"ศิริกัญญา"ถลกแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจ "สภาพัฒน์ฯ" ไม่ชัดเจน หน่วยงานส่งการบ้านคิดไปทำไปไม่มีเป้าหมาย

การเมือง29 พ.ค. 2563 • 11:43 น.
"ศิริกัญญา"ถลกแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจ "สภาพัฒน์ฯ" ไม่ชัดเจน หน่วยงานส่งการบ้านคิดไปทำไปไม่มีเป้าหมาย
"ศิริกัญญา"ถลกแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจเลขาสภาพัฒน์ฯไม่ชัดเจน หน่วยงานส่งการบ้านคิดไปทำไปไม่มีเป้าหมาย ผลาญเงินไม่ให้เกียรติเจ้าของประเทศ เสนอใช้เงิน 1 ล้านล้านเยียยาอย่างเดียว ไล่ให้ไปคิดตอนพิจารณางบปกติ    เมื่อวันที่ 29 พ.ค.ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาฯ เพื่อพิจารณาพรก.เงินกู้ 3 ฉบับ โดยน.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ อภิปรายว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ผ่านมากับผลกระทบจากโควิ-19 กระทบต่อรากหญ้าโดยตรง ตัวเลขคนจนเพิ่มขึ้นเป็น 18.9 ล้านคน คนว่างงานเพิ่มขึ้นถึง 7 ล้านคน หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นเป็น 14 ล้านบาท หนี้เสียครัวเรือนร้อยละ 10 โลกหลังโควิดจะเกิดภาวะชาตินิยมทางเศรษฐกิจ โดยการฟื้นฟูเศรษฐกิจในประเทศ แต่ในวิกฤตก็ถือเป็นโอกาสในการพลิกฟื้นประเทศไทยได้ โดยเน้นจากเศรษฐกิจในประเทศ แต่หลังจากได้ฟังแผนของเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา การพัฒนาการเกษตร กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และการบริโภคในประเทศ ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20ปีที่เคยพูดไว้ ไม่ต่างอะไรจากนโยบายปัจจุบัน ซึ่งจะทำให้รัฐบาลเสียโอกาสพลิกฟื้นขึ้นมาได้ แผนงานฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม 400,000 ล้านบาท ยังไม่เห็นความชัดเจน แม้จะเข้าใจว่าให้หน่วยงานต่างๆ ส่งแผนและโครงการเข้ามา แต่ก็ไม่มีเป้าหมายชัด เหมือนกับคิดไปทำไป ไม่ให้เกียรติเจ้าของประเทศก็คือประชาชน และคิดว่าคงไม่สามารถทำให้บรรลุเป้าหมายได้ หากไม่มีเป้าหมายในขั้นแรก และจะเสียโอกาสฟื้นฟูให้ประเทศยืนกลับมาได้   นส.ศิริกัญญา ยังเปรียบเทียบกับปี 2552 ที่รัฐบาลออกแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ 400,000 ล้านบาท ซึ่งจริงแล้วการเบิกจ่ายไม่ถึง มีกรอบนโยบายคล้ายกันทั้งภาคการเกษตร บริการสาธารณะ การท่องเที่ยว เศรษฐกิจสร้างสรรค์ แต่สิ่งที่ต่างกันคือ โครงการไทยเข้มแข็งมีการวางเป้าหมายชัดเจน ว่าตัวเลขการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจหรือ GDP ต้องเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.5 เพิ่มการจ้างงาน1.5 ล้านคน เพิ่มพื้นที่ชลประทาน 1.1 ล้านไร่ ถนนลาดยางไร้ฝุ่น 100 เปอร์เซ็นต์ ต้นทุนโลจิสติกส์ลดลงเหลือร้อยละ16 ต่อ GDP แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือ GDP เพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ0.5 การจ้างงานเพิ่มขึ้น 102,400 คน ซึ่งเป็นตัวอย่างว่าแม้จะมีเป้าหมายแต่ก็ยังพลาดเป้าได้ แต่แผนการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมปัจจุบัน ไม่มีแม้กระทั่งเป้าหมาย จึงไม่สามารถวัดได้ว่าโครงการประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว โครงการไทยนิยมยั่งยืน โครงการช็อปช่วยชาติ หรือโครงการชิมช้อปใช้ของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา โครงการเหล่านี้ก็ยังไม่เห็นการประเมินผลที่ชัดเจนมาเผยแพร่ต่อสาธารณะ   นส.ศิริกัญญา กล่าวว่า การกำหนดวงเงินกู้ 1.9 ล้านล้านบาทอาจไม่เพียงพอในการแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบวงเงิน 1 ล้านบาท อาจไม่เพียงพอ สิงคโปร์ คาดการณ์ว่า GDP จะติดลบร้อยละ 3.5 อัดเม็ดเงินใช้จ่ายทางการคลังไปแล้วสิบกว่าเปอร์เซ็นต์ อินโดนีเซียแม้จะได้รับผลกระทบน้อยกว่าไทย ก็ยังใช้เม็ดเงินมากถึงร้อยละ 7 ต่อ GDP ส่วนประเทศไทยคิดเป็นร้อยละ 6 ของ GDP เท่านั้นเอง และขออย่ากังวลว่าหนี้สาธารณะชนเพดาน เพราะอีกไม่กี่ปีก็น่าจะขึ้นไปถึงร้อยละ70 ของ GDP แต่สิ่งที่ควรพิจารณามากกว่า ต้องดูว่าประเทศไทยมีความสามารถจะใช้หนี้คืนได้หรือไม่   นส.ศิริกัญญา กล่าวว่า จะต้องแก้ปัญหาโดยการปรับโครงสร้างหนี้ก่อนจะเป็นหนี้เสีย เปิดให้มีการล้มละลายโดยสมัครใจสำหรับลูกหนี้รายย่อย โดยให้ครัวเรือนและ SMEสามารถฟื้นฟูตัวเองได้ในระยะเวลา 1.5 ปี ใช้มาตรการทางภาษีเช่น คืน VAT ใช้มาตรการที่ไม่ใช่ตัวเงิน เช่นการแก้กฎหมายที่จำเป็น ทบทวนการเข้าร่วมข้อตกลงทางการค้าเช่น CPTPP โดยมีข้อเสนอให้ใช้งบประมาณ 1 ล้านล้านบาท สำหรับการเยียวยา ส่วนการฟื้นฟูฐานเศรษฐกิจ หากยังไม่มีความชัดเจนก็ให้พิจารณาในระบบงบประมาณปกติ หรือพิจารณาร่วมกับร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณ    ด้านนายปดิพัทธ์ สันติภาดา ส.ส. พิษณุโลก พรรคก้าวไกล อภิปรายว่า การเยียวยาที่ผ่านมาไม่สำเร็จ และการจัดสรรการเยียวยาในอนาคตก็มีแนวโน้มไม่เพียงพอ ตอนนี้เรายังไม่มีภาพว่าคนป่วยที่ชื่อว่าประเทศไทยมีอาการอะไรบ้าง ก่อนที่จะรักษาและออกไปวิ่งบนความท้าทาย ตนชี้แจงว่าตอนนี้เงิน 1 ล้านล้านบาท รวมกับการโอนงบประมาณอีก88,000 ล้านบาท รวมเป็น 1.088 ล้านบาท แต่ถูกใช้ไปก่อนหน้านี้แล้ว 345,000 ล้านบาท ตนเสนอแผนว่า 1 แสนล้านบาทต้องกันไว้สำหรับสาธารณสุข และ 643,000 ล้านบาท เก็บไว้จ่ายเงินเยียวยาถ้วนหน้า 3 เดือน, สมทบค่าจ้าง SMEs 50%, และจัดสรรอาหารฟรีให้ประชาชน ตนมองว่าสิ่งที่น่ากลัวตอนนี้ไม่ใช่ไวรัสแต่คือการตกงานกว่า 7 คน แบ่งเป็น 4ล้านคนกลับสู่ชนบท แล้วต้องไปเจอกับปัญหาไม่มีที่ดินทำกิน และภัยแล้งที่รัฐบาลยังคงแก้ปัญหาไม่ได้ตั้งแต่ประยุทธ์1 และหากปลูกพืชผลได้สำเร็จก็จะเกิด Over Supply แต่กลับไม่มีแผนจากรัฐบาลที่เตรียมจะรับมือให้กา