแบบ ทุกกติกา
เรื่อง : ชนิดา สระแก้ว
ภาพ : พสุพล ชัยมงคลทรัพย์
หมายเหตุ : บทบาทการทำหน้าที่ “ฝ่ายค้าน” ของ “พรรคก้าวไกล” พรรคการเมืองที่ขึ้นมาสานต่ออุดมการณ์ และแนวทางของ “พรรคอนาคตใหม่” ต้องยอมรับว่าแม้จะเป็นพรรคหน้าใหม่ แต่กลับอยู่ในจุดโฟกัสอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล ไปจนถึงการที่พรรคมีทิศทางสอดคล้องไปกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองของ “ผู้ชุมนุม” ในนามม็อบราษฎร จนส่งผลกระทบต่อพรรคหลายครั้งหลายครา
“สยามรัฐ” มีโอกาสสนทนากับ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อในฐานะหัวหน้าพรรคก้าวไกล ได้สะท้อนแนวคิดอันเข้มข้น ต่อสถานการณ์ทางการเมือง ตลอดปี 2564 ที่ผ่านมา ตลอดจนการรับมือกับกติกาการเลือกตั้งใหม่ ด้วย “บัตร 2ใบ”
-มองย้อนกลับไปการทำงานของฝ่ายค้าน ในปีที่ผ่านมา 2564 เป็นอย่างไรบ้าง
ถ้ามองในภาพใหญ่มีหน้าที่หลัก 3 ด้าน คือ 1.การตรวจสอบรัฐบาล 2.การผลักดันกฎหมาย และ3.การเป็นปากเป็นเสียงให้กับพี่น้องประชาชน ซึ่งในมุมเป็นปากเป็นเสียงให้กับพี่น้องประชาชนผมถือว่าเราทำสำเร็จ ใน 4 เรื่องคือ 1. เรื่องของโควิด-19 ซึ่งพรรคก้าวไกล และพรรคร่วมฝ่ายค้านเป็นคนที่พูดว่าจำเป็นต้องใช้ ATK มาจัดการกับวิกฤตโควิด-19 ตั้งแต่ดือนธ.ค.ปี 63 ซึ่งก็ครบปีพอดี
ตอนนั้นมีแต่เสียงบ่น เสียงต่อต้าน จากนักวิชาการ และหมอหลายท่านว่าไม่แม่นยำ แต่เราบอกว่าถ้าใช้ควบคู่กับ Pcr หรือการที่จะแยกปลาออกจากน้ำให้เร็วก็จะเป็นสิ่งที่สำคัญ หลังจากนั้น 6 เดือนผ่านมาเริ่มมีการยอมรับ ATK ที่เราพูดได้เพราะพรรคก้าวไกลได้นำมาตรวจให้กับส.ส.เขตจำนวน 1,000 คน สามารถรู้ผลทันทีมี 70 กว่าคน พอรู้ก็แยกออกมาทันที ซึ่งสามารถลดการแพร่เชื้อได้
2.การต่อสู้กับวัคซีนที่มีการจำกัดอยู่แค่ไม่กี่ตัว ทำให้มีการแพร่หลายมากขึ้น ที่มีเพียงวัคซีนซิโนแวค ถึงแม้ว่าจะช้าไป สายไป น้อยไป แต่ก็มีวัคซีนชนิดต่าง ๆเอาไว้สู้โควิด-19 กลายพันธุ์ได้
3.เรื่องเศรษฐกิจ เกี่ยวกับการเยียวยา เอสเอ็มอี และการเยียวยาคนกลางคืน เขาก็มีครอบครัวที่ต้องเลี้ยงดู และต้องปิดก่อน และเปิดคนสุดท้ายได้รับความเดือดร้อน ได้มีการพูดนานกว่าครึ่งปีในที่สุดรัฐบาลก็มีการเยียวยา SME ผ่านประกันสังคม และมีการเยียวยาคนกลางคืน ถึงแม้รัฐบาลจะใช้เวลานานในการที่จะกลับตัว แต่คิดว่าเป็นสิ่งที่พรรคก้าวไกลเป็นปากเป็นเสียงให้พี่น้องประชาชนได้
ส่วนการตรวจสอบรัฐบาลโดยการอภิปรายไม่ไว้วางใจ 2-3 ครั้งถือว่าทำให้รัฐบาลได้รับผลกระทบได้พอสมควร การที่เราเป็นฝ่ายค้านก็มีกรรมธิการการทรัพยากรที่ดิน และสิ่งแวดล้อม ทำให้ได้ข้อมูลเรื่องเกี่ยวกับที่ดินที่อ.จะนะ จังหวัดสงขลา แค่เดือนกุมภาพันธ์ปี 63 เดือนเดียวก็เห็นว่าได้แสดงให้เห็นว่าการขยายที่ดินของคนนามสกุลเป็นรัฐมนตรีช่วยฯคุมกรมที่ดินอยู่ โดยเราได้ร่วมกับภาคประชาสังคมร่วมกันตรวจสอบที่อ.จะนะ จังหวัดสงขลา หลายครั้ง และคนในอ.จะนะขึ้นมาพบกับเราหลายครั้ง และก็ได้ใช้กลไกกรรมาธิการบ้าง และนอกสภาฯบ้าง สามารถตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล และความไม่ชอบมาพากล จึงทำให้มีเกิดการผลักดัน กระแสการเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องในอ.จะนะมากขึ้น
ส่วนการผลักดันกฎหมาย เรื่องเกี่ยวกับภาษี เกี่ยวกับปัญหาปากท้อง เกี่ยวกับงบประมาณ และการปฏิรูปกองทัพ การเกณฑ์ทหาร แรงงาน บำนาญ การผลักดันตรงนี้ไม่สำเร็จ เนื่องจากมีการใช้เทคนิคทางการเมืองถูกปัดตกโดยนายกฯ ว่าเป็นพ.ร.บ.ทางการเงินหมด ส่วนพ.ร.บ.อีก 2 ฉบับที่กำลังจะเข้าสภาฯคือพ.ร.บ.การสมรสเท่าเทียม และพ.ร.บ.สุราก้าวหน้า ในการที่จะทำให้เกิดสิทธิชุมชน ในการที่จะแปรรูปสินค้าทางการเกษตร ซึ่งเป็นภูมิปัญญาของคนไทยในการทำมาหากิน แก้ไขเศรษฐกิจ ก็ไม่รู้จะถูกปัดตกอีกหรือไม่ ซึ่งจะเข้าสภาฯแล้ว ซึ่งเราก็จะผลักดันกฎหมายที่มีความก้าวหน้าขึ้น
เพราะฉะนั้นโดยรวมคิดว่าเรามีการทำงานที่เข้มข้นมากขึ้นทุกปีจากการตรวจสอบระดับจุลภาค จนถึงมหภาค แต่เข้าใจว่าปัญหาเรื่องปากท้อง เรื่องสิทธิมนุษยชน สิ่งแวดล้อมของประชาชนในปีนี้หนักเหลือเกิน ยกตัวอย่าง มีครอบครัวหนึ่ง ติดโควิด-19 เจอน้ำท่วม และติดหนี้จากน้ำท่วมข้าว ไม่เคยมีช่วงไหนที่ประชาชนคนไทยเดือดร้อนมากขนาดนี้ ปัญหาเก่ายังแก้ไม่ได้ ปัญหาใหม่ก็เข้ามาเรื่อยๆ
แสดงให้เห็นว่าความท้าทายของประเทศ จะไม่ใช่ราคาสินค้าเกษตรอย่างเดียวเหมือนสมัยก่อน แต่จะเป็นเรื่องที่ดิน เรื่องภัยพิบัติ และยังมีเรื่องโรคติดต่อ ซึ่งเป็นเรื่องใหม่ๆที่ถาโถมเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น ถ้ารัฐบาลรู้ไม่เท่าทัน ไม่เปลี่ยนวิธีคิด ไม่เรียงลำดับความสำคัญใหม่ ไปอยู่กับความมั่นคงแบบทหาร จะทำให้เราไม่สามารถที่จะปรับตัวและตอบโจทย์ให้กับพี่น้องประชาชนได้
-หากจะให้เกรดการทำงานของพรรคก้าวไกล ในฐานะฝ่ายตรวจสอบรัฐบาล
เราเป็นผู้เล่นต้องไม่ให้คะแนนตัวเอง แต่ต้องให้พี่น้องประชาชนเป็นคนให้คะแนน แต่เข้าใจว่าประชาชนคาดหวังกับพรรคก้าวไกลมาก ผ่านการบริจาคด้วยภาษี ผ่านทางผลโพล การลงเลือกตั้งในแต่ละพื้นที่ในการทำการเมืองแบบใหม่ของคณะก้าวหน้า เริ่มเห็นว่าประชาชนในภาคอีสานก็เริ่มเห็นว่าต้องการทำงานในเชิงโครงสร้างมากขึ้น โดยพรรคจะนำข้อมูลเหล่านี้มาเป็นแนวทางในการทำงาน และเป็นกำลังใจในการต่อสู้ต่อไป
-การทำงานของฝ่ายค้านที่ผ่านมา พบว่ามีหลายครั้งถูกตั้งข้อสังเกตว่า เกิดความขัดแย้งกันเอง
หากไปโฟกัสในเรื่องขัดแย้งก็จะเห็นแบบนั้น แต่ในเรื่องของเอกภาพมีผลงานเยอะ คิดว่าเป็นเรื่องปกติของการทำงานในระบบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ที่เป็นรัฐบาลผสม เป็นฝ่ายค้านผสม อยู่กันคนละพรรค ก็ต้องมีอุดมการณ์ วิธีคิด หรือยุทธศาสตร์แตกต่างกันไป
เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีความเห็นที่ไม่ตรงกันบ้าง แต่เรื่องที่เห็นตรงกันคือการแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน การตรวจสอบรัฐบาล การต่อสู้กับระบอบเผด็จการ การสืบทอดอำนาจ เรื่องเหล่านี้พรรคร่วมฝ่ายค้านก็ยังมีเอกภาพอยู่
-แผนการทำงานตรวจสอบรัฐบาลในปี 2565 เป็นอย่างไรบ้าง อาทิผ่านญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ แบบไม่ลงมติ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่
ในเดือนมกราคมจะเป็นการอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 ก็เป็นโอกาสที่จะนำเอาปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนมาสะท้อน รวมถึงการโชว์วิสัยทัศน์ว่าถ้าเราเป็นรัฐบาลเราจะแก้ไข หรือจัดการกับงบประมาณอย่างไร เมื่อครบวาระอีก 1 ปีเราก็จะอภิปรายไม่ไว้วางใจอีก เราก็จะเตรียมข้อมูลที่เข้มข้นมากขึ้น ก็จะมีประเด็นที่ต่อเนื่องมาจากปีก่อน เช่นเรื่องที่ดินที่อ.จะนะที่เราเปิดแผลเป็นแค่ข้อมูลในเดือนกุมภาพันธ์ปี 63 เท่านั้น แต่ก่อนหน้านั้นยังมีการรวบที่ดินโดยการใช้นามสกุลของคนใกล้ชิดต่าง ๆอีกมากมาย
รวมทั้งที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่อ.นาบอน เรื่องเขื่อนเหมืองตะกั่ว ที่จังหวัดพัทลุง เรื่องดงมะไฟที่ภาคอีสาน เรื่องอมก๋อยที่ภาคเหนือ ทั้งหมดมีความไม่ชอบมาพากลเยอะ สามารถที่จะใช้กรรมาธิการเจาะเพิ่มเข้าไปได้ในเรื่องเก่าเพื่อที่จะทำให้เกิดความต่อเนื่อง แต่ขณะเดียวกันก็ยังมีเรื่องใหม่ๆที่ส่งเข้ามาทางพรรคก้าวไกล ทางอีเมล ทางเว็บไซต์ หรือทางโซเชียลมีเดียของผมด้วย
ซึ่งจะเป็นวัตถุดิบที่สามารถที่จะนำมาเตรียมตัวในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไม่ใช่ว่าจะมีการอภิปรายแล้วยังไม่มีการเตรียมตัวเลย หรือมีการเตรียมตัวเพียงเดือนเดียว แต่ต้องมีการรวบรวมข้อมูลที่เป็นทั้งของเก่าเพิ่มเข้าไปให้เข้มข้นมากขึ้น และลึกมากขึ้น แต่ก็จะมีของใหม่มาผสมกันไป เพราะฉะนั้นการตรวจสอบรัฐบาลยิ่งมีข้อมูลของเดิมที่ลึกมากขึ้น กว้างมากขึ้น และเข้มข้นมากขึ้น
-ในปีนี้ ประเมินว่าการทำงานของพรรคก้าวไกลจะเข้มข้นมากขึ้นหรือไม่ เพราะอาจเป็นช่วงสุดท้ายของรัฐบาล
ผมว่าปีนี้เป็นปีที่เข้มข้นมากที่สุด จะเป็นปีแห่งการฟื้นฟูก็ได้ จะเป็นปีที่รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและรมว.กลาโหม ครบรอบ 8 ปีก็ได้ เป็นปีที่จะมีการเลือกตั้งใหญ่ๆ เช่นการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.และเลือกนายกฯเมืองพัทยา และอาจจะมีการเลือกตั้งใหญ่ในปลายปีนี้ และเรื่องวิกฤตโควิด-19 ก็จะมากขึ้นเรื่อยๆ เรื่องpm-2.5 กลับมาแล้ว เรื่องน้ำท่วม น้ำแล้งซ้ำซาก
การที่เราจะคอยกระตุ้นรัฐบาล และโชว์วิสัยทัศน์ให้เห็นว่ารัฐบาลควรทำ และคิดแบบไหน ให้รัฐบาลปรับวิธีคิดในช่วงที่ยังมีอำนาจอยู่เพื่อตอบโจทย์ให้กับพี่น้องประชาชนมากขึ้น จึงต้องทำงานให้มากขึ้น
ดังนั้นสิ่งที่พรรคก้าวไกลจะติดตามต่อเนื่องคือเรื่องเศรษฐกิจจะต้องติดตามคือความเดือดร้อนของเอสเอ็มอี และความเดือดร้อนของผู้ประกอบการรายย่อยต่างๆ ที่เคยช่วยแล้วไปแล้ว มีการเยียวยาผ่านประกันสังคมครบ 3 เดือนแล้ว แต่ยังไปต่อไม่ได้ ไม่วาจะเป็นเรื่องนโยบายการพักหนี้ การใช้งบประมาณเกี่ยวกับโควิด-19 เบิกจ่ายไม่ครบ ทั้งๆที่ออกพ.ร.ก.เงินกู้ไปแล้ว ในเรื่องของการเมืองก็คงจะเป็นเรื่องสิทธิมนุษยชน สิทธิในการเข้าถึงทนาย สิทธิในการประกันตัว ที่ได้ทำในหนี่งปีที่ผ่านมา
หลายสิ่งหลายอย่างเป็นความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นโดยกฎหมาย ถือเป็นความอยุติกรรมที่ความเลวร้ายที่สุด ซึ่งไม่ควรจะมีการพิพากษาเขาก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเขาเป็นเยาวชน คนหนุ่มสาวของเราทุกคน แต่ควรต้องมีพื้นที่ปลอดภัยให้มีการพูดคุยเจรจากัน ส่วนเรื่องสิ่งแวดล้อมก็คงเป็นปัญหาซ้ำซาก ที่ติดปัญหาโครงสร้างอำนาจที่ไม่ได้รับการแก้ไขสักที ไม่ว่าเรื่องน้ำท่วม เรื่อง PM 2.5 การสร้างโรงงานขยะ การสร้างเขื่อน ทำไม่มีการทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA เนื่องจากคำสั่งของคสช. 4/2559
-พรรคก้าวไกล กับกระแสข่าวว่าอาจถูกยุบพรรคก่อนไปถึงวันเลือกตั้ง ในฐานะหัวหน้าพรรค เรากังวลมากน้อยแค่ไหน
ไม่กังวล แต่ก็ยอมรับมีการล็อกเป้า แต่เราก็ต้องสู้ โดยมีทีมกฎหมาย สู้ในเรื่องความชอบธรรม ต้องแสดงให้ประชาชนเห็นว่าการมีพรรคก้าวไกลมีประโยชน์มากกว่าการไม่มีพรรคก้าวไกล ต้องทำให้สังคมเห็นตรงนี้ แต่อย่างไรก็ตามเราก็ต้องไม่ประมาท
ผมอยู่การเมืองมาตั้งแต่พรรคไทยรักไทยถูกยุบ มาเป็นพรรคพลังประชาชน มาพรรคไทยรักษาชาติ พรรคอนาคตใหม่ และพรรคก้าวไกล เพราะฉะนั้นกลายเป็นเรื่องปกติของสังคมไทย ทั้งที่สากล และต่างชาติไม่ให้การยอมรับ
ถ้าถามว่าการที่เราไปประกันตัว ไม่ว่าการประกันตัวกลุ่มชาติพันธุ์ ชาวบ้านบางกลอย หรือการประกันตัวพี่น้องภาคอีสานที่ถูกฟ้องไล่ที่ และการเรียกร้องในการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ ก็เป็นสิทธิในการเข้าถึงทนาย สิทธิในการประกันตัวทั้งนั้น
การที่ศาลให้ประกันเป็นไปตามกระบวนการ ไม่ได้ถือว่าเรากระทำเกินกว่ากฎหมายแต่อย่างใด คิดว่าเราบริสุทธิ์ปลอดภัยอยู่ ที่เหลือก็เป็นการบริหารภายในให้ทุกคนมั่นใจว่าจะยังจะไปต่อกับเรา ซึ่งหากมีการเลือกตั้งก็จะเป็นจุดที่ดึงองคาพยพทุกส่วนของพรรคไม่ว่าคนเก่าคนใหม่ คนที่เป็นส.ส.หรือไม่ได้เป็นส.ส.กลับมาอยู่รวมพลังกันอีกครั้งเพื่อที่จะเอาชนะให้ได้
-จุดอ่อน/จุดแข็งของรัฐบาลคืออะไร ประเมินว่าพล.อ.ประยุทธ์ จะอยู่ครบเทอมได้หรือไม่
ผมคิดว่าขึ้นอยู่กับ 3-4 ปัจจัย คือความพร้อมในการย้ายบุคลากรเพื่อให้ตัวเองได้เปรียบ การกำหนดเขตใหม่เพื่อให้ตัวเอง และการเตรียมกระสุนเพื่อเตรียมตัวในการเลือกตั้ง หรือการแตกแยกของชนชั้นนำในกลุ่มของรัฐบาลเอง เช่นที่เห็นขณะนี้คือไม่สามารถรักษาองค์ประชุมได้ถ้ามีการต่อรองกันในเรื่องผลประโยชน์ อาจจะกลายเป็นจุดที่จะทำให้ยุบสภาก่อนได้ คิดว่าน่าจะเลือกยุบในช่วงที่เชาได้เปรียบที่สุด ซึ่งเราก็ต้องสู้กันอย่างเต็มที่
อย่างไรก็ตามพรรคก้าวไกลก็ไม่ห่วงหรือกังวลเรื่องบัตร 2 ใบ พร้อมที่จะสู้ทุกกติกา เมื่อมาทำพรรคการเมืองเราคิดกันจนตกผลึกแล้วว่าเราเป็นการเมืองแบบเรียบง่าย อุดมการณ์เรียบง่าย มีการเลือกตั้งก็ต้องส่ง แข่งก็ต้องแข่ง แพ้-ชนะวันนี้ไม่เป็นไร วันหน้าก็ยังมี ทำการเมืองระยะยาวแบบนี้ ไม่ต้องการจะดูว่าได้คะแนนเสียงเท่าไหร่ หรือเล่นเกมเป็นอย่างไร เพราะไม่มีใครรู้ปลายเหตุ
เหมือนกับเลือกตั้งซ่อมหลายครั้งที่เรายังไม่พร้อมก็ไม่ส่ง คนอื่นก็จะบอกว่าเราหลีกทางให้ แต่เพราะเราไม่พร้อมทั้งเรื่องนโยบายและเรื่องตัวบุคคลเราก็ไม่ส่งแข่งแค่นั้น ทำให้ไม่มีตัวแทนฝ่ายค้านลงไปแข่งก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้ เพราะเลือกคนที่ดี และนโยบายที่ดีที่สุด