ลุงป้อมอ้าแขนรับ บิ๊กแป๊ะ-ฉิ่ง
"เรืองไกร"บุก กกต.ร้องยุบ"เพื่อไทย "ปมตั้ง"หมอเลี๊ยบ"นั่งผอ.พรรค ชี้ผิดทั้งข้อบังคับ-ฝ่าฝืนพรป.พรรคการเมือง มาตรา28และ29 ระบุกกต.มีหลักฐานชัดทั้งคลิปและบทความลงเพจ ด้าน "สุทิน" ยันไม่หนักใจถูกยื่นยุบพรรค ยันไม่ใช่เรื่องซับซ้อน แนะทุกฝ่ายรับฟังสังคม ชี้หากจำเป็นหยิบยกปม "ม.112" เข้าสภาฯได้ บอกรอดูสถาน การณ์ก่อนเคาะวันยื่นอภิปรายฯ ม.152 พร้อม ขู่นับองค์ประชุมทุกครั้ง ป้องกัน "รัฐมนตรี" หนีชี้แจงกระทู้ "บิ๊กป้อม" แบะท่ารับ "ปลัดฉิ่ง-บิ๊กแป๊ะ" ซบพปชร. ขณะที่"บุญสิงห"" เผยรอตรวจสอบชื่อ'จักรทิพย์' สมัครเข้าพปชร. เลี่ยงตอบ 'บิ๊กเนม' เรียงคิวเข้าสังกัด
ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) เมื่อวันที่ 8 พ.ย.64 นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) ได้ยื่นหนังสือร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) เพื่อให้ตรวจสอบกรณี นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ว่าเป็นผู้อำนวยการพรรคเพื่อไทยได้หรือไม่ ซึ่งจะเป็นเหตุให้ยุบพรรคหรือไม่ โดย นายเรืองไกร กล่าวว่า เนื่องจากหากสรุปตามข้อบังคับพรรคเพื่อไทย ข้อ 70 หัวหน้าพรรคคือ นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ชุดก่อนหน้านี้สามารถตั้งสมาชิกพรรคเป็นผู้อำนวยการพรรคได้ ซึ่งต้องรายงานให้คณะกรรมการบริหารพรรคทราบ แต่บุคคลที่ห้ามสมัครเป็นสมาชิก ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 98 เช่น (9) บุคคลที่เคยได้รับโทษจำคุกและพ้นโทษมายังไม่ถึงสิบปี หรือ (12) เคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ดังนั้น นายสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี จึงน่าจะมีลักษณะต้องห้ามเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย หรือผู้อำนวยการพรรคเพื่อไทย ดังนั้น จะถือเป็นคนอื่นหรือผู้ใดที่มิใช่สมาชิก ซึ่งจะเป็นการกระทำฝ่าฝืนตาม พรป.พรรคการเมือง ม. 28 หรือ ม.29 หรือไม่นั้น จะถือเป็นเหตุแห่งการยุบพรรคเพื่อไทย และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรคทั้งชุดเดิมและชุดใหม่ตาม ม.92 หรือไม่ และกกต.ต้องดำเนินคดีอาญาตาม ม.108
นายเรืองไกร กล่าวอีกว่า ถ้าหากรับเป็นสมาชิกพรรคการเมืองนั้น นายทะเบียนจะมีโทษปรับตามกฎหมายพรรคการเมือง ซึ่งกฏหมายสูงสุดรัฐธรรมนูญกำหนดว่าคนที่จะสมัครเป็นส.ส.ตามมาตรา 98 ต้องไม่เคยถูกคำสั่งร้องให้ออกจากราชการ ซึ่งจากการพิจารณาพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ได้กำหนดว่าสมาชิกพรรคการเมืองต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา98 ดังนั้น จึงมีความเกี่ยวโยงกับกรณีนพ.สุรพงษ์ ไม่สามารถสมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยได้ตั้งแต่ต้น เพราะข้อบังคับพรรคเพื่อไทยบอกว่าตำแหน่งผอ.พรรคต้องตั้งจากสมาชิกพรรคพรรคการเมือง ซึ่งแทบทุกพรรคการเมืองก็เอากฎหมายมาตรา 98 มาเขียนไว้ในข้อบังคับพรรค ทั้งพรรคประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย ก้าวไกล พรรคเพื่อไทย พรรคเสรีรวมไทย ต้องเอาอันนี้บัญญัติเพราะกฎหมายรัฐธรรมนูญบังคับไว้ว่าต้องเขียนไว้ในข้อบังคับพรรค
"ผมร้องด้วยข้อบังคับพรรคเพื่อไทย ซึ่งหนังสือร้องของผมแทบจะไม่เอ่ยถึงเงื่อนไขกฎหมายพรรคการเมืองในรัฐธรรมนูญ เพราะว่ามันอยู่ในข้อบังคับพรรคเพื่อไทยโดยตรง ซึ่งเราไม่ได้บอกว่าพรรคประชาธิปัตย์ห้ามแล้วพรรคเพื่อไทยทำได้อย่างไรนั้นก็ไม่ใช่ แต่ว่าวันนี้เราเอาข้อบังคับพรรคของพรรคเพื่อไทยมาถามว่าท่านไม่ดูเหรอ ท่านตั้งเขาไปได้อย่างไรและการประชุมใหญ่พรรคเพื่อไทยที่ขอนแก่นเมื่อ 28 ต.ค. หมอเลี๊ยบ เป็นคนแรกขึ้นเวทีปราศรัยในตำแหน่งผู้อำนวยการพรรคเพื่อไทย พูดไปตั้ง 3 ชั่วโมงกว่า ซึ่งจากการไล่ดูคลิปมันสุ่มเสี่ยง ไม่ใช่ ผมเห็นแล้ว บอกว่าจะให้ผมทำยังไง คุณจะเจรจากับผมมั้ย นั่นไม่ใช่เรื่องของผม และผมไม่เคยทำอย่างนั้น ผมมีหน้าที่มาร้องเรียนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเรื่องผิดถูกก็เป็นเรื่องของท่านต้องมาชี้แจง"
นายเรืองไกร กล่าวต่อว่า ตนมาชี้ช่องให้กกต.ดูว่ามีหลักฐานชัดเจนโดยดาวน์โหลดคลิปความยาว 3 ชั่วโมง ซึ่งอยู่หน้าเว็บพรรคเพื่อไทยทั้งวันที่ 28 ตุลาคมและวันที่ 3 พฤศจิกายน ในเฟซบุ๊กพรรคเพื่อไทย ยังได้นำบทความของนายสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ผู้อำนวยการพรรคเพื่อไทย มาลงไว้ อันทำให้เข้าใจได้ว่านายสุรพงษ์ ยังคงเป็นผู้อำนวยการพรรคเพื่อไทยต่อมาจนถึงปัจจุบัน ทั้งนี้ พยานหลักฐานมันเพียงพอที่จะเชื่อได้หรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดจากการกระทำของพรรคเพื่อไทยเอง ไม่ใช่ว่าใครอยากร้องอะไรก็มาร้อง
ที่รัฐสภา นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวถึงกรณีที่ นายเรืองไกรยื่นคำร้องไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) เพื่อขอให้ยุบพรรคเพื่อไทย กรณี นายสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ผู้อำนวยการพรรคเพื่อไทย เคยต้องคำพิพากษาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองว่า ไม่ถึงกับหนักใจ ขณะนี้ฝ่ายกฎหมายของพรรคเพื่อไทย กำลังติดตามกรณีดังกล่าวอยู่ ไม่ใช่เรื่องที่สลับซับซ้อน เป็นเรื่องที่สามารถทำได้
นายสุทิน กล่าวถึงกรณีที่มีการเสนอให้สภาฯ เป็นทางออกแก้ไขมาตรา 112 ว่า วันนี้ทุกฝ่ายต้องฟังความเห็นของประชาชน สังคม หรือสื่อโซเชียล ว่าต้องการอย่างไร ไปแนวไหน จึงไม่แปลกที่ยังเห็นต่างกันไปคนละทาง อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงระยะหนึ่งแล้วมีความจำเป็นก็อาจจะหยิบยกขึ้นมาหารือในสภาฯ เพื่อให้เกิดผลึกร่วมกันแล้วเดินในขั้นต่อไป
นายสุทิน ยังกล่าวถึงความคืบหน้าการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจแบบไม่ลงมติตามมาตรา 152 ว่า ฝ่ายค้านยังต้องดูอีกระยะหนึ่ง เพราะหลายคนให้ความเห็นว่ายังไม่ต้องเร่งรีบ เพราะสมัยประชุมยังมีเวลาอีก 3 เดือนและยังต้องดูการบริหารงานของรัฐบาลและกลุ่มก้อนปัญหาที่กำลังเพาะตัว ถึงตอนนั้นเราก็ตัดสินใจดำเนินการ
นายสุทิน ยังกล่าวถึงการประชุมร่วมรัฐสภา ในวันที่ 9 พ.ย. ว่า เมื่อพูดถึงองค์ประชุมเป็นเรื่องที่น่าห่วง เพราะสัปดาห์ที่ผ่านมาองค์ประชุมจะล่มตลอด ฉะนั้นหากรัฐมนตรีหนีการตอบกระทู้หรือหลีกเลี่ยงที่จะมาตอบกระทู้ ฝ่ายค้านก็จะต้องนับองค์ประชุมทุกครั้ง นี่คือมาตรการทางสภาฯที่เราจะต้องนำมาใช้
ด้าน พล.อ.ประวิตรวงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) ให้สัมภาษณ์ถึงความชัดเจนที่ นายฉัตรชัย พรหมเลิศ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย จะเข้ามาสมัครเป็นสมาชิกพรรคพปชร. ว่า ก็มาสิ ถ้ามาก็รับ เมื่อถามว่า ได้พูดคุยกันแล้วหรือยัง พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ยังไม่มี เมื่อถามว่า หากเข้ามาพรรค พปชร.จะช่วยงานส่วนใด พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า "เรื่องของผม ไม่ใช่เรื่องของคุณ"
เมื่อถามกรณีที่ นายอนุมัติ อาหมัด ที่ลาออกจากส.ว. และถูกมองว่าจะเข้ามาช่วยงานพรรคพปชร. พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า จะมาถามอะไรตน ให้ไปถามนายอนุมัติ และยังไม่รู้เลยว่าจะมาช่วยงานเรื่องใด เพราะยังไม่ได้บอกตนว่าจะมาช่วยอะไร
ผู้สื่อข่าวถามถึงแนวโน้มที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา อดีตผบ.ตร. จะสมัครเป็นสมาชิกพรรคพปชร. พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า มาก็มา แล้วตนจะต้องมาบอกสื่อทำไม
ส่วน นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และนายทะเบียนพรรคพปชร. กล่าวถึงกรณีที่มีข่าวว่า พล.อ.จักรทิพย์จะมาสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรค พปชร. ว่า ถ้ามีความชัดเจนจะแจ้งให้ทราบ เนื่องจากตนมาจากต่างจังหวัด ยังไม่ได้เข้าพรรค และถ้ามีการสมัครจริง จะเข้าสู่ระบบ และฝ่ายทะเบียนจะมารายงานตน
เมื่อถามว่า ขณะนี้มีบิ๊กเนมที่จะสมัครเข้าสมาชิกพรรค พปชร.หลายคนหรือไม่ นายบุญสิงห์ ได้แต่หัวเราะและไม่ได้ตอบคำถามดังกล่าว