“สนธิญา” ร้อง “กกต.” เรียกสอบ “วีระศักดิ์-อบจ.โคราช” หลัง “ชลน่าน” บอกมีเอี่ยว “พท.” แลนด์สไลด์

การเมือง10 มี.ค. 2566 • 06:30 น.
“สนธิญา” ร้อง “กกต.” เรียกสอบ “วีระศักดิ์-อบจ.โคราช” หลัง “ชลน่าน” บอกมีเอี่ยว “พท.” แลนด์สไลด์

 

 

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 10 มี.ค. 66 ที่สำนักงาน คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายสนธิญา สวัสดี อดีตที่ปรึกษากรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชนสภาผู้แทนราษฎร เดินทางมายื่นคำร้องขอให้ กกต.ตรวจสอบจากจากกรณีที่ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวปราศรัยพาดพิงถึง นายวีระศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลักษณะว่าเป็นปรากฏการณ์ใหม่เป็นส่วนเดียวกับพรรคเพื่อไทยเพื่อจะนำไปสู่การแลนด์สไลด์ทั้งจังหวัดนครราชสีมา และกรณีที่กล่าวว่า อบจ.นครราชสีมา เป็นกลุ่มเดียวกัน โดยขอให้ กกต.เรียกนายวีรศักดิ์ และ อบจ.นครราชสีมา มาสอบถามว่าสิ่งที่ นพ.ชลน่าน กล่าวถึงนั้น เป็นความจริงหรือไม่ มีส่วนเกี่ยวพันและมีส่วนร่วมกันในการไปสู่การแลนด์สไลด์กับพรรคเพื่อไทยหรือไม่ รวมถึงตรวจสอบว่าเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยหรือไม่

โดยนายสนธิญา กล่าวว่า การกระทำในลักษณะดังกล่าวนี้เชื่อมโยงกับกฎหมายจำนวน 3 ฉบับคือรัฐธรรมนูญพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และอาจจะนำไปสู่การยุบพรรคได้ ตนก็ขอให้พึงระวัง เพราะการเลือกตั้งที่จะมาถึงมีการแก้ไขกฎระเบียบกฎหมายที่เข้มขึ้น ไม่อยากให้มีพรรคการเมืองถูกยุบ แต่ที่มาร้องขอให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ชัดเจน เนื่องจากเป็นการกล่าวของ นพ.ชลน่านผูกพันธ์ไปถึงทุกคนที่ถูกกล่าวถึง จึงเป็นหน้าที่ของ กกต.ที่จะต้องเรียกมาตรวจสอบ ดังนั้นหากพบว่าไม่จริงก็จะมีผลอย่างหนึ่ง หากจริงก็จะมีเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 28, 29 ที่ห้ามให้บุคคลภายนอกมายุ่งเกี่ยว และนำไปสู่การยุบพรรคได้ ส่วนหากให้การอันเป็นเท็จ เพื่อประโยชน์ของพรรคการเมือง ก็จะนำไปสู่มาตรา73(5) ของ พ.ร.ป ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. คือทำให้เกิดความเข้าใจผิดในคะแนนนิยม สุดท้ายแล้วก็จะไปสู่การยุบพรรคเช่นกัน โดยกกต.ตรวจสอบให้ชัดเจน

สำหรับกรณีที่พรรคเพื่อไทยออกมาระบุว่าพรรคเพื่อไทยเตรียมจะฟ้องตนนั้น นายสนธิญา กล่าวว่า ก็เป็นสิทธิที่สามารถทำได้แต่ขอให้พึงระวังพิจารณาให้ดี ไม่ว่าจะร้องในนามส่วนตัวหรือในนามพรรคแล้วใส่ร้ายด้วยความเท็จพรรคก็จะถูกดำเนินคดีเป็นสองเท่า และนำไปสู่การยุบพรรค ตนเองร้องตามที่นพ.ชลน่าน ได้เคยระบุไว้ ตนไม่ได้บอกว่าสิ่งที่เขาทำนั้นผิดหรือไม่ แต่ขอให้มีการตรวจสอบ ถ้าตรวจสอบแล้วผิดหรือไม่ ก็นำไปสู่การพิจารณาในข้อประเด็นกฎหมายต่อไป ทุกคนมีสิทธิร้องหมด ตนเองโดนฟ้องร้องมาแล้วกว่า 10 คดี แต่เรียนว่าสิ่งที่ตนทำทุกสิ่งทุกอย่างเรียนว่าตนพูดจากเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้น ตนไม่เคยมโน เพราะฉะนั้นถ้าฟ้องตนก็ต้องพึงระวังตนตัวคนเดียว อย่าไปเพิ่มมูลเหตุโดยไม่จำเป็น