ปฏิบัติการ เสี้ยม “3 ป.” “นักการเมือง”ป่วนโผครม.- พปชร.ร้าว วัดพลังแผงอำนาจ “บิ๊กป้อม-บิ๊กตู่-บิ๊กป๊อก”

การเมือง5 มี.ค. 2564 • 23:00 น.
ปฏิบัติการ เสี้ยม “3 ป.” “นักการเมือง”ป่วนโผครม.- พปชร.ร้าว วัดพลังแผงอำนาจ “บิ๊กป้อม-บิ๊กตู่-บิ๊กป๊อก”
การปรับคณะรัฐมนตรี “ประยุทธ์2/4” ครั้งนี้ ทำให้ความขัดแย้งที่ถูกกลบเกลื่อน หลบซ่อน ไว้ในพรรคพลังประชารัฐ เผยตัวออกมา รวมทั้งมีความพยายาม ที่จะทำให้ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ พี่ใหญ่ งัดข้อกับ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา น้องเล็ก ผู้เป็น นายกรัฐมนตรี ทั้งการลงรายชื่อ สนับสนุนให้ พล.อ.ประวิตร เป็นผู้มีอำนาจในการปรับครม.ในส่วนของพรรคพลังประชารัฐ และไม่เอา”คนนอก” มาเป็นรัฐมนตรี เพื่อเป็นการตีกัน พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ให้ปรับเปลี่ยน สิ่งที่ พล.อ.ประวิตรเสนอขึ้นไป นัยว่าสนับสนุนให้ พล.อ.ประวิตร ยึดอำนาจในการปรับคณะรัฐมนตรี จาก พล.อ.ประยุทธ์ ด้วยเพราะกลัวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะนำคนนอกมาเป็นรัฐมนตรี โดยเฉพาะตำแหน่ง รมว.ศึกษาธิการ ที่มีเสียงร่ำลือกันว่า คนใกล้ตัวนายกฯได้เตรียมผู้ที่เหมาะสมจะมานั่งตำแหน่งสำคัญนี้ไว้แล้ว! แต่พล.อ.ประยุทธ์ ก็ยังคงยืนยันว่าพล.อ.ประวิตร จะทำหน้าที่ในการจัดโผครม.ในส่วนของพรรคพลังประชารัฐ แล้วเสนอขึ้นมา โดยตนเองจะเป็นผู้พิจารณาตัดสินใจขั้นสุดท้าย เพราะถือว่าเป็นอำนาจและเป็นสิทธิของนายกรัฐมนตรี ฝ่าย พล.อ.ประวิตร ก็ยืนยันว่า “อยู่ที่ผมคนเดียว” และจะเสนอชื่อให้ นายกฯไปเลือกเองว่า ใครจะเป็นตำแหน่งอะไร จนพล.อ.ประยุทธ์ ต้องออกมายืนยันว่าการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งนี้ไม่มีรัฐมนตรี ที่มาจากคนนอกเพราะเป็นไปตามที่หัวหน้าพรรคเสนอขึ้นมาเพื่อให้ตนเลือก เพื่อเป็นการสยบกระแสข่าวต่างๆว่าพล.อ.ประยุทธ์ จะนำคนนอกมาเป็นรัฐมนตรี และสยบกระแสข่าวคนใกล้ตัวจะหาคนนอกมาเป็นรัฐมนตรี ไม่แค่นั้น นักการเมืองในพรรคพลังประชารัฐ ยังมีการแซะ เก้าอี้ มท.1 ของ “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ด้วยการหนุนให้ พล.อ.ประวิตร มาเป็น รมว.มหาดไทย แทน แล้วให้พล.อ.อนุพงษ์ ไปเป็น รมว.กลาโหม หรือรองนายกฯฝ่ายความมั่นคง ทั้งนี้ เพราะที่ผ่านมา บรรดา ส.ส.พลังประชารัฐ ประสานงาน หรือร้องขอใดๆกับ พล.อ.อนุพงษ์ ได้ยาก และเป็นไปอย่างล่าช้า ด้วยเพราะพล.อ.อนุพงษ์ ทิ้งระยะห่างกับนักการเมือง เพื่อป้องกันข้อครหา หากมีอะไรก็ให้ประสานขอผ่านพล.อ.ประวิตร มา และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีกระแสข่าวนี้ออกมา แต่ พล.อ.ประวิตรก็ยืนยันว่าไม่มีเรื่องนี้ ! เพราะเป็นที่รู้กันดีว่าพล.อ.อนุพงษ์พอใจกับการนั่งเป็น รมว.มหาดไทยและนั่งมายาวนานในยุคคสช. 5 ปีและปัจจุบัน อีกเกือบ2 ปี สามารถที่จะคุมทุกอย่างได้อยู่ในมือ อีกทั้ง พล.อ.อนุพงษ์ เคยปรารภกับสื่อว่า ไม่เคยคิดที่จะไปเป็น รมว. กลาโหมเลย เหล่านี้เป็นแค่ความพยายามของนักการเมืองที่จะทำให้ที่จะสลายความแข็งแกร่ง ของแผงอำนาจของ “พี่น้อง3 ป.” เท่านั้น แต่ด้วย สายสัมพันธ์ของพี่น้องทั้งสามคนนั้นยาวนานแนบแน่น และลึกซึ้งเกินกว่าที่นักการเมืองจะมาเสี้ยม หรือทำให้เกิดความบาดหมางกันได้ เพราะมีอะไรก็คุยกันทุกเรื่อง คิดเห็นไม่ตรงกัน ก็คุยกัน เคลียร์กันไม่มีเก็บไม่มีค้างคาใจ ด้วยเพราะทั้ง 3 ป.มีบทเรียน จาก นักรัฐประหารรุ่นพี่รับจากประสบการณ์ทางการเมืองที่ผ่านมา จึงตกลงกันไว้ว่าถ้ามีอะไรจะต้องคุยกันทุกเรื่องเพื่อป้องกันการเกิดความขัดแย้ง หรือถูกเสี้ยมให้เกิดความหวาดระแวง ที่สำคัญคือมีการแบ่งความรับผิดชอบแบ่งหน้าที่และให้เกียรติกันโดยที่เป็นเรื่องการเมืองและเรื่องพรรคก็จะเป็นหน้าที่ของพล.อ.ประวิตรพี่ใหญ่ ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ส่วนเรื่องการตัดสินใจในการบริหารบ้านเมือง ท้ายที่สุดเป็นเรื่องของ พล.อ.ประยุทธ์นายกรัฐมนตรี แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จะเป็นนายกฯรัฐมนตรีคนนอก แต่ก็ต้องรับรู้ถึงแรงกดดันภายในพรรคพลังประชารัฐและพรรคร่วมรัฐบาลด้วยเช่นกัน มีรายงานว่าแม้พล.อ.ประยุทธ์จะอยากได้คนนอกมาเป็น รมว.ศึกษาธิการแต่ก็เจอกระแสกดดันจากในพรรคพลังประชารัฐที่ให้พิจารณาคนในเท่านั้น “ผมเคารพกติกาของพรรคการเมือง ผมจึงให้หัวหน้าพรรคไปพูดคุยกันเองแล้วเสนอขึ้นมา” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว เพราะการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งนี้พล.อ.ประวิตร เองก็เจอแรงกดดันจากหลายทิศทาง ที่เป็นธรรมชาติของพรรคการเมืองโดยเฉพาะพรรคพลังประชารัฐที่เกิดขึ้นมาจากการรวมกลุ่มต่างๆ จนมีรายงานว่า เกิดความขัดแย้งของรัฐมนตรีในพรรคพลังประชารัฐจนถึงขั้นเกือบปะทะกันต่อหน้าพล.อ.ประวิตร ที่ต้องห้ามทัพกันเลยทีเดียว พร้อมๆกับมีกระแสข่าวเรื่องการปรับโครงสร้างคณะกรรมการบริหารพรรคของพรรคพลังประชารัฐที่จะมีการปรับเปลี่ยนหลายตำแหน่ง หลังจากที่ศาลตัดสินคดี กปปส. แล้วทำให้ 2 กรรมการบริหารพรรค ทั้ง ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ หลุดจาก รมว. ศึกษาธิการ พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ หลุดจาก รมว.กระทรวงดิจิทัลฯ ที่มีข่าวสะพัดว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงแบบไม่คาดคิดเกิดขึ้นในพรรคพลังประขารัฐ เลยทีเดียว แต่ด้วยความเป็นทหารเก่าและเป็นพี่ใหญ่พล.อ.ประวิตร จึงประกาศว่า จะทำคนเดียว ไม่มีใครรู้ แล้วจะเสนอให้นายกฯ โดยที่ พล.อ.ประยุทธ์ ยืนยันว่าทั้งหมดจะเสร็จสิ้นภายในเดือนมีนาคมนี้ และได้ทำเรื่องทูลเกล้าฯขอเข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ปฏิญาณตน เพื่อเป็นการเร่งจบเกม การปรับคณะรัฐมนตรีเพราะยิ่งเยอะในพรรคพลังประชารัฐก็ยิ่งวุ่น ยิ่งปรับเยอะ ก็ยิ่งวุ่นทั้งพรรคร่วมฯ และวุ่นทางรัฐบาล ต่อให้พี่น้อง 3 ป.เป็นแผงอำนาจที่แข็งแกร่งแนบแน่นแค่ไหน บางครั้ง หากปล่อยให้นักการเมืองเดินเกมวางหมากท้าทาย อาจเหมือนหินที่โดนน้ำหยดลงทุกวัน ก็ยังกร่อน พี่น้อง 3 ป.ก็อาจจะเกิดการหวาดระแวง และแตกร้าวกันได้ บิ๊กตู่ บิ๊กป้อมจึงต้องรีบปิดเกมนี้และทำกันเหมือนโผโยกย้ายทหารมคือให้ “ลับที่สุด” และรู้กันแค่ภายในพี่น้อง 3 ป. เพื่อลดแรงกดดันและการวิ่งเต้น โดยที่พล.อ.ประวิตร ก็เตือนลูกพรรคแล้วว่า อย่าไปวิ่งเต้นกับนายกรัฐมนตรี เพราะถึงอย่างไรนายกฯก็ต้องมาหารือตนเองอยู่ดี การปรับคณะรัฐมนตรีครั้งนี้จึงเป็นการวัดอำนาจและบารมีของพล.อ.ประวิตรว่าจะสามารถดูแลพรรคพลังประชารัฐที่กำลังมีรอยร้าวหรือเกิดขึ้นอยู่ได้หรือไม่ แม้จะได้ประกาศแล้วว่าพรรคเป็นหนึ่งเดียว เป็นเอกภาพไม่มีสามก๊ก มีแต่ก๊กเราก๊กเดียว และตราบใดที่พล.อ.ประวิตร ยังอยู่ ไม่มีทางแตกก็ตาม แต่อย่าลืมว่า อำนาจและผลประโยชน์นั้นไม่เข้าใคร ออกใคร !