“บิ๊กป้อม” ดีล ศึกใน พปชร. พร้อมรับ ศึกนอก ศึกอดีต “แม้ว-3ป.” ศึกสายเลือด เตรียมทหาร เดิมพัน เลือกตั้ง
“บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์ กำลังสยายปีก ยึดอำนาจในพรรคพลังประชารัฐ ให้เบ็ดเสร็จ เพื่อยุติปัญหา หลายมุ้ง หลายกลุ่ม หลายก้อน
เพื่อสร้างความมั่นคงทางการเมือง เพื่อความมั่นคง ของรัฐบาล และเก้าอี้ นายกฯของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา น้องรักทั้งในสมัยนี้ และ สมัยหน้า
แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จะประกาศว่า จะอยู่มันไปจนครบ สยบข่าวการยุบสภา เลือกตั้งใหม่ และประกาศโรดแมป สู่การเปิดประเทศ ใน 120 วัน แม้จะยังมีโควิดอยู่ก็ตาม
แต่ในแวดวงการเมืองแล้ว รู้ดีว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้ ในปี 2565 เพราะ ในมิ.ย. 2566 รัฐบาล ก็จะครบเทอม 4 ปี
เพราะใน ส.ค. – ก.ย. ปี 2566 นั้น จะมีการแต่งตั้งโยกย้ายทหารครั้งใหญ่ เพราะ “บิ๊กแก้ว” พล.อ.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และ “บิ๊กบี้” พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผบ.ทบ. จะเกษียณราชการ ตัองไม่ลืมว่า ตำแหน่ง ผบ.สูงสุด และโดยเฉพาะ ผบ.ทบ. นั้น มีความสำคัญต่อดุลอำนาจทางการเมือง
หาก พล.อ.ประยุทธ์ อยู่จนครบเทอม ใน มิ.ย. 2566 แล้วทำหน้าที่ เป็นรัฐบาลรักษาการ ในช่วงการจัดการเลือกตั้ง ใน 90 วัน และ การจัดตั้งรัฐบาล และกว่าจะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ได้ ก็ใช้เวลาหลายเดือน ซึ่งเป็นช่วงการแต่งตั้งโยกย้ายทหารด้วย
ตามธรรมเนียมแล้ว รัฐบาลรักษาการ ไม่ควรใช้อำนาจแต่งตั้ง หรือโยกย้ายข้าราชการประจำ หรือ พนักงานของหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ แม้จะมีช่องเปิดไว้ให้ ขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก่อน ได้ก็ตาม แต่ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นทหารมา รู้ดีว่า ในช่วงการแต่งตั้งโยกย้ายทหาร ควรที่จะมีอำนาจเต็ม
ดังนั้นในปี 2565 จึงอาจเกิดการยุบสภา และ มีเลือกตั้งได้ ทั้งต้นปี หรือปลายปี หรือหาก พล.อ.ประยุทธ์ จะรอให้ พ.ร.บ.งบประมาณ ปี 2566 ผ่านสภาฯ ในเดือน ส.ค. – ก.ย. 2565 และโยกย้ายทหาร ปี 2565 เสียก่อน จึงยุบสภา และ จะได้เลือกตั้ง ในต้นปี 2566
ดังนั้น พล.อ.ประวิตร พี่ใหญ่ ในฐานะ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ จึงต้องเตรียมพร้อมรับทุกสถานการณ์ จึงต้องจัดทัพพรรคพลังประชารัฐใหม่ ให้เข้มแข็ง โดยแผ่อำนาจยึดทุกหัวระแหงในพรรค จนถูกจับตามองว่า พล.อ.ประวิตร กำลังจะคุมกำเนิด กลุ่มสามมิตร ลดบารมีของ ทั้ง สมศักดิ์ เทพสุทิน สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และ อนุชา นาคาศัย จึงเกิดปฏิบัติการ ยึดเก้าอี้เลขาธิการพรรค จากที่อนุชา นั่งครองอยู่ และไม่เต็มใจที่จะลุก
จนทีมของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่มี นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ และ วิรัช รัตนเศรษฐ และ ส.ส. ในทีมอีกราว 40 คน มีการวางแผนยึดเก้าอี้ เลขาฯพรรค ด้วยการจัดการประชุมที่ขอนแก่น พื้นที่ของ ส.ส.ในทีม ในการเตรียมการทุกอย่าง ถึงขั้นที่ อนุชา ยืนยันกับสื่อว่า ไม่มีวาระการเลือกกรรมการบริหารพรรคใหม่ หรือการปรับโครงสร้างพรรค
แต่ อนุชา นั้น รู้ดีว่า ขั้วของ ร.อ.ธรรมนัส กำลังปฏิบัติการ ยึดพรรค ยึดเก้าอี้ เลขาฯพรรค จนถึงขั้นที่ ต้องจูงมือ สมศักดิ์ ขึ้นไปพบ พล.อ.ประยุทธ์ บนตึกไทยคู่ฟ้า แม้จะมีภารกิจอื่น แต่ หลังจากนั้น ก็เกิดกระแสข่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ ไม่หนุน ร.อ.ธรรมนัส เป็นเลขาฯพรรค เพราะห่วงภาพพจน์พรรค ที่จะต้องหนุนตนเอง สู้เลือกตั้งครั้งหน้า เพื่อให้กลับมาเป็นนายกฯอีกสมัย แถมทั้งทีท่าของอนุชา ก็ดูมั่นใจในตัวเองมากขึ้น จึงทำให้เกิดกระแสข่าว ความขัดแย้ง ของ พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตร ที่หนุน ร.อ.ธรรมนัส เต็มที่
แต่ทว่า ระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตร นั้น มีข้อตกลงกันไว้ว่า เรื่องการบริหารประเทศ เป็นหน้าที่ของ นายกฯ แต่เรื่องในพรรค เรื่องการเมือง เป็นอำนาจหน้าที่ของ พล.อ.ประวิตร
นี่จึงเป็นที่มาของ กระแสข่าว การ “งอน” กันของ พี่ป้อม และน้องตู่ และกระแสข่าว ให้ อนุชา นั่งเลขาฯพรรค ต่อไปก่อน ส่วน ร.อ.ธรรมนัส รอไปก่อนนั่นเอง
และทำให้ การประชุมพรรคพปชร. เมื่อ 18 มิ.ย. ที่ผ่านมา ถูกจับตามอง อย่างมาก โดยเฉพาะผลพวง เมื่อ ร.อ.ธรรมนัส เป็นเลขาฯพรรค แล้ว ท่าทีของ กลุ่มสามมิตร ที่ได้แค่รองหัวหน้าพรรคปลอบใจ
พล.อ.ประวิตร นั่งหัวหน้าพรรค มา กว่า 1 ปี แล้ว ย่อมรู้ปัญหาภายในเป็นอย่างดี แถมมี นฤมล รมช.แรงงาน เหรัญญิกพรรค ที่อยู่ฝ่าย ร.อ.ธรรมนัส เป็นเสมือน เลขาฯส่วนตัว
การคุมกำเนิดอิทธิพล ของ กลุ่มสามมิตร ในพรรคพลังประชารัฐ และการควบคุม กลุ่มของ ร.อ.ธรรมนัส ไม่ให้มีอำนาจและบารมี จนมากเกินไป จึงเป็นสิ่งที่ พล.อ.ประวิตร ต้องทำอย่างสมดุล เพราะเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาภายในพรรค ที่จะหนักกว่าเดิม
แม้มิชชั่น สำคัญของ ร.อ.ธรรมนัส คือการทำให้พรรคพลังประชารัฐ มี ส.ส. เข้าสภา ในการเลือกตั้ง คราวหน้า เพื่อเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล อีกครั้ง แต่ พล.อ.ประวิตร ก็ต้องมีแผนสำรอง หาก กลุ่มสามมิตร แยกตัวออกไปตั้งพรรคใหม่
โดยจะต้อง ดูด ส.ส.ของพรรคฝ่ายค้าน เข้ามาอยู่ พรรคพลังประชารัฐให้มากขึ้น และเป็นมิชชั่น สำคัญ ของ ร.อ.ธรรมนัส นับจากนี้ เพราะ ไม่ว่า ร.อ.ธรรมนัส จะได้เป็นเลขาฯพรรคเลยหรือไม่ หรือจะให้รอไปก่อน แต่ เขาก็ทำหน้าที่เสมือนเลขาฯพรรค เป็นมือขวา พล.อ.ประวิตร มาตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว
จึงไม่แปลกที่ ในเวลานี้ พล.อ.ประวิตร ที่มีเป้าหมายจะไปดูด ส.ส.พรรคเพื่อไทยมา จึงถูกอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร กระหน่ำ ด้วยการแฉเบื้องหลัง การขึ้นสู่อำนาจของ พล.อ.ประวิตร รุ่นพี่เตรียมทหาร 6 ประหนึ่งทวงบุญคุณ ที่เป็นคนตั้ง พล.อ.ประวิตร เป็น ผบ.ทบ. จนทำให้ เกิดแผงอำนาจ 3 ป. ในวันนี้
“เขากองเชียร์เยอะมาก มี วัฒนา เมืองสุข เป็นส.ส.ปราจีนบุรี ก็มาเชียร์ พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร ก็มาเชียร์ ผมไม่ค่อยรู้จักเขา ก็รู้ว่าเป็นพี่ชายของรุ่นพี่ผม คือ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รู้จักกันดี ก็เลยตั้ง” ทักษิณ เล่าในคลับเฮาส์
ราวกับ ทักษิณ ต้องการจะส่งสัญญาณ ถึง พล.อ.ประวิตร รวมถึง พี่น้อง 2 ป. ทั้ง “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา เพื่อน ตท.10 ที่เขาตั้ง เป็น แม่ทัพภาค 1 แต่ก็รัฐประหารล้มทักษิณเอง จนวันนี้ต้องอยู่ต่างแดน มายาวนาน
เพราะหาก ทักษิณ ไม่ตั้ง พล.อ.ประวิตร เป็น ผบ.ทบ. และต่อมา ตั้ง พล.อ.อนุพงษ์ เป็นแม่ทัพภาค 1 ก็คงไม่มี พล.อ.ประยุทธ์ ตท.12 และ แผงอำนาจ 3 ป. ที่แข็งแกร่ง ครองอำนาจยาวนาน เช่นในวันนี้
แต่สายสัมพันธ์ พี่น้องเตรียมทหารของ ทักษิณ ที่ถูกถอดยศ ตำรวจ และริบคืนรางวัลเกียรติยศ จักรดาว เตรียมทหารดีเด่น ไปแล้ว กับ 3 ป. ไม่เหลือแล้ว
ถมวันนี้ พล.อ.ประวิตร ก็มี ร.อ.ธรรมนัส ที่เคยอยู่พรรคเพื่อไทย มาเป็นมือขวา และปฏิบัติการ ดูด ส.ส. ของพรรคเพื่อไทย มาให้ได้มากที่สุด เปรียบเสมือนเกลือจิ้มเกลือ
อยู่ที่ว่า ทักษิณ จะยอมปล่อยให้ ส.ส. พรรคเพื่อไทย ถูกดูด ยอมแพ้ไป และระบุว่า คนเหล่านี้ เป็นลูกจระเข้ ที่ตนเองซื้อมาเลี้ยง แต่พอโตขึ้น กลายเป็นวรนุช ไปเสียแล้ว หรือว่า จะสู้ต่อในการยื้อ ส.ส.ของพรรคเอาไว้ ด้วยวิถีการเมือง แบบที่ถนัด
จึงน่าจับตามองยิ่ง ทั้ง ศึกใน พรรคพลังประชารัฐ และศึกนอกพรรค ในสนามการเมือง