“ไพศาล” โพสต์ พระอัจฉริยะภาพของในหลวงรัชกาลที่ 9 ในการแต่งเพลงพระราชนิพนธ์
วันที่ 22 ม.ค. 2565 นายไพศาล พืชมงคล นักกฎหมาย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Paisal Puechmongkol ระบุว่า “สมศักดิ์เจียมพลาดใหญ่เรื่องเพลง ความฝันอันสูงสุด พระอัจฉริยะภาพของในหลวงรัชกาลที่ 9 ในการแต่งเพลงพระราชนิพนธ์และการใช้บทเพลงเป็น Soft power ในการสร้างความสามัคคีและความภาคภูมิใจให้แก่ชนชาติไทยทั้งผอง
1. ผมโพสวิพากษ์วิจารณ์พวกกาเหว่าเป็นครั้งคราว ส่วนใหญ่ก็เป็นคำเตือนว่าอย่าตกเป็นเครื่องมือนักล่าอาณานิคมต่างชาติ เพราะผมรู้ดีว่าเบื้องลึกเบื้องหลังนั้นเป็นอย่างไร แต่ผมก็ไม่เคยกล่าวร้ายพวกกาเหว่าเลย มีแต่เชิญชวนให้กลับมาสู่อ้อมอกอันอบอุ่นของครอบครัว แม้บางครั้งไม่ถูกใจบ้างก็ไม่เคยถูกทัวร์ลงเพราะเขาบอกกล่าวเตือนกันว่าอย่าไปถือสาแกเพราะเป็นคนแก่แล้วอย่างหนึ่ง และคุณูปการในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในอดีตก็มีมาก โดยเฉพาะสมศักดิ์เจียมหรือหัวโตนั้น บางครั้งก็พูดถึงบ้างแต่หัวโตนั้นก็ไม่เคยสวนหรือกล่าวกระทบกระแทกแดกดันเลยแม้แต่ครั้งเดียวซึ่งก็เป็นความดีความงามของสมศักดิ์เจียม
สมศักดิ์เจียมเป็นนักเรียนกุหลาบรุ่นเดียวกับน้องผม รุ่นเดียวกับเนวิน วีระ วัฒนา พวกเขารักกันมาตั้งแต่น้อย เมื่อเป็นนักเรียนก่อนเข้าป่าก็ไปขลุกอยู่ที่บ้านผมเป็นประจำก็มีไมตรีต่อกัน เพียงแต่ช่วงนั้นผมทำงานด้านวัฒนธรรมบ้าง ทำงานประสานงานทางลับบ้าง ตอนเกิดเหตุ 6 ตุลา ผมก็ไปประกันตัวน้องชายและเพื่อน ๆ ร่วม 20 คนออกมาพักเดียวก็หนีเข้าป่ากันไปหมด รวมทั้งสมศักดิ์เจียมด้วย
2. ในมุมมองของผม สมศักดิ์เจียมเป็นพวกคลั่งเจ้าที่หาตัวจับได้ยาก อายุ 65 ปีแล้วทั้งป่วยไข้ ดูสภาพแล้วแก่กว่าผมหลายปี วัน ๆ ไม่มีอันทำอะไรเอาแต่ส่องเจ้า ส่องเส้นทางบินของเครื่องบินพระที่นั่งแทบทุกวัน วิพากษ์วิจารณ์ท่านเป็นประจำ หาข้อมูลเกี่ยวกับสถาบันมาเขียนเป็นประจำซึ่งเป็นธรรมดาของคนอยู่ไกลและไม่ได้เข้าถึงข้อมูลแท้จริง จึงมักเอาเรื่องไม่จริงมาทำให้คนที่เชื่อถือสำคัญผิดตามไปด้วย การใช้เวลาของชีวิตในยามอายุขนาดนี้และทำถึงขนาดนี้ ถ้าไม่เรียกว่าคลั่งเจ้าแล้วจะเรียกว่าอะไร ล่าสุดสมศักดิ์เจียมได้วิจารณ์บทเพลงพระราชนิพนธ์ความฝันอันสูงสุด ว่าพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงลอกบทเพลงของฝรั่งมาซึ่งผิดถนัด และหลายท่านก็ได้นำความจริงออกมาเปิดเผยแล้ว
3. ผมสนิทสนมกับครูเอื้อหรือสุนทราภรณ์ เพราะครั้งเป็นนักศึกษาเป็นโฆษกพรรคเสรีตราชูของธรรมศาสตร์ ทำหน้าที่หารายได้มาใช้จ่ายให้กับพรรคเสรีตราชูซึ่งยุคนั้นการหาค่าใช้จ่ายก็จากการขอความช่วยเหลือจากพวกศิษย์เก่า ตมธก. ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของท่านอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ อีกทางหนึ่งก็คือจัดดนตรี จึงต้องจ้างวงดนตรีสุนทราภรณ์ไปเล่นที่หอประชุมใหญ่เพื่อหาเงินทุกเดือน ค่าจ้างวงสุนทราภรณ์วงใหญ่ตอนนั้นก็แค่ 3,000 บาท ขายบัตร 3 บาท 5 บาท ก็พอได้เงินมาใช้สอยไม่ขัดสน และในการจัดดนตรีนั้นผมก็เป็นคนกำหนดเพลงเพราะเป็นแฟนเพลงสุนทราภรณ์ตัวยงทีเดียว ทุกครั้งผมก็ไปยืนคุยกับครูเอื้อข้างหอประชุม คุยกันไปดื่มเบียร์กันไป บางครั้งก็คุยกับครูวินัย ครูสมศักดิ์ หรือครูใหญ่ จึงได้รู้เรื่องราวประวัติเพลงเป็นอันมาก และทำให้ได้รู้ถึงพระอัจฉริยะภาพของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ในเรื่องเพลงว่าเป็นตัวจริงเสียงจริงที่ทรงไว้ซึ่งพระอัจฉริยะภาพระดับโลก โดยทรงแต่งเพลงพระราชนิพนธ์มากที่สุดกว่าประมุของค์ใดของโลกและบทเพลงพระราชนิพนธ์ที่ทรงแต่งนั้นก็ทรงแต่งเฉพาะทำนอง ส่วนเนื้อร้องนั้นทรงมอบหมายให้หลายท่านช่วยกันแต่งเนื้อร้องตามทำนองเพลงที่ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้น ทุกเพลงแสดงถึงพระอัจฉนิยะภาพระดับโลกและได้รับการยอมรับนับถือทั้งในยุโรป อเมริกา และรัสเซีย ทรงพระราชนิพนธ์เพลงประจำสถาบันการศึกษาแทบทุกแห่ง ทรงพระราชนิพนธ์บทเพลงเกี่ยวกับความรักชาติ ความสามัคคีภายในชาติ และบทเพลงเกี่ยวกับชีวิตเป็นจำนวนมาก และหลายครั้งก็ทรงขอความเห็นจากครูเอื้อ
มีบทเพลงหนึ่ง ครูเอื้อให้ความเห็นว่าบทเพลงพระราชนิพนธ์นั้นมีเสียงทะแม่งซึ่งเป็นภาษาของคนสมุทรสงคราม พระเจ้าอยู่หัวทรงทราบแล้วก็รับสั่งให้ครูเอื้อเข้าไปเฝ้าตรัสถามว่าที่ว่าทะแม่งนั้นเป็นอย่างไร
ครูเอื้อกราบบังคมทูลตอบว่า ธรรมเนียมการแต่งเพลงในประเทศไทยนั้นจะใช้เสียงเต็มตามตัวโน้ตเพื่อให้สอดคล้องกับรสนิยมและความเคยชินในการรับฟังของคนไทย แต่บทเพลงพระราชนิพนธ์นั้นใช้เสียง “เสียงครึ่ง” คือเสียงเต็มตัวโน้ตตัวหนึ่งและยกระดับไปอีกครึ่งตัวโน้ต เช่น เสียงระหว่างเสียง “มี” กับ “ฟา” ซึ่งแต่งยาก ฟังยาก แต่บทเพลงพระราชนิพนธ์นี้กลับกลมกลืนเป็นที่อัศจรรย์ แม้ว่าฟังแล้วจะออกทะแม่งจากความเคยชินบ้างแต่ก็มีความไพเราะงดงาม พระเจ้าอยู่หัวก็ทรงพระสรวล
ครูเอื้อซึ่งเป็นบรมครูทางดนตรี ทั้งดนตรีไทยและดนตรีสากลและดนตรีผสมหรือที่เรียกว่าสังคีตสัมพัมธ์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดของประเทศไทย ทั้งเจนจบทั้งดนตรีไทยและดนตรีสากลเพราะเป็นศิษย์พระเจนดุริยางค์ จึงมีความสามารถประพันธ์เพลงทั้งไทยและสากลและใช้จังหวะได้ครบครันเหนือกว่าผู้ประพันธ์เพลงคนอื่น นอกจากนั้นยังสามารถแต่งทำนองเพลงผสมไทยสากลเป็นครั้งแรกของโลก เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยอย่างสูง แม้ปานนั้นแล้วครูเอื้อได้ยอมรับนับถือว่าพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เป็นเทพทางดนตรีที่หาตัวจับได้ยากของโลก ที่ครูเอื้อนับถือด้วยใจจริงและนับถือว่าพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 คือพระเจ้าองค์หนึ่งในชีวิตของท่าน ยามใกล้จะตายก็ได้ให้แต่งเพลงสั่งลาคือเพลงพระเจ้าทั้งห้าซึ่งพระเจ้าองค์ที่ 2 ในชีวิตของครูเอื้อก็คือ “สองชาติศาสนามหาทรงธรรม์ พระเจ้าอยู่หัวมิ่งขวัญราชันย์ภูมิพล” ( วีดิโอประกอบ เพลงพระเจ้าทั้งห้า : https://www.youtube.com/watch?v=P4Sa0zbwSzI )
บทเพลงพระราชนิพนธ์เกือบทั้งหมด เมื่อพระราชนิพนธ์เสร็จแล้วก็พระราชทานให้วงดนตรีสุนทราภรณ์บรรเลงเป็นครั้งแรกเสมอและบางเพลงพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ซึ่งทรงเข้าถึงอารมณ์เพลงอย่างลึกซึ้ง กระทั่งเข้าถึงว่าเสียงและทำนองเพลงนั้นเหมาะกับใครที่จะเป็นผู้ขับร้อง ดังตัวอย่างเพลง แสงเทียน ซึ่งขับร้องยากมาก พระเจ้าอยู่หัวรับสั่งให้ครูเอื้อเป็นผู้ขับร้องเอง ลองฟังบทเพลงนี้กันดูก็จะรู้ว่าครูเอื้อร้องได้สุดชีวิตจิตใจเพียงไหน
สำหรับเพลงพระราชนิพนธ์ความฝันอันสูงสุด ซึ่งสมศักดิ์เจียมกล่าวว่าทรงลอกเพลงจากคนอื่นนั้นผิดถนัด เป็นบทเพลงพระราชนิพนธ์ด้วยพระองค์เองล้วน บางตอนก็ทรงปรึกษากับครูเอื้อให้ครูเอื้อวิจารย์ว่าทำนองแต่ละช่วงเป็นอย่างไร และเมื่อทรงพระราชนิพนธ์เสร็จเป็นช่วงที่วงดนตรีสุนทราภรณ์กำลังบรรเลงอยู่ที่เวทีสวนอัมพร พระเจ้าอยู่หัวก็พระราชทานซึ่งพระราชนิพนธ์เสร็จร้อน ๆ ไปให้ครูเอื้อขับร้องเป็นคนแรก ณ ที่นั้น ก็กล่าวได้ว่าเป็นบทเพลงที่แต่งเสร็จใหม่สดและครูเอื้อก็ร้องกันสด ๆ ลองฟังกันดูจาก Youtube ก็ได้ และในงานนั้นเมื่อมีการประกาศว่าทรงพระราชทานเพลงพระราชนิพนธ์ใหม่สุดมาให้ครูเอื้อขับร้องทั้งงานก็เงียบกริบตั้งใจฟังบทเพลงพระราชนิพนธ์นี้ด้วยความภักดี (วิดีโอประกอบ เพลงความฝันอันสูงสุด : https://www.youtube.com/watch?v=GrLc_mvBk0U )
แม้เพลงปีใหม่ซึ่งนับว่าเป็นบทเพลงชั้นยอดเยี่ยมที่สุด ซึ่งคนไทยทั้งประเทศรู้จักกันดีก็เป็นเพลงพระราชนิพนธ์ด้วยพระองค์เองล้วน และใช้เป็นเพลงบอกสัญญาณปีใหม่มาจนถึงทุกวันนี้ พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงโปรดเพลงพรานทะเล เพราะทรงมีอัธยาศัยส่วนพระองค์ชอบทะเลและชีวิตของทหารเรือ ในงานเฉลิมพระชนพรรษาปี 2523 มีการจัดงานวันเกิดเป็นการส่วนพระองค์ที่พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ ทรงรำลึกถึงครูเอื้อจึงรับสั่งให้ไปร้องเพลง ขณะนั้นครูเอื้อป่วยด้วยโรคมะเร็งระยะสุดท้ายแล้ว แต่ด้วยความจงรักภักดีเป็นที่สุดของชีวิต ครูเอื้อจึงเดินทางไปร้องเพลง ถวายร้องได้เพียงครึ่งเพลง ครูเอื้อก็ทรุดลง ทรงตกพระทัยและรับสั่งให้สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าไปประคองครูเอื้อมาเข้าเฝ้า และรับสั่งถามว่าเป็นอะไร ครั้นทรงทราบความป่วยของครูเอื้อแล้วก็ทรงอึ้งครู่หนึ่ง จึงทรงถอดสร้อยพระสอทองคำพร้อมพระเครืองประจำพระองค์คล้องคอให้ครูเอื้อโดยมิได้รับสั่งในทำนองว่าให้ความปลอดภัยหายเป็นปกติ เหมือนที่เคยรับสั่งกับหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ก่อนไปผ่าตัดหัวใจ ครูเอื้อก็รู้ว่าชะตาชีวิตจบแล้วเมื่อถึงกรุงเทพก็ให้แต่งเพลงพระเจ้าทั้ง 5 เพื่อสั่งลา ซึ่งมีบทลงท้ายว่า “ขอฝากเพลงร้องให้เสียงนั้นก้องตลอดไป อนุสรณ์สุดท้ายจากหัวใจสุนทราภรณ์”
พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงเป็นนักดนตรีชั้นยอดเยี่ยมของประเทศไทยและพระอัธยาศัยนี้ก็แผ่ซ่านไปถึงราชสำนักและทำให้สมเด็จพระพันปีซึ่งทรงมีความรู้ด้านดนตรีอยู่แล้วได้ยกระดับความรู้ทางดนตรีที่สูงขึ้นและทรงแสดงพระอัจฉริยะภาพด้านนี้ให้ประจักษ์มาแล้ว นั่นคือการรับสั่งให้ครูเอื้อแต่งเพลงปลุกใจโดยให้ใช้ทำนองเพลงหวาน ๆ และห้ามใช้ทำนองเพลงมาร์ชโดยเด็ดขาด จึงเป็นเพลงปลุกใจเพลงเดียวของโลกที่ใช้ทำนองอ่อนหวานและเป็นที่ทรงโปรดมากนั่นคือเพลง สูญถิ่นสิ้นไทย (วีดิโอประกอบ : https://www.youtube.com/watch?v=J11_CC-IVqM ) ซึ่งมีข่าวว่าแม้ประธานาธิบดีปูตินก็ชื่นชอบบทเพลงนี้ว่ามีความงดงามสะท้อนถึงความเป็นไทยที่ปลุกใจให้ฮึกเหิมด้วยทำนองที่อ่อนหวาน ครั้นมาถึงรัชกาลปัจจุบันก็ได้ยินว่าทรงมีรับสั่งให้เปลี่ยนชื่อเพลงให้เป็นสิริมงคลมากขึ้นและพระราชทานชื่อเพลงใหม่ว่า ไทยรุ่งเรือง
เรื่องนี้จึงเป็นการพลาดอย่างร้ายแรงของสมศักดิ์เจียมและควรจะเป็นอนุสติว่าคนเรานั้นถ้ามากไปด้วยอคติแล้ว โมหาคติก็จะตามมา ความมืดดำแห่งปัญญาก็จะครอบงำความสว่างแห่งปัญญาไว้จนหมดสิ้น”