เลือดสุพรรณ

การเมือง16 พ.ค. 2563 • 00:10 น.
เลือดสุพรรณ
ยกแรก “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีชัยเหนือโควิด หลังข้อมูล ณ วันที่ 13 พฤษภาคม 2563 ที่ผ่านมา สามารถพิชิตตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิดรายใหม่จนเป็นศูนย์ในประเทศไทย ได้เป็นครั้งแรกในรอบ 3 เดือน และหลังจากคลายล็อกเฟสแรก มาแล้วกว่า 10 วัน ถือว่าสอบผ่าน เรียกเสียงเฮจากคนไทยทั้งประเทศ แม้สงครามกับศัตรูที่มองไม่เห็น จะยังอีกยาวไกลกว่าจะวางดาบลงได้ ยกต่อไปที่ต้องลุ้นให้รอด หลังผ่อนปรนมาตรการในเฟส 2 ที่เต็มไปด้วยความท้าทาย และ มากมายด้วยกับระเบิด ซึ่งต้องสะกดไม่ให้ตัวเลขผู้ป่วยเด้งกลับมาอยู่ในภาวะวิกฤติ กระนั้น ดูเหมือนว่า พอศึกโควิดเริ่มสงบ “แม่ทัพตู่” ก็ต้องมารบกับการเมืองต่อ ทั้งศึกนอก ศึกในที่ปะทุดุเดือดไม่แพ้กัน หากจำกันได้ สถานการณ์ก่อนจะนิมนต์พระอาจารย์หมอทั้งหลายมาช่วยปราบโควิดนั้น อาการของรัฐนาวา “บิ๊กตู่” เข้าขั้นตรีทูต เจียนอยู่เจียนไป จากการแพร่ระบาดของ “แฟลชม็อบ” นักศึกษาในห้วงเดือน กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซ้ำด้วยข่าวคนในรัฐบาลไปเกี่ยวข้องกับการกักตุนสินค้าจำเป็นในห้วงของการระบาดของเชื้อไวรัส คือ หน้ากากอนามัย ที่จี้ต่อมวิกฤติศรัทธา แต่เมื่อสถานการณ์โควิดลุกลาม กลับลุกไล่ “แฟลชม็อบ” เสียกระเจิง “บิ๊กตู่” ที่อยู่ในสถานการณ์หลังพิงฝา พลิกเปิดเกมรุกอัญเชิญแพทย์ระดับเกจิมาตั้งโต๊ะระดมสมอง จัดยาแรงด้วยพ.ร.ก.ฉุกเฉิน และเคอร์ฟิวที่เรียกได้ว่ามาถูกที่ ถูกเวลา แม้ระหว่างนั้นจะมีเสียงกระจองงอแง จากฝ่ายการเมืองออกมาบ้าง แต่ก็ไม่ได้รับความสนใจจากสังคม เพราะสถานการณ์สุกงอม จนโฟกัสประเทศไทยอยู่ที่วิกฤติโควิด ต่อเมื่อสถานการณ์โควิดเริ่มคลี่คลาย ในขณะที่กระบวนการเยียวยาเปิดปลายคางให้คู่ต่อสู้ แนวรบการเมืองจากฝ่ายค้าน และฝ่ายแค้น ก็เริ่มขยับ ความสำเร็จจากการรับมือโควิด เป็น “ภูมิคุ้มกัน” ให้รัฐบาลได้เพียงชั่วคราว เพราะปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน จากการช่วยเหลือเยียวยาที่ล่าช้ากลายเป็นเงื่อนไขกดดันรัฐบาล และเปิดพื้นที่ให้การเมืองเข้ามา แม้เวทีเปิดการประชุมสภาผู้แทนราษฎร สมัยวิสามัญของพรรคฝ่ายค้านจะถูกดับฝัน จึงต้องเปิดเกมนอกสภา “ประชาชนไม่มีปัญหากับ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่รัฐผู้ประกาศนั้น ไม่สามารถดูแลความเดือดร้อนให้กับเขาได้ การเรียกร้องให้ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ก็เพราะไม่สามารถทนต่อความอดอยากได้” จตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ระบุ “พลเอกประยุทธ์เลิกคิดถึงแต่ความมั่นคงของตัวเอง หยุดใช้พรก.ฉุกเฉินได้แล้ว” จาตุรนต์ ฉายแสง อดีตประธานยุทธศาสตร์พรรคไทยรักษาชาติ ระบุ ในขณะที่พรรคก้าวไกล หันมาเล่นบทตรวจสอบรัฐบาล โดย พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคยื่นหนังสือต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เสนอญัตติด่วนให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อติดตามตรวจสอบการใช้งบประ มาณและมาตรการแก้ไขปัญหาภายใต้วิกฤติโควิด ขณะเดียวกันก็สอดประสานกับคณะก้าวหน้าในการเดินหน้า “รื้อ” บาดแผลความเจ็บปวดความขัดแย้งในอดีต หวังอาศัยอารมณ์ร่วมของประชาชนจากปัญหาปากท้อง ผสมโรงกับปฏิทินการเมืองที่เวียนมาบรรจบในห้วง “พฤษภาอาถรรพ์” เมื่อศึกนอกก็รุกไล่ ศึกในก็ใหญ่หลวงไม่แพ้กัน กับอาการแปล่งแปลกของ พรรคประชาธิปัตย์ หนึ่งในพรรคร่วมรัฐบาล ผ่านสัญญาณจาก เทพไท เสนพงศ์ ที่ออกมากระทุ้งปมทำโพลล์สำรวจความเห็นเลิก-ไม่เลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ว่ามีวาระซ่อนเร้น ขณะที่ เชาว์ มีขวด ก็ออกมาจี้ให้ “บิ๊กตู่”สอบหน้ากากผ้าของกระทรวงอุตสาหกรรมงบฯ 65 ล้านบาทว่าคุณภาพการผลิตต่ำกว่ามาตรฐาน ด้วยสถานการณ์ก่อน “บิ๊กตู่” จะขี่กระแสโควิดเข่นการเมือง เคยมีข่าวเรื่องการปรับครม. โดยดึงเอาพรรคเพื่อไทยเข้ามาเสียบแทนพรรคประชาธิปัตย์ กับพรรคภูมิใจไทย แต่สถานการณ์โควิดมาคั่นเสียก่อน ทว่าในส่วนของพรรคการเมืองขนาดเล็กก็ยังคงยืนอยู่ข้างพรรคพลังประชารัฐ แต่ที่หนักหนาสาหัสกว่า คือรอยร้าวภายในพรรคพลังประชารัฐ ที่เกิดจากความขัดแย้งและหวาดระแวงกันเอง กำลังก่อตัวเป็นพายุใหญ่ จากปัญหาการไม่ยอมรับในตัวหัวหน้าพรรค คือ อุตตม สาวนายน ทำให้มีการตอบโต้กลับ เบรกกระแสด้วยข่าวเรื่องปรับเปลี่ยนโครงสร้างกรรมการบริหารพรรคใหม่ ให้ “บิ๊กป้อม”พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ นั่งเก้าอี้หัวหน้าพรรค แทน อุตตม สาวนายน โดยมี สันติ พร้อมพัฒน์ เป็นเลขาธิการพรรคแทน สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ พร้อม “ล้างไพ่ใหม่” ดัน “สันติ” ขึ้นแท่นรมว.คลัง แทน “อุตตม” สลับ นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เป็น รมช.คลังแทน และณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ไปเป็นรมว.พลังงานแทน “สนธิรัตน์” และอนุชา นาคาศัย เป็น รมว.ศึกษาธิการ สุชาติ ชมกลิ่น จะเป็นรมว.การอุดมศึกษาฯแทน สุวิทย์ เมษินทรีย์ เรียกว่า ทีม 3 กุมารหลุดออกจากวงโคจรทั้งยวง จิ๊กซอว์เกือบจะสมบูรณ์อยู่แล้ว หากเซียนการเมืองไม่มาสะดุด ตรงโผในส่วนของ “บิ๊กป้อม” ที่บอกว่าจะนั่งรองนายกฯ ควบรมว.มหาดไทย เรียกได้ว่าเป็นข่าวเสี้ยมให้ “บิ๊กป้อม”กับ “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผิดใจกัน ทั้งที่ไม่มีความเป็นไปได้ เนื่องจากความสัมพันธ์ของ พี่น้อง 3 ป. “ป้อม-ป๊อก-ตู่” นั้นแน่นแฟ้น ด้วย “บิ๊กป้อม” ยึดมอตโต้ “ไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อน” ฉะนั้น หากจะเกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในพรรคพลังประชารัฐและรัฐบาล ย่อมเกิดจากฉันทานุมัติของพี่น้อง 3 ป. แม้แต่ข่าวที่ออกมาก่อนหน้านี้ ว่า “เสธ.อ.”คนสนิทของ “บิ๊กป้อม” ที่เดินเกมส่งซิกให้ “อุตตม” ลุกจากเก้าอี้หัวหน้าพรรคนั้น แท้จริงแล้ว “เสธ.อ.”ที่ว่านั้นก็เคยทำงานให้ “บิ๊กตู่” ด้วยเช่นกัน ฉะนั้น หากวิเคราะห์อย่างสังเคราะห์ก็จะเข้าใจลึกซึ้ง ว่า 2 พี่น้องไม่มีทางขัดหรือแย้งกันอย่างที่เป็นข่าว หากแต่ต้องเลือกที่จะเล่นกันคนละบท เพื่อเป้าหมายเดียวกัน ขณะที่ในความเป็นจริงแล้ว การเปลี่ยนแปลงหัวหน้าพรรคนั้น ไม่ใช่เรื่องยากเลยสำหรับ “บิ๊กป้อม” ด้วยกลุ่มของ 3กุมารนั้น ไม่มีส.ส.อยู่ในมือ ส.ส.กลุ่มก๊วนต่างๆ ก็ยังยืนข้าง “บี๊กป้อม” จึงมีรายงานว่า “สนธิรัตน์”เอง ประกาศ “สู้”ไม่ถอย เตรียมดึงส.ส.เข้ากลุ่มเพื่อสร้างอำนาจต่อรองภายในพรรค แม้จะมีข่าวว่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ไปจับขั้วกับกลุ่มของ สามมิตร ก็เป็นเพียงหมากสร้างอำนาจต่อรองงัดข้อกับ กลุ่มของ วิรัช รัตนเศรษฐ์ อีกทั้งหากผ่าลึกลงไปในกลุ่มสามมิตรเอง การปรากฏตัวของ อนุชา นาคาศัย ร่วมโต๊ะกับ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ก็ไม่ได้การันตีว่า สมศักดิ์ เทพสุทิน จะยืนอยู่ข้าง “สมคิด” ด้วยเมื่อถึงเวลาที่ต้องเลือกข้าง แรงกระเพื่อมจากการแอ็กชั่นของนักการเมืองกลุ่มมุ้งต่างๆภายในพรรคพลังประชารัฐยามนี้ จึงไม่อาจอ่านเพียงชั้นเดียว ด้วยสัญญาณบางอย่าง สะท้อนว่า บางคนยังเลือก “เล่นไพ่สองหน้า” กระนั้น ไม่ว่าเผชิญกับศึกไหน ไม่ว่าศึกนอก หรือศึกใน พี่น้อง 3 ป.จะยังคงกอดคอไปด้วยกัน แบบเลือดสุพรรณ ชนิดที่ไม่มีใครมาแทรกได้