"ชัยวุฒิ" ย้ำอย่ารับเบอร์แก็งค์คลอเซ็นเตอร์ แนะ สร้างภูมิคุ้มกันผู้สูงอายุ รับปราบไม่ได้ 100 % ยัน จับมือกัมพูชา หวังให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดน

การเมือง6 ก.ค. 2565 • 15:19 น.
"ชัยวุฒิ" ย้ำอย่ารับเบอร์แก็งค์คลอเซ็นเตอร์ แนะ สร้างภูมิคุ้มกันผู้สูงอายุ รับปราบไม่ได้ 100 % ยัน จับมือกัมพูชา หวังให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดน

วันที่ 6 ก.ค.2565 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์  รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส)  ให้สัมภาษณ์ ภายหลังการพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายของสภาความมั่นคงแห่งชาติครั้งที่2/2565 ที่ สภาความมั่นคงแห่งชาติ ทำเนียบรัฐบาล ว่า เป็นการประชุมเพื่อพัฒนาแผนความมั่นคง5 ปี(2565-2570 ) ซึ่งที่ประชุมเห็นชอบตามแผนนอกจากนี้ที่ประชุมยังหารือเรื่องความมั่นคงเกี่ยวกับชนเผ่าพื้นเมืองที่มีประมาณ 6 ล้านคนทั่วประเทศ  ดังนั้นรัฐบาลให้ความสำคัญที่จะต้องเข้าไปดูแลเพื่อให้เกิดสันติสุขและการอยู่ร่วมกันไม่ว่าชนเผ่าพื้นเมืองในพื้นที่สูง และ พื้นที่ราบ หรือในพื้นที่ติดทะเล  ซึ่งมีอยู่หลายกลุ่ม รัฐบาลก็ต้องเข้าไปจัดการดูแลให้ดีที่สุด   ทั้งนี้ ในแผนความมั่นคงแห่งชาติประกอบไปด้วย 13 เรื่อง หนึ่งในนั้นจะมีเรื่องความมั่นคงของสถาบันหลักของชาติ ความมั่นคงปลอดภัยไฟเบอร์  ความมั่นคงชายแดน  

 

 

ผู้สื่อข่าวถามถึงความคืบหน้าการทำงานร่วมระหว่างไทย- กัมพูชา ในการปราบปรามแก๊งค์คอลเซ็นเตอร์หลังจากได้ลงนามความร่วมมือกันแล้ว เมื่อวันที่ 5 ก.ค. ที่ผ่านมา นายชัยวุฒิ กล่าวว่า การจะจัดการแก๊งค์คอลเซ็นเตอร์ให้เด็ดขาดทำได้ยาก เพราะมิจฉาชีพ จะไปตั้งสำนักงานอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน เราได้พยายามบล็อก ตัด และเตือน เพราะเราก็พอรู้เส้นทางการเข้ามาทางอินเตอร์เน็ต แต่ปัญหาคือเมื่อปิดช่องทางหนึ่ง เขาก็เปิดช่องทางอื่นเข้ามาอีก เพราะประเทศไทยเป็นระบบการให้สิทธิเสรีภาพในการใช้งานทำให้การบล็อกไม่ค่อยได้ประสิทธิภาพ ดังนั้นที่สำคัญคือ จะต้องไปจัดการประเทศเพื่อนบ้านเมื่อเรารู้ว่ามิจฉาชีพทำอยู่จุดใดก็ต้องขอความร่วมมือจากประเทศเพื่อนบ้านให้ช่วยดำเนินการให้ เนื่องจากเราเข้าไปจัดการเองไม่ได้ เพื่อให้ส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน ดังนั้นการลงนามในความร่วมมือและมีบันทึกข้อตกลงร่วมกันในการตั้งคณะทำงานร่วมกัน เพื่อช่วยกันหาข้อมูล และประสานให้เจ้าที่ประเทศเพื่อนบ้านเข้าไปดำเนินการในจุดที่มิจฉาชีพอยู่ ซึ่งถือเป็นความร่วมมือระหว่างรัฐบาล 

 

"เมื่อเราปิดตรงนี้ มันก็ไปเปิดที่อื่นก็ไม่รู้ว่ามันจะย้ายไปประเทศอื่นหรือไม่ วันนี้โลกไร้พรมแดน ตั้งทำงานในที่ใหม่เอาก็ได้ ดังนั้นจะให้หมดร้อยเปอร์เซ็นต์คงยาก  เราปิดตรงนี้เขาก็ไปเปิดที่ใหม่ นี่คือปัญหาของระบบอินเตอร์เน็ต ที่เป็นประระบบเปิดให้สิทธิเสรีภาพในการใช้ และ ที่สำคัญสื่อมวลชนกับผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องช่วยกันให้ความรู้และแจ้งเตือนประชาชนเพื่อให้มีภูมิคุ้มกัน ขณะนี้กระทรวงและกสทช.ได้ประสานงานกันหากพบเบอร์ที่มาจากต่างประเทศ เบอร์ + 697 ซึ่งเป็นเลขที่โทรมาจากแก๊งค์คอลเซ็นเตอร์ก็อย่าไปรับ เขาโทรมาหลอก อย่าไปเสียเวลารับ ซึ่งเรื่องผู้สูงอายุพึ่งคุ้นเคยกับการใช้อินเตอร์เน็ตเป็นปัญหาที่ผมเป็นห่วง  ดังนั้นสื่อมวลชนต้องช่วยออกข่าวประชาสัมพันธ์เด็กๆก็พยายามบอกญาติๆ คนเฒ่าคนแก่ให้รู้พูดคุยเตือนกันในครอบครัว และทางกระทรวงจะจัดกิจกรรมบ่อยเพื่อประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบ ทุกองค์กรต้องช่วยกัน เพราะทุกคนได้รับผลกระทบกันหมด " นายชัยวุฒิ กล่าว 

 

ผู้สื่อข่าวถามว่าล่าสุด แก๊งค์คอลเซ็นเตอร์ยังอ้างว่าโทรมาจากกสทช. รัฐบาลจะเรียกความเชื่อมั่นจากประชาชนได้อย่างไร นายชัยวุฒิ กล่าวว่า เรื่องนี้ตนเองก็ได้ยิน พวกนี้มักอ้างเป็นหน่วยงานรัฐที่ทำให้ประชาชนกลัว หลงเชื่อ ก็ต้องขอย้ำกับประชาชนว่าไม่มีหน่วยงานรัฐที่จะโทรไปข่มขู่ประชาชน หรือ เรียกให้โอนเงินไม่มี ไม่ใช่หน้าที่ และโดยกฎหมายก็ทำไม่ได้ ดังนั้นหากมีโทรศัพท์อ้างเข้ามาเป็นหน่วยงานรัฐให้โอนเงินก็ไม่ต้องไปคุย หลอกลวงแน่นอน