“บิ๊กคิม” รับภารกิจ “นภา1” ต่อ “บิ๊กไก่” สร้าง ทัพฟ้า สุดล้ำ อัพเลเวล พร้อมรบ แบบเขมรอ้าปากค้างด้วย Game Changer

การเมือง27 ก.ย. 2568 • 06:00 น.
“บิ๊กคิม” รับภารกิจ “นภา1” ต่อ “บิ๊กไก่” สร้าง ทัพฟ้า สุดล้ำ อัพเลเวล พร้อมรบ แบบเขมรอ้าปากค้างด้วย Game Changer

“บิ๊กคิม” พล.อ.เสกสรร คันธา จะขึ้นเป็น ผบ.ทอ. คนใหม่ แทน “บิ๊กไก่” พล.อ.อ.พันธ์ภักดี  พัฒนกุล  ที่จะเกษียณ 30 ก.ย. นี่ พร้อมๆกับ การสานต่อ ภารกิจสำคัญ ในการสร้างความพร้อมรบ ขั้นสูงสุดให้กับกองทัพอากาศ

พล.อ.อ.พันธ์ภักดี วางรากฐานไว้ในห้วง 2 ปี ที่เป็นผบ.ทอ. โดย พล.อ.เสกสรร จะสานต่อ ในการเป็น ผบ.ทอ.ถึง 3 ปี ที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงและความพร้อมได้อย่างเต็มที่

โดยเฉพาะเมื่อกัมพูชาเป็นภัยคุกคามความมั่นคงของชาติ ตามมติของสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ที่จะทำให้กองทัพและหน่วยความมั่นคงทั้งหมดต้องปรับองคาพยพ ในการรับมือภัยคุกคามจากข้างบ้านแบบเต็มรูปแบบ  จากที่ได้มีการสู้รบกันมาเมื่อ 24 - 28 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมาและยังต่อเนื่องด้วยสถานการณ์ความตึงเครียด ที่ยกระดับขึ้น

และในการสู้รบครั้งนั้นกองทัพอากาศจะใช้เครื่องบินรบ F16 และ Gripen ปฏิบัติการทิ้งระเบิดใส่เป้าหมายทางทหารในประเทศเพื่อนบ้าน  แต่ปฏิบัติการบินของเครื่องบินรบทุกลำอยู่ในเขตอธิปไตยของประเทศไทยไม่ได้ล้ำเข้าไปในดินแดนของเพื่อนบ้าน  แต่สามารถปล่อยอาวุธนำวิถีเข้าสู่เป้าหมายได้อย่างแม่นยำ และปฏิบัติตามกติกาสากล

แต่ก็มีบทเรียนจากการสู้รบที่ทำให้กองทัพอากาศต้องปรับแผนเพื่อให้มีความพร้อมรบและไร้จุดอ่อนใดๆ

โดยก่อนเกษียณ พล.อ.อ.พันธ์ภักดี ได้วางแผนในเรื่องอาวุธยุทโธปกรณ์ ทั้งในส่วนที่จะมาทดแทนที่ได้ใช้ไปและสึกหรอเสียหาย และจัดหาเพิ่มเติมเพื่อการป้องกันภัยทางอากาศและการตอบโต้จากประเทศเพื่อนบ้านที่ถือเป็นภัยคุกคาม

โดยมีสิ่งที่ เป็น Game Changer สร้างความพร้อมรบ  อย่างน้อย 3 อย่าง คือ ได้จัดหาเครื่องบินขับไล่โจมตี Gripen E/F ที่เซ็นสัญญาไปเรียบร้อยแล้ว แม้ทางกัมพูชาโดยสมเด็จฮุนเซน จะพยายามปลุกกระแสประท้วง และส่งหนังสือถึงสวีเดนเพื่อไม่ให้ขายเครื่องบิน Gripen ให้กองทัพอากาศไทยก็ตาม แต่ทางสวีเดนทั้งโดยบริษัท SAAB ผู้ผลิตและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของสวีเดนยืนยันแล้วว่ากองทัพอากาศไทยสามารถใช้เครื่องบินนี้ในการปกป้องอธิปไตยของไทยได้

นอกจากนั้น ก่อนเกษียณ พล.อ.อ.พันธ์ภักดี ยังได้เซ็นสัญญาการจัดซื้อเครื่องบินโดยสาร A 330 MRTT ที่ประเทศสเปน  ที่สามารถเติมน้ำมันกลางอากาศได้ซึ่งจะถือเป็นเครื่องแรกของกองทัพอากาศไทยและจะเป็นการพลิกโฉมการปฏิบัติการทางอากาศของกองทัพอากาศไทยให้สามารถปฏิบัติการได้ไกลขึ้นและนานขึ้น

โดยเป็นงบประมาณของสำนักนายกรัฐมนตรี ในการจัดซื้อเครื่องบินโดยสารหรือเครื่องไทยคู่ฟ้าที่จะใช้สำหรับนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี แต่แต่ให้ทางกองทัพอากาศเป็นผู้ดูแลและคัดเลือก  ถือเป็นการเพิ่มเติมภารกิจเพราะหากซื้อแค่เป็นเครื่องบินลำเลียงหรือโดยสาร ก็จะไม่คุ้มค่าแต่สามารถเป็นเครื่องบินเติมน้ำมันทางอากาศให้กับเครื่องบินรบของกองทัพอากาศได้ก็นับว่าคุ้มค่างบประมาณกว่าหมื่นล้าน

ที่สำคัญได้เริ่มโครงการจัดหาระบบป้องกันภัยทางอากาศ ซึ่งเป็นการสร้างความเปลี่ยนแปลง และนับเป็น Game Changer สำคัญในการเตรียมความพร้อมในการป้องกันประเทศของไทย ในระบบ HIMAD ที่คาดว่า กองทัพอากาศจะเลือกใช้ BARAK Air Defense จากอิสราเอลที่ถือว่าได้รับการยอมรับ มาเป็นระบบป้องกันภัยทางอากาศ โดยเฉพาะในพื้นที่อันตรายชายแดนในอนาคต

โดยมีรายงานว่ากองทัพอากาศได้เสนอขอซื้อจรวดนำวิถีแบบที่เรียกว่า Ballistic Missile ไปจำนวนหนึ่งอีกด้วยที่จะสร้างความมั่นใจและความพร้อมรบของกองทัพอากาศที่จะก้าวหน้าประเทศเพื่อนบ้านไปอีกหลายขุมก่อนที่เพื่อนบ้านจะพยายามพัฒนาตัวเองด้านกำลังทางอากาศ

และที่ต้องปรับเปลี่ยนโฉมหน้าของกองทัพอากาศในส่วนกำลังรบคือการ สร้างฝูงบินโดรน หรือUAV ที่แข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพโดยเฉพาะ UAS ระบบอากาศยานไร้คนขับแบบติดอาวุธติดระเบิดและแบบพลีชีพหรือ Kamikaza drone

ที่พลอากาศเอกเสกสรร จะเร่งรัดสานต่อและสร้างความแข็งแกร่งโดยทันทีที่รับหน้าที่ในการสร้างกองบินโดรน ให้แข็งแกร่ง โดยปัจจุบันกองทัพอากาศมีกองบิน 3 ที่วัฒนานคร จ. สระแก้ว ซึ่งเป็นฝูงบินที่มี UAV และ โดรน เท่านั้น

กองทัพอากาศมีแผนที่จะปรับโครงสร้างกำลังรบในสมุดปกขาวเพื่อนำสู่การปฏิบัติจริง ในการเปลี่ยนฝูงบินที่เป็นเครื่องบินรบ ที่อุบลราชธานีและอุดรธานีซึ่งอยู่ในพื้นที่ใกล้ชายแดน ให้เป็นฝูงบินโดรน  ติดอาวุธ  จากที่มีเครื่องบิน F5 และ Alpha Jet

ประจำการและกำลังจะถึงเวลาที่ต้องปลดประจำการกองทัพอากาศก็จะจัดซื้อ โดรน แทน ไม่ซื้อเครื่องบินรบจากแผนเดิมที่เคยจัดซื้อเครื่องบิน T-50TH มาทดแทน แต่อย่างไรก็ตามอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าอาจจะเป็นฝูงบินโดรน แค่หนึ่งฝูงบินและอาจจัดซื้อ AT6Th เข้ามาประจำการเพิ่มอีกหนึ่งฝูง หลังจากที่มีฝูงบินแรกที่กองบิน41 จังหวัดเชียงใหม่ และได้ร่วมปฏิบัติการบินในการสู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาในห้วงที่ผ่านมาด้วย

เพราะในการสู้รบที่ผ่านมาและที่จะมีขึ้นในอนาคตอันใกล้และอาจต่อยาวไปเพราะถึงอย่างไรไทยกับกัมพูชาก็คงไม่สามารถกลับมาเป็นเพื่อนบ้านที่ดีต่อกันได้อีก

ดังนั้นกำลังทางอากาศจึงเป็นกฎหมายสำคัญของความได้เปรียบในการสู้รบ เพราะจะเห็นได้ว่าการสู้รบที่ผ่านมาห้าวัน กำลังทางบกเสียเปรียบฝ่ายกัมพูชาไม่น้อย แต่ยังมีกำลังทางอากาศจากเครื่องบินรบมาช่วยสนับสนุนได้

นี่คือภารกิจที่สำคัญของผู้บัญชาการทหารอากาศคนใหม่ พล.อ.อ.เสกสรร ผู้เป็นนักรบ อดีตผู้บังคับการกองบิน 4 จะมาสร้างความแข็งแกร่งให้กองทัพอากาศ สร้างความสั่นสะท้านให้เพื่อนบ้านที่เป็นอริราชศัตรู ได้ หนาวกันไปตามๆกัน