"ธีรัจชัย" ซัดรบ.ออกซอล์ฟโลนฉ้อฉลเอื้อนายทุน "องอาจ”ห่วงโจรใส่สูทปล้นเงินกู้ปชช.

การเมือง30 พ.ค. 2563 • 13:04 น.
 "ธีรัจชัย" ซัดรบ.ออกซอล์ฟโลนฉ้อฉลเอื้อนายทุน "องอาจ”ห่วงโจรใส่สูทปล้นเงินกู้ปชช.
“องอาจ”ห่วงโจรใส่สูทปล้นเงินกู้ปชช. ด้าน "ธีรัจชัย" ซัดออกซอล์ฟโลนฉ้อฉลเอื้อนายทุน ชี้เอสเอ็มอีรายย่อยได้ช่วยเหลือจิ๊บจ๊อย เชื่อตั้งเงิ่อนไขสูงสมคบคิดเอื้อกลุ่มทุนรายใหญ่ เมื่อวันที่ 30 พ.ค.ในการประชุมสภาผู้แทนราษฏร เพื่อพิจารณาพรก..เงินกู้ 3 ฉบับ โดยนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เป็นห่วงการใช้งบฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม 4 แสนล้าบาท เพื่อช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานรากจะมีความโปร่งใสหรือไม่  เพราะที่ผ่านมาอปท.หลายแห่งเกี่ยวข้องกับการทุจริต โดยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบภาครัฐ(ป.ป.ท.)พบพฤติการณ์ทุจริตจัดซื้อจัดจ้างมากมาย โดยเฉพาะการจัดซื้อในราคาสูงเกินจริง อปท.บางแห่งจัดซื้อแอลกอฮอล์ลิตรละเกือบ 300บาท ใช้เงินจัดซื้อแอลกอฮอล์ถึง 200-300ล้านบาท หรือการเรียกค่าหัวคิวจากผู้ประกอบการโรงแรมแลกกับการได้เป็นสถานที่กักตัวผู้เดินทางกลับจากต่างประเทศ แม้คนในรัฐบาลจะยืนยันเงินก้อนนี้ ไม่มีรัฐมนตรีเกี่ยวข้อง มีแต่ข้าราชการพิจารณา มีการกำกับดูแลที่ดี แต่จะมีอะไรเป็นหลักประกันความโปร่งใส เพราะทั้งนักการเมือง ข้าราชการก็มีคนไม่ดี  5 ปีที่ผ่านมาที่ไม่ใช่รัฐบาลนักการเมือง ใช้แต่กลไกข้าราชการ ก็มีทุจริตโดยข้าราชการทั้งนั้น เช่น การทุจริตช่วยบุคคลยากไร้ การทุจริตเงินทอนวัด การใช้งบครั้งนี้อาจมีโจรใส่สูทมาขูดรีดเงินประชาชน ขอฝากข้อเสนอการใช้เงิน โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมทำโครงการจริงๆ ไม่ใช่เอานโยบายเก่ามาใช้ใหม่ และอ้างโควิดบังหน้า วัตถุประสงค์การใช้เงินต้องเขียนให้ชัดเจน ไม่คลุม เครือให้เกิดการตีความไปในทางทุจริต ควรตั้งคณะกรรมการพิเศษมารับเรื่องร้องเรียนจากทุจริตในโครงการต่างๆจากประชาชนโดยตรง ขอให้เงินกู้ทุกบาทเป็นการกู้เงินเพื่อประชาชน ไม่ใช่เพื่อคนใดคนหนึ่ง                             ด้าน นายธีรัจชัย พันธุมาศ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวว่า พ.ร.ก.การให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบการวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 วงเงิน 5แสนล้านบาท เป็นการเอื้อกลุ่มทุนใหญ่ที่ไม่ใช่เอสเอ็มอีโดยตง แต่ได้รับสิทธิในการได้กู้เงิน ดอกเบี้ยต่ำ 2% พ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้เอื้อให้กระจายสินเชื่อไปยังกลุ่มทุนใหญ่ ไม่ใช่เอสเอ็มอีตัวจริง เป็นการสมคบกันของนายทุนใหญ่ ธนาคาร และรัฐบาลหรือไม่ ทำไม่จึงไม่ให้สินเชื่อแก่เอสเอ็มอีขนาดเล็กและขนาดย่อมโดยตรง แต่ให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อตามอำเภอใจไปเอื้อกลุ่มทุนใหญ่ ที่สำคัญพ.ร.ก.ฉบับนี้ให้กู้เฉพาะธุรกิจที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน หรือมีสินเชื่อกับธนาคารเท่านั้น ปัจจุบันมีธุรกิจเอสเอ็มอี 3ล้านราย แบ่งเป็นเอสเอ็มอีที่มีสินเชื่อกับธนาคาร 1.9 ล้านราย และเอสเอ็มอีอีก1.1ล้านราย ที่ไม่อยู่ในเกณฑ์ได้รับเงินกู้ครั้งนี้ เนื่องจากไม่มีสินเชื่อและหลักประกันกับธนาคาร เพราะเป็นธุรกิจขนาดเล็ก เช่นร้านกาแฟเล็กๆริมทาง รีสอร์ตเล็กๆ แต่ธุรกิจเล็กๆเหล่านี้ได้รับผลกระทบจากโควิดเช่นกัน แต่ไม่มีสิทธิได้ได้กู้ เอสเอ็มอีเล็กๆ1.1 ล้านราย จึงถูกขีดออกไปไม่ให้กู้ เพราะธนาคารจะปล่อยกู้ เฉพาะลูกค้าชั้นดี มีหลักประกัน นอกจากนี้หลักเกณฑ์การให้กู้เงินที่ให้กู้ไม่เกินร้อยละ 20ของยอดเงินกู้ ณ วันที่ 31 ธ.ค.2562 สมมติเอสเอ็มอีมีหนี้ 1ล้านบาท กู้ได้ 2แสนบาท แต่มีลูกจ้าง 10 คน กู้ได้แค่นี้จะไปได้กี่น้ำ แต่ถ้าบริษัทใหญ่ มีหนี้ 500ล้านบาท กู้ได้ 20% หรือ100ล้านบาท ก็สามารถกู้ไปทำอะไรได้หมด นี่คือการพ.ร.ก.ที่ฉ้อฉลหรือมีวาระซ่อนเร้น เพื่อเอื้อต่อทุนใหญ่หรือไม่         นายธีรัจชัย กล่าวว่า ขณะนี้บริษัทขนาดใหญ่หลายแห่งที่เป็นลูกหนี้ชั้นดี มีธนาคารติดต่อมาขอให้กู้เงิน บริษัทเหล่านี้ก็ไปกู้ เพราะได้ดอกเบี้ยต่ำ แค่กู้เงินไปปล่อยกู้ต่อหรือเอาไปเล่นหุ้นก็ได้กำไรแล้ว นี่คือการเอื้อเอสเอ็มอีหรือนายทุนกันแน่ อย่างไรก็ตามดูเหมือนรัฐบาลรู้ว่า ตนจะพูดเรื่องนี้ต่อสภา ครม.จึงมีมติเพิ่มเติมช่วยเหลือเอสเอ็มอีเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 26 พ.ค. เพื่อให้วงเงินเพิ่มเติม 10,000 ล้านบาท แก่เอสเอ็มอีที่ไม่มีสินเชื่อและไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันต่อธนาคาร ฟังแล้วดูดีเหมือนต้องการจะช่วยเหลือ  แต่อย่าเพิ่งเชื่อ  เพราะวงเงินที่เพิ่มให้ 10,000 ล้านบาท เทียบกับเอสเอ็มอี 1.1 ล้านรายที่ไม่มีสินเชื่อกับธนาคาร ถ้าหารเฉลี่ยจะได้กู้คนละ 9,090 บาท เอาไปทำอะไรได้ เมื่อเทียบกับเค้กก้อนใหญ่ที่ไปอยู่กับนายทุน ที่มีวงเงินกู้ 500,000 ล้านบาท ต่อเอสเอ็มอี 1.9 ล้านราย จะกู้ได้รายละ 263,158 บาท