ศึกสายเลือด จปร.ใน 3 ป. กลางศึกสภาฯ เกมสอย “บิ๊กป๊อก” ศึกทหารข้างกาย “บิ๊กป้อม”

การเมือง22 ก.ค. 2565 • 16:00 น.
ศึกสายเลือด จปร.ใน 3 ป. กลางศึกสภาฯ เกมสอย “บิ๊กป๊อก” ศึกทหารข้างกาย “บิ๊กป้อม”

แม้ 2 พี่น้อง จะตบไหล่ เกาะแขน โชว์ความเหนียวแน่น เป็นหนึ่งเดียว กลางสถานการณ์การเมืองร้อน

แต่ก็ยังไม่มีสัญญาณ การคืนดี เข้าใจกันแบบ 100% ของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม และ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ พี่ใหญ่ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ให้เห็นชัดเจนมากนัก

เพราะที่ผ่านมา “พี่ป้อม” กับ “น้องตู่” มักจะถูกมองว่ามีเรื่องขัดแย้ง ระหองระแหงกันมาตลอด โดยเฉพาะตั้งแต่ พล.อ.ประยุทธ์ ปลด ร.อ.ธรรมนัส  พรหมเผ่า พ้น รมช.เกษตรฯ แบบไม่บอกกล่าว พล.อ.ประวิตร ก่อน ทั้งๆที่รู้ดีว่า เป็นมือขวาของ พล.อ.ประวิตร รวมทั้งปลด “อ.แหม่ม” นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ออกจาก รมช.แรงงาน แบบฟ้าผ่า พร้อมกันด้วย

ร่องรอยของ ความระหองระแหงระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ กับพล.อ.ประวิตร มีให้เห็นจาก การเกิดขึ้นของพรรครวมไทยสร้างชาติ  พรรคไทยสร้างสรรค์ ของฝ่าย พล.อ.ประยุทธ์ มาเป็นพรรคสำรอง พรรคคู่ขนาน ของพรรคพลังประชารัฐ หากเกิดปัญหา พปชร.ไม่หนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ หรือ ไม่เสนอแค่ชื่อเดียว จนมาเป็น สูตรหาร 500 ก็จะเปลี่ยนเป็นพรรคแตกหน่อ ตามกลยุทธ์ แตกแบงก์พัน เพื่อรองรับ คะแนน ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์

และพรรคเศรษฐกิจไทย และ พรรคพลังไทยชัยชนะ ที่เป็นพรรคสำรอง พรรคคู่ขนาน ของพรรคพลังประชารัฐ ของ พล.อ.ประวิตร และ กลายเป็นพรรคแตกหน่อ เอาไว้เช่นกัน โดยเฉพาะ ช่วงจุดเปลี่ยน จากสูตร หาร100 มาเป็น หาร500 ที่ดูเหมือน พล.อ.ประวิตร จำใจต้องทำตาม ความต้องการของ พล.อ.ประยุทธ์ จนมาถึงการประชุมสภาฯ ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ที่ พี่น้อง 3 ป. โดนอภิปรายฯ ด้วย เป็นการส่งท้ายรัฐบาล 3 ป.

แต่กลับพบความเคลื่อนไหว ที่ผิดปกติ เมื่อทั้งฝ่ายค้าน พรรคเล็ก และ ร.อ.ธรรมนัส พุ่งเป้าไปที่ “บิ๊กป๊อก” พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา  รมว.มหาดไทย ที่เป็น พี่รองใน 3 ป. ทั้งๆที่ แกนนำพรรคเล็ก ถูกเรียกเข้า “ป่ารอยต่อฯ” รวมทั้ง ร.อ.ธรรมนัส ด้วยแล้ว โดย พล.อ.ประวิตร บอกแค่เพียงว่า “คุยกันธรรมดา ไม่มีอะไร” ราวกับต้องการจะปฏิเสธว่า ไม่ได้เป็นอย่างที่คิด หรือที่ร่ำลือกันว่า มีการแจกกล้วย

แต่แกนนำพรรคเล็ก กลับขู่ว่า จะไม่โหวตให้ พล.อ.อนุพงษ์ แถมยังมีความเคลื่อนไหวในพรรคพลังประชารัฐ ที่มีการมาประชุมกับ พล.อ.ประวิตร ก่อนวันอภิปรายฯ และ สนับสนุนให้พล.อ.ประวิตรเป็น รมว.มหาดไทย แทน โดยเรียกร้องให้มีการปรับคณะรัฐมนตรีหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพื่อเตรียมรับมือการเลือกตั้งในปีหน้า

ที่น่าแปลกคือในรายงานข่าวระบุว่า พล.อ.ประวิตร ไม่ได้ปฏิเสธ แต่กลับบอกว่าไว้จะคุยกับนายกฯ แต่ขอว่า ในการโหวตอภิปรายฯครั้งนี้ ขอให้โหวตทั้ง 11 รัฐมนตรี ให้ผ่านเหมือนกันก่อน

นี่ไม่ใช่ครั้งแรก ที่มีความเคลื่อนไหวจากในพรรคพลังประชารัฐ ที่สนับสนุนให้ พล.อ.ประวิตร เป็น รมว.มหาดไทย เสียเอง ไม่ใช่เพราะมีประสบการณ์ ที่ไม่น่าประทับใจกับ พล.อ.อนุพงษ์ ในเรื่องการประสานงาน และการขอความช่วยเหลือในพื้นที่ต่างๆ แต่ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจและใกล้ที่จะมีการเลือกตั้งทั่วไป ในยามที่คะแนนนิยมของพรรคพลังประชารัฐตกต่ำ อาจถึงเวลาที่พล.อ.ประวิตร ต้องนั่งควบ รมว.มหาดไทย เสียเอง

แต่ต้องมีคนเสียสละซึ่ง ก็คือ พล.อ.อนุพงษ์ ที่แม้จะผ่านการอภิปรายฯมาได้ แต่ก็ เกิดรอยร้าวในใจและความหวาดระแวงในตัว พล.อ.ประวิตร ว่าอยากจะเป็น มท.1 เองจริงหรือไม่ แต่เมื่อครั้งมีกระแสข่าว ก่อนหน้านี้ พล.อ.ประวิตร เคยยืนยันว่า “ไม่คิดจะมาเป็น รมว.มหาดไทย ผมไม่แย่งน้องหรอก” ก็ตาม แต่เวลานี้สถานการณ์เปลี่ยน

กระแสความนิยมในฝ่ายค้านเพิ่มมากขึ้นทั้งจากผลการเลือกตั้งผู้ว่าฯกรุงเทพมหานคร และสมาชิกสภากรุงเทพฯ(สก.) และกระแสแลนด์สไลด์ และ “อุ๊งอิ๊ง” แพทองธาร ชินวัตร ที่ปรากฏมาในโพลล์ต่างๆ  และถึงขั้นที่ พล.อ.ประวิตร ยอมรับว่า พรรคพลังประชารัฐตกต่ำ จนต้องมีการปรับแผน

ความเคลื่อนไหวของ ร.อ.ธรรมนัส ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ หลังจากที่ประกาศแยก พรรคเศรษฐกิจไทย ออกจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล และมาเป็นฝ่ายค้านอิสระอย่างเต็มตัว หลังแพ้การเลือกตั้งซ่อมที่ลำปาง นั้น ก็ถูกมองว่ามีความเชื่อมโยงกับความเคลื่อนไหวในการเขย่าเก้าอี้ มท.1 ของ พล.อ.อนุพงษ์

โดยเฉพาะ ร.อ.ธรรมนัส ก็เคยเปิดอกคุย กับพล.อ.อนุพงษ์ ถึงปัญหาต่างๆ โดยเฉพาะการที่ส.ส. ของพรรคไม่ได้รับการสนับสนุน ช่วยเหลือ จาก พล.อ.อนุพงษ์ เลย แต่ก็ไม่มีอะไรดีขึ้น และอาจจะเกี่ยวข้องกับสาเหตุที่ ร.อ.ธรรมนัส แพ้การเลือกตั้งซ่อมที่ลำปาง ด้วย ที่เจ้าตัวบอกว่า “ถูกกระทำ” ที่มีข่าวสะพัดว่าทั้งจากฝ่ายค้านที่เคยตกลงเรื่องเสียงกันไว้แล้วแต่ก็กลับหักหลัง รวมทั้งการมีคำสั่งบล็อกไม่ให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้านและ อสม. ช่วยเหลือ พรรคเศรษฐกิจไทย ของ ร.อ.ธรรมนัส

ก่อนหน้านี้  ร.อ.ธรรมนัส เคยถูกจับตามองว่าอยากเป็น มท.1 ที่เปรียบเสมือน “นายกฯน้อย” แต่ทว่า คงเป็นไปได้ยากจึงเลือกที่จะผลักดัน พล.อ.ประวิตรให้ นั่ง มท.1 เพราะเมื่อนั้น ร.อ.ธรรมนัส ก็จะยิ่งมีเพาเวอร์ในฐานะมือขวาของพล.อ.ประวิตรและอาจจะได้เป็น มท.2 หรือ มท.3 มท.4  แต่ที่แน่ๆ จะเป็น  รมว.มหาดไทยเงา แต่มาตอนนี้ ร.อ.ธรรมนัส  (ตท.25 จปร.36) แยกตัวออกจาก พรรคพปชร. มาเป็นหัวหน้าพรรค เศรษฐกิจไทยแล้ว และ ประกาศตัวว่า เป็นฝ่ายค้าน แต่ทว่า สายสัมพันธ์ยังคงแนบแน่นกับ พล.อ.ประวิตร ไม่เสื่อมคลาย

จึงส่งผลให้ ปฏิบัติการเขย่าเก้าอี้มท.1 ของ พล.อ.อนุพงษ์  เตรียมทหาร10 ถูกสงสัยว่า พล.อ.ประวิตร รุ่นพี่ ตท.6 รับรู้หรือไม่ หรือ ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ ของการเมือง และการต่อรอง แต่ยังไม่แตกหัก เพราะธรรมนัสไม่ได้ลุกขึ้นอภิปรายในสภาด้วยโดยฝ่ายค้านอ้างว่าเพิ่งมาแจ้งชื่อภายหลังจึงบริหารจัดการไม่ลงตัว หรือในอีกทางหนึ่งคือ อาจใช้กลยุทธ์ว่า ปัญหาของใคร ก็แก้กันเอง เคลียร์ เจรจาต่อรองกันเอาเอง เพราะตัวเอง ก็ดูแลทุกอย่างมานาน เพียงลำพัง ก็เป็นได้

แต่ที่น่าจับตามองคือ การพลิกกลยุทธ์สู้เลือกตั้ง ด้งยการนั่ง มท.1 เอง ก็มีโอกาสที่จะเป็นไปได้

บนสมมติฐานที่ว่า จะช่วยให้ พรรคพปชร. ชนะเลือกตั้ง สกัดแลนด์สไลด์ ของพรรคเพื่อไทย สกัดการกลับสู่อำนาจรัฐให้ได้ ในฐานะเป็นรัฐบาล ย่อมได้เปรียบ แต่ตลอด 8 ปี ที่ พล.อ.อนุพงษ์ เป็นมท.1 กลับไม่สามารถทำให้ พปชร.ได้เปรียบในการเลือกตั้ง ซ่อมต่างๆ หรือ ทำให้คะแนนนิยมของพรรคพลังประชารัฐและพล.อ.ประยุทธ์ ดีขึ้นในหมู่ชาวบ้าน โดยเฉพาะในภาคอีสาน และภาคเหนือ ที่เป็นฐานเสียงของพรรคเพื่อไทย อย่างเหนียวแน่น ได้เลย

แต่ก็ต้องไม่มองข้าม คือ พล.อ.ประยุทธ์ จะยอมหรือไม่ เพราะพล.อ.อนุพงษ์ ก็ถือว่าเป็นพี่ชายที่สนิทสนมไว้วางใจมาก อีกทั้งพล.อ.อนุพงษ์ ก็เคยมีสัญญาใจกับพล.อ.ประยุทธ์ ว่า ตราบใดที่พล.อ.ประยุทธ์ ยังคงต้องอยู่ในการเมืองพล.อ.อนุพงษ์ก็จะต้องอยู่ช่วยตลอดไป แต่ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยน พล.อ.อนุพงษ์ จะยินยอมที่จะ ไปทำงานเบื้องหลังหรือไม่ แต่ไม่ว่าจะอย่างไร พี่ป้อม น้องป๊อก อาจหมางใจกัน

ในหมู่นายทหารที่ใกล้ชิดพล.อ.ประวิตรต่างเชื่อกันว่าหากพล.อ.อนุพงษ์ ไม่ยอมถอยไปเอง ก็ไม่มีทางที่ พล.อ.ประวิตร จะแย่งเก้าอี้น้องแน่นอน พล.อ.ประวิตร เองไม่ได้อยากจะทำให้ พล.อ.อนุพงษ์ หวาดระแวง เพราะทุกวันนี้ก็ปวดหัวกับปัญหาภายในพรรคพลังประชารัฐ และบรรดาน้องๆทหารรอบตัวในแวดวงการเมืองมากพออยู่แล้ว ด้วยเพราะมีความขัดแย้งมากขึ้นและรุนแรงขึ้นทุกวัน

โดยเฉพาะระหว่าง ร.อ.ธรรมนัส กับ “บิ๊กน้อย” พล.อ. วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา นับตั้งแต่แตกหัก พล.อ.วิชญ์ ลาออกจาก หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจไทย แล้วไปตั้งพรรคพลังไทยชัยชนะ ว่ากันว่า คนรอบตัว บิ๊กป้อม แบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย ทั้งฝ่าย ผู้กอง และ บิ๊กน้อย ที่ก็ทำสงครามข่าวสารใส่กัน ผ่านหู พล.อ.ประวิตร ให้ปวดหัว รวมทั้ง การออกข่าวในหน้าสื่อ ที่ต่างฝ่ายต่างสนิทสนม มีคอนเนกชั่น ที่ยิ่งทำให้ขัดแย้ง

ที่น่าสนใจคือ ในสื่อฉบับหนึ่ง ลงข่าวเรื่องความสัมพันธ์ของ ร.อ. กับ พล.อ. ข้างกายลุง ว่า ร.อ. เป็นคนสนับสนุน พล.อ. ให้เข้ามาสู่การเมืองเอง ตั้งแต่การเสนอชื่อให้เป็นประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรค พปชร. และถึงขั้นที่ ลุง ไม่ยอมเซ็นคำสั่ง และขว้างปากกา ใส่หัวคนเอาหนังสือมาให้เซ็น เพราะเห็นว่า ไม่เหมาะ แล้วก็ผู้กองคนนี้ อีกนั่นแหล่ะที่ขอกับ ลุง ให้ พล.อ. มาเป็นหัวหน้าพรรคใหม่ ในวันที่จะแยกออกจาก พปชร.

แต่ระหว่าง ร.อ. และ พล.อ. นั้นความจริงรักใคร่สนิทสนมกันมายาวนาน แต่เกิดปัญหากัน เพราะศึกสตรีคนใกล้ชิด ทั้งสองฝ่าย ที่ทำเกินหน้าทึ่ ฝ่ายผู้กอง ไม่มีปัญหา เพราะคุมอยู่  แต่อีกฝ่ายเอาไม่อยู่  จนสะเทือนทั้งการเลือกตัว ผู้ลงสมัคร ส.ส. และเงินบริจาคพรรค จนทำให้ ลุงปวดหัว และแนะทางออก แต่ทว่า ไม่กล้าทำตาม

แต่ทั้งหมดนี้ บิ๊กป้อม พี่ใหญ่รับรู้ รับทราบ และพยายามจะ แก้ไขปัญหา เพราะเป็นคนรักน้อง แม้น้องขัดแย้ง แยกกลุ่ม  แต่ พี่ป้อม ก็ดูแลหมด  เพราะใจดี ใจกว้างและรักน้อง เพราะน้องมีหลายคน หลายกลุ่ม  พี่ป้อม ก็มักจะต้อง แก้ให้ได้ เพราะถ้าบริหารจัดการ ให้ได้ ไม่เช่นนั้น จะยิ่งขัดแย้ง

เพราะในยามนี้  ต้องสามัคคี ร่วมมือกัน  ทั้งน้องๆบิ๊กป้อม  โดยเฉพาะระหว่าง พี่ป้อมกับ น้องตู่  เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจรัฐและชัยชนะเหนืออีกฝ่าย ที่ก็เป็นสายเลือดเดียวกัน