“วรชัย” วอนปรับดอกเบี้ยเงินฝาก-เงินกู้ให้บาลานซ์กัน
วันที่ 10 ม.ค.2567 นายวรชัย เหมะ ที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ธนาคารเอกชนต่างๆทำกำไรได้ถึง 1 ล้านๆในระยะเวลาเกือบ 6 ปีที่ผ่านมา และปี 66 สามารถมีกำไรถึง 2 แสนล้านว่าสิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เห็นว่าธนาคารเอกชนทำกำไรเพิ่มขึ้นจำนวนมาก สวนทางกับสภาพเศรษฐกิจของประเทศ ที่คนไทยทุกคนมีรายได้ฝืดเคือง ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต้องปิดตัวลง เกษตรกรเป็นหนี้เป็นสิน ประชาชนถูกยึดบ้านยึดรถ รายได้ประชาชนตกต่ำลงเรื่อยๆ วันนี้ธนาคารแห่งประเทศไทย โดยเฉพาะนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย ต้องลงมาดูสาเหตุที่แท้จริงว่าเกิดอะไรขึ้นในประเทศ เราเห็นช่องว่างดอกเบี้ยระหว่างเงินฝากกับเงินกู้มีส่วนต่างกันถึง 8 เท่า ดอกเบี้ยเงินฝาก 0.35% ขณะที่ดอกเบี้ยเงินกู้สูงถึง 7.5-9%
เรื่องนี้ถือว่าไม่ยุติธรรมสำหรับคนไทยอย่างมาก พอรัฐบาลจะกู้เงินมาทำโครงการดิจิทัลวอลเล็ตเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ให้ประชาชนมีกำลังใช้จ่าย ธนาคารแห่งประเทศไทยกลับแสดงท่าทีคัดค้าน ทำให้มองว่าธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ได้คำนึงถึงความเดือดร้อนประชาชนส่วนใหญ่ แต่เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับธนาคารพาณิชย์หรือไม่ และสาเหตุที่ดอกเบี้ยเงินกู้สูงเช่นนี้ เพราะธนาคารแห่งประเทศไทยปรับดอกเบี้ยนโยบายขึ้นมาโดยตลอด ทั้งที่การปรับดอกเบี้ยนโยบายเป็นเครื่องมือลดเงินเฟ้อ แต่วันนี้ประเทศไทยเงินเฟ้อเป็นลบจึงไม่เข้าใจเหตุใดถึงทำเช่นนี้
ดังนั้นวันนี้ผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยต้องรับผิดชอบสิ่งที่จะเกิดขึ้นในวันข้างหน้า นอกจากนี้สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นคือภาวะขาดสภาพคล่องของกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ ที่เคยออกหุ้นกู้ให้แก่ประชาชน ตอนนี้ก็มีปัญหาขาดสภาพคล่องเข้ามาอีก จนอาจไม่สามารถชำระหนี้ให้ประชาชนที่ซื้อหุ้นกู้ได้ ธนาคารแห่งประเทศไทยจะช่วยเหลือเรื่องนี้อย่างไร